ปีนังมีรสหวาน


เวลาที่นี่เร็วกว่าประเทศไทยหนึ่งชั่วโมง
ทำให้พอข้ามแดนเข้ามา เราก็รู้สึกได้ว่าทำเวลาหล่นหายไปนิดหน่อย
เนื่องจากยังไม่ได้ซื้อซิมการ์ด
เราเลยใช้แผนที่กระดาษที่ได้จากที่พัก
เดินเลี้ยวผิดซอยบ้าง เดินย้อนศรบ้าง เดินหลงทางบ้าง
เป็นธรรมดาของการมาเที่ยวในที่ต่างบ้านต่างเมือง
ก่อนออกเดินทางโดนเด็กสาดน้ำใส่ระหว่างอยู่หาดใหญ่
ไม่คิดเหมือนกันว่ามาที่นี่ก็จะเปียกอีก
แต่เปียกเพราะอากาศที่ร้อนชื้นต่างหาก

ภาพแรกที่เห็นที่ปีนังคือทะเล
รถตู้กำลังแล่นอยู่บนสะพาน ให้ความรู้สึกเหมือนสะพานสารสิน
เพียงแต่สะพานที่นี่ยาวกว่าหลายเท่าตัวนัก
เหมือนเมื่อครั้งที่เดินทางไปภูเก็ตโดยรถทัวร์ เพียงแต่จุดหมายครั้งนี้ต่างออกไป
ตึกสูงหลายตึกซ่อนตัวอยู่ในเงาของเมฆเมื่อมองดูจากไกลๆ
น้ำทะเลสีฟ้าอ่อนระยิบระยับกับแสงแดด
หมู่เกาะเล็กๆทอดเรียงเป็นแนวเหมือนโขดหินที่กำลังหลับใหล

มื้อแรกที่ปีนังเป็นอาหารอินเดีย
ร้านอาหารคล้ายๆกับโรงอาหาร แต่เสมือนอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม
มีทั้งตัวอักษรมาเลเซีย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ
เราใช้ภาษามือในการสั่งอาหารเสียมากกว่า
สั่งข้าวหมกไก่กับปลาหมึกทอดมากิน
เห็นโต๊ะข้างๆสั่งอาหารอินเดีย เป็นแป้งทอดกินกับน้ำแกง
เลยอยากลองสั่งมากินดู แต่ไม่รู้สั่งยังไง
โต๊ะข้างๆได้ยินเราพูดภาษาไทยกัน
เขาบอกว่าอาหารที่อยู่ในถาดนี้มีชื่อว่า "นาน" (NAAN)
เรายิ้มให้และยกมือไหว้เขา ก่อนจะลุกขึ้นไปสั่ง
"นาน พลีส" พนักงานซึ่งน่าจะเป็นคนอินเดีย
กำลังทำโรตีกล้วยอยู่ หันมามองแล้วอาจจะฟังไม่เข้าใจ
เลยบอกเขาไปว่าสั่งเหมือนโต๊ะข้างๆ เขาพยักหน้าแล้วยิ้มให้

ข้าวหมกไก่ราดเครื่องเทศค่อนข้างหวาน ปลาหมึกทอดก็หวาน
แต่กินกับข้าวสีเหลืองทองเห็นป้ายเขียนไว้ว่า บรียานี่ (Biryani)
ข้าวค่อนข้างร่วนและจืด แต่ก็ตัดกับรสหวานได้เป็นอย่างดี
หลังจากทานเสร็จเราก็นั่งรอนาน
เป็นการนั่งรอ นาน ที่ นานมาก
จนในที่สุดการนั่งรอ นาน อย่างเนิ่นนานก็มาถึง
นาน เป็นแป้งคล้ายๆโรตีแต่นุ่มกว่า กินกับน้ำแกงสีคล้ายแกงส้ม
น้ำแกงใสๆ ใส่ผักสองสามอย่าง ที่เห็นได้เยอะคือแครอท
แป้งค่อนข้างจืด แต่น้ำแกงก็หวานเหมือนเดิม
ส่วนเธอสั่งโรตีกล้วย แต่เธอบอกเขาไม่ใส่นมข้นหวานมาให้
เขาให้น้ำแกงมาด้วยเหมือนกัน
เนื่องจากไม่มีช้อนเลยต้องกินกับมือ
พอกินกับมือก็เริ่มมีรสเค็มนิดหน่อย เค็มเพราะไม่ได้ล้างมือแน่ๆ

ตอนเที่ยงก็เริ่มไปดูภาพวาดบนกำแพง (Street Art)
ที่ไทยว่าอากาศร้อนแล้ว เจออากาศที่นี่เข้าไปทำให้คิดถึงบ้านทันที
เราเดินกันท่ามกลางแสงแดดร้อนๆ แต่ก็รู้สึกอบอุ่นใจ
รอยยิ้มของเธอทำให้ผมหายเหนื่อย
แดดแรงแค่ไหนก็ไม่หวั่น เสื้อที่ใส่ก็ชุ่มเหงื่อจากสีฟ้ากลายเป็นฟ้าเข้ม

ผมเห็นรอยยิ้มของใครหลายๆคนที่มาที่นี่
ทั้งเพื่อนบ้านจากประเทศอาเซียน เพื่อนชาวยุโรป และพี่น้องชาวไทย
สมแล้วกับที่นี่เป็นเมืองมรดกโลก
ภาพเขียนบางภาพทำให้นึกถึงภาพวาดที่ถนนนางงาม , สงขลา
เพียงแต่สเกลอาจจะต่างกัน และความคึกคักก็คนละแบบ

เราเดินดูเหล็กดัดสีดำที่ดัดโค้งๆเป็นรูปต่างๆ
ดูภาพเขียนบนกำแพงที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของปีนัง
นั่งกินน้ำแตงโมปั่นและน้ำส้มคั้นริมทางเดินบนถนนอาร์เมเนี่ยน
เห็นการอยู่ร่วมกันของคนหลายศาสนา ที่นี่มีทั้งวัดไทย มัสยิด โบสถ์นิกายแองกลิคัน และวัดศรีมาเรียมมัน (วัดแขก)

แผนที่กระดาษช่วยชีวิตเราไว้ได้เยอะมาก
ด้วยทักษะทางภาษาอังกฤษที่พอไปวัดไปวาได้
ทำให้การเดินทางค่อนข้างราบรื่น
อาจมีปัญหาบ้างในการสื่อสาร เพราะเราต่างพูดจีนกันไม่ได้เลย
ยิ่งภาษามาเลเซียยิ่งแล้วใหญ่ โชคดีที่เธอเคยเรียนภาษามลายูมาบ้าง ทำให้การสื่อสารบางอย่างลุล่วงไปได้ด้วยดี

ตกเย็นเราออกเดินทางมาที่ตลาดโต้รุ่งปีนัง Gurney Drive
ฝั่งตรงข้ามเป็นทะเลที่กำลังถม คงจะถมเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย
น่าเสียดายที่ทะเลกำลังจะสูญหาย หาดทรายจะกลายเป็นป่าคอนกรีต
เราเดินเลียบห้าง Gurney Plaza แล้วก็จะเจอกับตลาดนัดโต้รุ่ง
มีโต๊ะตั้งเรียงราย มีร้านค้าหลายสิบร้าน ตัวอักษรภาษาจีนเห็นชัดเจนที่สุด เราเดินดูร้านอาหารเรื่อยๆ
มีทั้งร้านขายอาหารทะเล อาหารอินเดีย อาหารมาเลเซีย
ส่วนใหญ่จะมีของทอดๆแล้วราดด้วยน้ำจิ้มหวานๆ

เธอบอกว่าลองกินข้าวมันไก่มาเลเซียสิ เขาเรียกกันว่า Nasi Lemak
เป็นข้าวมันๆกินกับปลาตัวเล็กๆทอดและถั่ว ราดด้วยซอสหวานๆ
และสั่งเนื้อสะเต๊ะกับไก่สะเต๊ะที่กำลังย่างอยู่บนเตาถ่านร้อนๆ

ด้วยความที่ฟังภาษามาเลเซียไม่เข้าใจ และยังสับสนกับค่าเงิน
ภาษาจีนนี่ก็อ่านไม่ออกเลย หนีห่าวได้คำเดียวที่เหลือก็ยืนงงๆ
คณิตศาสตร์ก็ไม่เก่ง ภาษาศาสตร์ก็ไม่รอด
แต่เรื่องกินเรื่องใหญ่อยู่แล้ว ในที่สุดเราก็ผ่านพ้นมาได้

รวมๆแล้วปีนังมีรสหวาน
แต่จะหวานกว่ารอยยิ้มของเธอไหม
อันนี้ต้องให้เธอยิ้มอีกที

วันนี้แอพในมือถือบอกว่าเราเดินไป 12,009 ก้าว
รวมระยะที่เดินหลงทางและเดินวนหาร้านกาแฟเพื่อนั่งหลบร้อนด้วย
วันนี้เป็นวันที่หัวใจทำงานหนักไปหน่อย
แต่สิ่งที่ได้มากลับท่วมท้นและล้นเต็มจนหายเหนื่อย
เดินด้วยกันไม่เดียวดายเหมือนเดินคนเดียว
ต้องขอบคุณเธอที่เดินเคียงข้างกันไปอยู่เสมอ

พรุ่งนี้เราอาจจะเดินได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

โปรดเธออย่าปล่อยมือระหว่างทางก็พอ.

ป.ล.เธอบอกว่าพรุ่งนี้อย่าลืมซื้อซิมการ์ด จะได้ไม่หลงทางอีก
____________________________

เขียน ณ

จอร์จทาวน์ , ปีนัง
SHARE
Writer
Pratchawitdax
Reader&Writer
Writing Express

Comments

nananatte
5 months ago
ตามอ่านมาตั้งแต่ตอนแรก สนุกจังเลยค่ะ :-)

แอบถามนอกเรื่องนิดนึง พอดีกำลังจะไปเที่ยวมาเลเซียเหมือนกัน ถ้าเป็นคนไม่กินไก่กับเนื้อวัว จะหาของกินได้ลำบากไหมคะ? 
Reply
Pratchawitdax
5 months ago
ไม่ลำบากเลยครับผม มาเลเซียค่อนข้างมีอาหารหลากหลายเลยครับ พวกปลาหรือไข่ก็ยังหาทานได้ เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านอาหารจริงๆครับ

ขอให้เป็นทริปที่สนุกนะครับผม
nananatte
5 months ago
ขอบคุณมากค่ะ have a nice day นะคะ :D