1+1 = ?
ผมหมุนนิ้วบนอากาศเป็นวงกลม รอบที่หนึ่ง

จะทำยังไงดี

รอบที่สอง

คิดไม่ตกเลยแฮะ

นิ้วชี้ทั้งสองของมือผมยื่นมาแตะกันอย่างไร้ความหมาย ขณะที่นาฬิกาเรืองแสงบนผนังเลื่อนเข็มสั้นไปยังเลขสอง และเข็มยาวไปทาบกับเลขสิบสอง ผมก็คิดถึงเขาขึ้นมา

ช่วงเวลาที่คิดอะไรไม่ออก



ช่วงเวลาอันตรายคือช่วงเวลาที่เราตกหลุมรัก

เขา ผู้กระชากผมไปจูบหน้าตาเฉยหลังจากที่ผมให้ความสนใจและคุยกันได้แค่สองวัน ถ้าคุณย่ารู้เข้าคงไม่ปลื้มแน่ แต่ไม่มีใครรู้

ผมอ่อนหัดเรื่องรักๆ และเขาที่ผ่านอะไรมามากประมาณนึง เขาเพียงแค่นหัวเราะให้กับผมที่ยืนหน้าร้อนผ่าวก้มหน้าอายๆ อย่างนั้น

"ไม่เคย?"

"ก็ไม่"

ผมสารภาพไปตามตรง 

"ไม่แปลกใจเท่าไหร่"


เราเจอกันทุกวันหลังเลิกเรียน และช่วงเวลาเช้าก่อนที่ผมจะปีนกำแพงโรงเรียน ทักทายกันด้วยจูบรสชาเขียว

เขาไม่เคยพลาดร้านประจำนั่นแน่ และไม่เคยเปลี่ยนเมนูใหม่  นั่นเลยเป็นรสชาติประจำของของจูบที่ผมแสนจะคุ้นเคยขณะแลกลิ้นนัวเนียไปกับเขา




"คำพูดฟังดูประหลาดชะมัด"

'เขา'บอกกับผมขณะวางแขนกับบ่ามองหน้าจอคอมพิวเตอร์เรื่องที่ผมกำลังเขียนไปก่อนหน้านี้ 

"มันเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์"ผมบอก ก่อนจะพิมพ์อะไรเพิ่มอีกเล็กน้อย "นี่ผลงานชิ้นเอกเลยนะ"

"เหอะ"เขาถอดแว่นสายตาออกไปวางบนโต๊ะ ก่อนจะแนบแก้วกาแฟซึ่งมีไอร้อนลอยอ้อยอิ่งอยู่ในมือกับแก้มผม มันแค่ทำให้อุ่น ผ่านไปสักพักก็แดงด้วยความร้อน ผมค่อยๆดันมันออกห่าง ริมฝีปากสีพีชและอ่อนนุ่มของเขาทาบลงกับแก้มร้อนๆของผมก่อนจะผละออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปนั่งที่ประจำของเขา โซฟาหน้าทีวี

"กลับดึกนะ"ผมเอ่ย ไม่ได้รับอะไรมากไปกว่าเสียงทีวีที่ดังขึ้นกว่าเดิม







ในตามจริงแล้ว เราไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนอะไรนัก แต่ผมก็โอเคที่เป็นแบบนี้

แบบที่ยังมีแค่เรา กับคำว่าแฟนที่เหมือนจะใช้กันแค่สองคน


"ทำอะไรน่ะ!" เขากระซิบอย่างร้อนรนขณะที่ผมปีนหน้าต่างห้องเข้าไปจากชั้นสอง เขารีบลุกจากเตียงมายืนมองผมใกล้ๆ

"ช่วยหน่อย"ผมพูดเสียงอ่อย เขาหัวเราะ

"ช่วยตัวเองสิ ใครให้ขึ้นมาทางนี้"

"ถ้าแม่มึงให้เข้าไปได้กูก็ไม่ต้องลำบากหรอก"

"ไอ้สัส" เขาพูดงึมงัม หลีกทางให้ผมที่พยายามยันตัวเข้าไปได้สำเร็จอย่างโล่งใจ ตาเรียวกวาดสายตามองผมสักพักก่อนจะตบเข้าที่กลางหัว ผมร้องครวญ "ช่วยปัดใบไม้น่ะ"

"ปากดี" ผมยืนทรงตัวให้คงที่ก่อนเป็นฝ่ายกดจูบลงบนริมฝีปากอวบอิ่ม เขาเกาะบ่าผมไม่ให้ตัวเองล้มไปเสียก่อน ความร้อนถูกส่งผ่านกระทั่งร่างกายเราแนบชิดติดกัน 

"ช่วยเช็ดปากน่ะ"ผมล้อเลียน ก่อนจะโดนมืออีกฝ่ายตีที่ไหล่

"เดี๋ยวนี้ทำเป็นซ่า"

"คนเราก็ต้องมีการพัฒนาบ้างสิ"ผมหยิกที่แก้มนิ่มๆ นั่นอย่างหมั่นเขี้ยวคนเขิน เขาเม้มปากก่อนจะเบียดตัวแนบชิดกับผมมากกว่าเก่า มือเองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง มันลูบวนอยู่ใกล้กับสะดือแทบจะเลื่อนต่ำลงไปอีก

"หุบปากไปแล้วทำตัวดีๆ"



 




"เราเลิกกันเถอะ"

เสียงมันดังมาจากทางทีวี แต่ผมไม่แน่ใจนักว่ามาจากทีวี

"นายพูดอะไรหรือเปล่า"

"อืม" เป็นเสียงเขา ไม่ผิดหรอก ผมผละจากอะไรที่กำลังเขียนอยู่เพื่อมองเขา เห็นเพียงด้านข้างเท่านั้น สีหน้าเขาเรียบเฉย 

ผมเงียบ เขาลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้อง ผมพรวดพราดไปจับแขนเขาไว้ ตัวเขาขัดขืนแต่ผมก็ยังไม่หยุดพยายาม "ปล่อย"

หัวใจผมหนักอึ้ง คำพูดที่อยากจะพูดอัดแน่นอยู่ในคอ 

"ไม่ไปไม่ได้เหรอ"

"หยุดโกหกฉันสักที"

เขาสะบัดมือผมหลุด เดินห่างจากผมออกไป


รวดเร็วและฉาบฉวย เหมือนการโดนชิงกระเป๋าตังค์ไปจากมือขณะที่เรากำลังนับจำนวนเงินที่มี ผมหันกลับไปนั่งที่ จ้องมองตัวอักษรบนคอมพิวเตอร์ทที่ยังปรากฎชัดอยู่ตรงนั้น มือเอื้อมไปหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาต่อสายถึงใครบางคน ไม่นานนักเขาก็รับสาย

'มีไร'

"โดนทิ้งแล้วว่ะ"

'เขารู้เรื่องของเราแล้วเหรอมึง'

"เขาไม่ได้บอกอะไรกู" ผมเอนตัวไปกับเก้าอี้ "ไม่คิดว่าน่าจะรู้ แต่เมื่อวานยังดีๆ อยู่นะ มาวันนี้โคตรนิ่ง"

'กูว่าไม่น่ารอด'

"เศร้าชิบหาย แม่งวันนี้ครบรอบสองเดือน"

'สองอีกแล้วเหรอ คนก่อนสองอาทิตย์ไม่ใช่หรือไง'

"แต่มึงสองปีแล้วนี่"

ปลายสายเงียบไปพักนึง ก่อนจะพูดคำที่ทำให้ผมหลุดยิ้มขึ้นมาได้หลังจากนั้น

'แม่ไม่อยู่บ้านนะ'












สองคนนี่ก็ร้ายแล้วนะ //ผู้เขียน
SHARE
Written in this book
คลังเศษส่วน
12 12 12
Writer
grumpyboy
writer
รู้สึกเหมือนมีผีเสื้ออยู่ในท้อง แต่จำไม่ได้ว่ากินมันเข้าไปเมื่อไหร่

Comments

Mrstwothou_
2 years ago
แหมะ แอบร้ายเบาๆนะครับ55555555555
Reply
grumpyboy
2 years ago
ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่ามันจะจบแบบนี้เหมือนกันล่ะ 5555555555555
grumpyboy
2 years ago
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์นะ