ให้เด็กเป็นคนเฉลย
        ตั้งแต่จำความได้ ผมตั้งหลักปักฐานที่นี่มานานแล้ว ผมไม่มีพ่อไม่มีแม่ ด้วยวัยที่อ่อนเกินกว่าที่จะรับรู้หรือจดจำ ผมจำได้แต่ว่าตัวผมมีคนที่คอยอุปถัมป์เลี้ยงดู จิตสำนึกของผมบอกแต่เพียงว่าเธอคนนั้นเป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อตัวผมมากคนหนึ่ง แต่ด้วยเวลาที่สลับเปลี่ยนเวียนไปทำให้ผมต้องเคว้งคว้างอยู่อย่างโดดเดี่ยว นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่นำเอาความความคิดถึงและความห่วงหามาสู่ผม เป็นความรู้สึกเดียวที่ทำร้ายและกัดกินจิตใจให้อ่อนไหวอยู่ในขณะนี้
        นานขนาดไหนตัวผมไม่อาจจะบอกได้ วันเวลาถูกพาผลัดเปลี่ยนไปโดยดวงตะวันที่โผล่พ้นขอบฟ้าแล้ววูบดับไปจนเป็นกิจวัตรหรือวัฏจักรหมุนเวียน ไม่อาจควบคุมอะไรใดๆได้ ตั้งแต่จากเธอผู้เป็นที่รักมา ความรู้สึกที่โถมเข้ามาหานั่นก็คือ "การขาด" เป็นการขาดที่พึ่งพาทางกายและจิตใจไปโดยพร้อมกัน ถึงแม้ว่าความเป็นอยู่ของผมทุกวันนี้จะเจอะกับผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ชะล้างความรู้สึกที่มีอยู่ในตอนนี้ไปได้ 

        ก่อนหน้าที่ผมจะออกมาจากที่นี่ ผมกับเธออยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ผมไม่ได้ทำงาน เธอมักจะปล่อยให้ผมอยู่บ้านตามลำพัง ก่อนเธอจะออกไปทำงาน ภาพที่ชินตาเธอมักจะสาวเท้าเข้าครัวเพื่อตระเตรียมอาหารและน้ำเอาไว้ให้พร้อมอยู่เสมอ ก่อนที่จะปริปากว่า

     "อยู่บ้านไปก่อนนะ .." เธอบอกกล่าวอย่างใจดี

         เธอเดินออกจากตัวบ้านไปที่ลานจอดรถ มือซ้ายยื่นไปเปิดประตูรถ ก่อนจะพาร่างอันสะสวยเข้าไปนั่งลงบนเบาะคนขับ เธอก็ไม่ลืมที่จะโบกมือไปมาเป็นการล่ำลา

         เธอบังคับรถให้ถอยหลังออกไปทางประตูบ้านที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ ผมมองตามหลังไปอย่างทุกวัน ทันใดนั้นเองรถมอเตอร์ไซด์สีน้ำเงินคันหนึ่งแล่นตามหลังรถคันของเธอไป สายตาทั้งสองของผมไปสะดุดเข้าวัตถุสีดำเงาเหน็บอยู่ทางด้านหลังของผู้ชายคนนั้น ด้วยความรักและความเป็นห่วงเธอมากกว่าสิ่งอื่นใด ผมวิ่งผละออกจากประตูบ้านที่ยังไม่ทันปิดสนิท แล้วรวบรวมพละกำลังทั้งหมดวิ่งตามอย่างอย่างสุดชีวิตพร้อมกับสบถลั่นออกมาฟังไม่เป็นภาษา แต่ด้วยความเร็วของรถทั้งสองคันบวกกับความอ่อนล้า ทำให้ผมไม่สามารถตามไปได้ทัน ภาพของเธอที่ลอยอยู่ตรงหน้า มันถูกความเร็วของพาหนะฉุดให้ไกลออกไปทุกที

         เรี่ยวแรงที่ถดถอยทำให้ขาที่กำลังวิ่งล้มพับลงไป ตาทั้งสองเริ่มพร่ามัว ผมนั่งพักอยู่ข้างทางพอให้หายเหนื่อย แล้วค่อยคิดต่อไปว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี ผมตัดสินใจวิ่งสลับเดินต่อไปอย่างใจร้อน หวังว่าจะได้เบาะแสของเหตุการณ์ในครั้งนี้ 
ดวงอาทิตย์ที่เคยสาดแสงจ้าอย่างระห่ำ เวลาผ่านไปเข้าสู่พลบค่ำ บรรยากาศดูโพล้เพล้ วังเวงอย่างที่ผมเองไม่เคยรู้สึกเป็นมาก่อน เป็นความเงียบสงัดท่ามกลางแสงสีเสียง เป็นแสงสีเหลืองทองจากเสาไฟที่ยืนตัวเล็กอยู่ข้างถนนลูกรัง ในขณะเดียวกันลำพังเสาไฟที่ยืนอยู่ข้างทางนั้นไม่อาจที่จะขัดขืนต่ออำนาจมืดดำที่เข้ามาทำหน้าที่แทนดวงตะวันในก่อนหน้านี้ได้ และเสียงของเหล่าแมลงจั๊กจั่นที่บรรเลงบทเพลงแห่งป่าสองข้างทางในขณะนี้ เป็นเสียงหลายๆเสียงที่แข่งกันเสียงดังอย่างเกรียวกราว ไม่อาจหยั่งรู้ได้เลยว่าเสียงขับขานเหล่านั้นจะมีทีท่าหยุดเมื่อไหร่        กลไกในการผลัดเปลี่ยนวันเป็นแบบนี้อยู่เนืองๆ  ความใกล้ชิดที่เคยมีกลับแปรเปลี่ยน ระลึกถึงความหลังที่เคยมีแก่เธอผู้นั้น ผมรู้สึกต่อเขาเกินกว่าที่ควรจะเป็น และผมก็ตระหนักรู้ดีว่าความรู้สึกที่มีต่อเธอนั้นไม่สามารถแปรเปลี่ยนหรือพัฒนาต่อไปได้ 

         ช่วงเที่ยงวันของวันหนึ่ง ผมไม่รู้ว่า ณ ตอนนี้ผมอยู่ที่ใด ผมเห็นแต่เพียงกลุ่มเด็กที่จับกลุ่มเล่นกันอย่างสนุกสนามตามประสา ผมปลีกสายตาแหงนมองท้องฟ้า เห็นแต่เพียงแสงแดดที่ฉาดกระทบเข้านัยน์ตา อาจเป็นเพราะด้วยท้องฟ้าที่เปิด แสงแดดจึงจ้าระคายต่อผิวสัมผัสเหลือเกิน ท่ามกลางความเวิ้งว้างบนท้องฟ้า ภาพเคลื่อนไหวที่เห็นด้วยสายตาตรงหน้าปรากฏเป็นเครื่องบินลำหนึ่ง แล่นถลาไปอย่างช้าๆ สายตาทั้งสองของผมกวาดตามไปอย่างไม่คลาดสายตา 
       

    
ทันใดนั้นเอง มีเสียงของกลุ่มเด็กคุยกันอย่างเจี๊ยวจ๊าว  เด็กคนหนึ่งในกลุ่มมองมายังเขาที่อยู่ในท่าแหงนมองอย่างเหม่อลอยพลอยกระดิกหางไปด้วยความสนใจต่อสิ่งที่ตรงหน้า อีกทั้งยังตะโกนออกมาอย่างเรียกร้องความสนใจว่า..

เฮ้ย! มึงดูนู้นดิวะ หมามองเครื่องบิน
 
        




SHARE

Comments

anathema
1 year ago
ชอบในงานเขียน และภาษาที่ใช้ ให้ความรู้สึกที่ยังคงตกตะกอนอยู่เนืองๆ ขอบคุณที่เขียนบทความนี้ให้ได้อ่านนะคะ
Reply
Gotsrwut
1 year ago
ขอบคุณครับ