[หนังเขียนต่อ] ทางแยกของดวงดารา
เสียงของดนตรีแจ๊สสุดคลาสสิกยังคงคลอมันไปตามเส้นทางของผู้บรรเลง ประสานไปกับบทสนทนาร้อยแปดพันเก้าของผู้คนอีกร้อยพ่อพันแม่ในบาร์ที่มีฉากเป็นแสงไฟสีม่วงชวนหลงใหลในยามราตรี

ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันกับสายตาของเธอและเขาหันกลับมามองกันและกัน

หัวใจของผมตอนนั้นยอมรับว่าหน่วงและดวงตาเอ่อๆขึ้นมาเล็กน้อย แต่เนื่องจากเคยมีภาพของหนังเรื่องนี้ผ่านตามาจากโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์คมากมายทำให้ผมไม่ได้น้ำตาเอ่อล้นมากจากดวงตาเลยสักหยด 

แต่เสียงสะอื้นกระซิกๆในหัวของผมมันดังขึ้นมาแทนต่างหาก

เพราะโลกของความจริงในหนัง และโลกความจริงในความจริงมันจริงมากๆ

สองเดือนก่อน
คู่รักคู่หนึ่งที่สัญญากันว่าจะข้างๆกันไปนานๆ วันนั้นฝ่ายหนึ่งได้ตัดสินใจ หยิบกรรไกรอันแหลมคมอันหนึ่งขึ้นมา

เขาตัดสายสัมพันธ์นั้นลง

หนึ่งนั้น ช่างเหนื่อยแสนเกินทน
หนึ่งนั้น ฉันก็คนต้องขนความฝัน
หนึ่งนั้น ขอลบเราจากความมืดมน
สองคนนั้น ไม่ต้องทนหรือทรมาน

รักมันก็มีเลิกเป็นธรรมดา ใครหลายๆคนบอกอย่างนั้น....ฉันก็ไม่เถียงมันหรอกนะ

จะในหนังหรือชีวิตจริงมันก็มีเลิกกันทั้งนั้น

คนเราต้องหมดรักกันหรือสิ้นลมปราณลงไปขดอยู่ในกำแพงวัดหรอกหรือ จึงจะถึงเรียกว่าหมดรัก

ผมพบคำถามจากคู่รักคู่นี้ 
และพบคำตอบจากหนังเรื่องนี้

คนสองคน ฝันสองฝัน และทางแยกสองทาง

เราแยกกันเพื่อไขว่คว้าบางสิ่ง

บ้างก็ความฝัน
บ้างก็มั่นคงก็ค่อยความฝัน
บ้างก็ขอให้มั่นคงก็พอ

ในขณะที่กวาดสายตาในเว็บบอร์ด มีใครคนหนึ่งถามว่า แล้วสรุปใครถูกกันล่ะ?

ใครคนหนึ่งคนนั้นก็ตอบกลับไปกับตัวเองว่า "อย่าหาคำตอบเลยว่าใครถูก"
"ห้ะ"
"นายได้คำตอบแล้ว ฉันรู้ว่านายรู้"
"อ่า"

ความง่วงของผมได้เริ่มเข้ามาทักทายที่หัวเตียงแล้วล่ะ ผมคงไม่ได้นอนคิดแล้วล่ะว่าการที่เลิกกัน ฝ่ายไหนคือผู้ที่ถูกต้องที่สุดหรือผิดที่สุด

แต่เราจะยิ้มยังไงให้กว้างที่สุดต่างหาก

ผมยิ้มไปพร้อมๆกับมีอาและเซบาสเตียน








SHARE
Writer
Zave
human
just human

Comments