Life = Game : Pay To Win
ทุกวันนี้การใช้ชีวิตก็เหมือนกับการเล่นเกม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตจริงไม่ต่างอะไรกับการที่เราต้องซื้อไอเทมในเกม ใครรวยหน่อยก็จะมีข้าวของเครื่องใช้ที่ดีกว่าคนอื่น เก่งเร็วกว่าคนอื่น โดดเด่นกว่าคนอื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือแหล่งรายได้ที่มหาศาลของผู้พัฒนาเกมเลยก็ว่าได้ เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ก็ไม่ต่างกัน การใช้ชีวิตแบบ Pay to win เป็นยังไง ลองอ่านแล้วตัดสินดูนะครับ


 เช้าวันหนึ่งในวันหยุด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมสะดุ้งตื่นคว้าโทรศัพท์อย่างหงุดหงิด เสียงปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น และจนตรอก

“___รีบมาหน่อยได้มั้ย พ่อป่วยหนักมาก ถ่ายและอาเจียนเป็นเลือดเต็มเลย”

ผมพุ่งตัวจากเตียงไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็วพลางบอกเหตุผลที่น่าตกใจให้แก่แฟนที่ยังสลึมสลืออยู่บนเตียง พวกเราทั้งสองรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและขับรถไปยังบ้านพ่อทันที

ภาพตรงหน้าคือปรากฏการณ์ใหม่สำหรับผม ชายวัย 70 นอนหมดแรงอยู่บนที่นอน เนื้อตัวซีด และ ไม่พยายามลืมตาเพื่อสื่อสารใดๆ ทั้งสิ้น

“ช่วยเช็ดตัวพ่อก่อน เขามีเลือดไหลเต็มไปหมดเลย” พี่สาวที่ดูกังวลบอกกับผม

ผมกับพี่สาวช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้า และกางเกงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและของเสียที่ขับออกจากร่างกาย ก่อนจะพยายามพาร่างที่หนักหลายสิบกิโลขึ้นรถอย่างทุลักทุเล เพื่อส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

โรงพยาบาลแห่งนี้แทบจะเป็นโรงพยาบาลประจำครอบครัวเลยก็ว่าได้ เพราะสมาชิกในครอบครัวของพวกเราส่วนใหญ่มีประกันสังคมที่นี่ และไม่กี่ปีก่อนแม่ของผมก็มาเสียชีวิตทีนี่ (เรื่องนี้ถ้ามีโอกาสจะกลับมาเล่าให้ฟังในครั้งต่อไป) แผนกฉุกเฉินถูกย้ายจากตึกเก่าที่ผมจำได้มายังตึกใหม่ที่กว้างขวางกว่าเดิม แต่ทว่าบรรยากาศยังคงเหมือนเดิมแทบทุกอย่าง บรรดาญาติๆ นั่งรอเสียงเรียกจากลำโพงอย่างไร้จุดหมาย บางครอบครัวมีผ้าห่ม หมอน และยึดพื้นที่มุมหนึ่งของเก้าอี้แถวยาวเพื่อนั่งหลับพร้อมญาติที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกคนทำได้แค่ รอคอย…

พ่อของผมถือว่าเป็นเคสฉุกเฉินแน่ๆ เพราะคนป่วยตัวซีด เย็น และนอนหลับตาอยู่ตลอด ทำให้พยาบาลที่รับเรื่องรีบแจ้งไปยังห้องฉุกเฉิน ก่อนจะให้เจ้าหน้าที่เข็นเตียงเข้าไป

ช่วงเวลานั้นผมกับแฟน และพี่สาวได้แต่นั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างไร้จุดหมาย กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งการรอคอยเล็กๆ ตรงนั้น ไร้ซึ่งเสียงประกาศ ลมเย็นๆ พัดโชยมาเป็นระยะๆ เราได้แต่ลุ้นว่าอาการพ่อจะเป็นอย่างไร

ผมขอข้ามเรื่องราวการรอคอย และพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าเบื่อ ไปเลยแล้วกัน เผื่อว่าใครที่ติดธุระจะได้ทราบข้อสรุปได้เร็วขึ้น

พ่อของผมมีอาการที่เรียกว่าแผลในลำไส้ ที่เกิดจากผลข้างเคียงของยาวต้ม และการกินข้าวไม่ตรงเวลา แผลในลำไส้เป็นอาการที่รักษาให้หายได้ แต่ในเคสของพ่อผมนั้นค่อนข้างยากตรงที่แผลนั้นได้กัดกินและลุกลามใหญ่โตจนเลือดออกมากมาย

หมอของโรงพยาบาลสั่งยาห้ามเลือด ให้เลือด และน้ำเกลือแก่พ่อของผม ก่อนจะให้แอดมิดนอนโรงพยาบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้

พ่อของผมนอนโรงพยาบาลจนกระทั่งหมดวันหยุดและต่อไปยังวันทำงาน ลูกๆ ต่างวางแผนที่จะผลัดกันมาเยี่ยมและดูอาการทุกวัน จนกระทั่งเข้าวันที่ 4 ของการนอนโรงพยาบาล พวกเราตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลให้กับพ่อของเรา

ข้อดีของโรงพยาบาลรัฐคือราคาที่ถูก หรืออาจจะรักษาฟรีในกรณีของผู้ที่มีประกันสังคม แต่ข้อเสียที่ไม่สามารถมองข้ามได้อย่างบุคคลากรที่ไม่เพียงพอ ความสะดวกสบายของคนไข้ระหว่างเข้ารับการรักษา เวลาในการรักษา สิ่งเหล่านี้คือที่มาของ Pay to win ในครั้งนี้

3 วันกว่าๆ ผ่านไปโดยการให้ยารักษาตามอาการอย่างเดียว ทำให้ลูกๆ ร้อนใจ พ่อเป็นอะไรกันแน่ หมออยู่ไหน คือคำถามที่เกิดขึ้นทุกวัน บวกกับสุขภาพจิตของพ่อที่แย่ลงทุกวัน อาหารก็สั่งให้อด ของเสียที่ถูกขับออกมาและค้างคาอยู่ในผ้าอ้อมผู้ใหญ่ก็ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ลูกๆ ทุกคนรวมทั้งพ่อที่ปกติจะมีความเห็นไม่ตรงกัน ตกลงใจย้ายโรงพยาบาลและเป็นการตัดสินใจร่วมที่ไม่มีใครคัดค้านเป็นครั้งแรกในครอบครัวนี้เลย

โรงพยาบาลใหม่ เป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ขึ้นชื่อเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่สูงพอสมควร เราต้องเริ่มต้นรักษาใหม่หมดกับโรงพยาบาลแห่งนี้ เพราะโรงพยาบาลเก่ามีข้อมูลอาการของพ่อน้อยมาก วันนี้พ่อต้องนอนไอซียู ให้ยาห้ามเลือด และให้เลือดเหมือนเดิม ต่างกันที่สิ้นคืนนี้เราเสียไปเกือบแสนบาท

วันต่อมาพ่อมีอาการที่ดีขึ้น สีหน้าดีขึ้น ใบหน้าเริ่มมีเลือดฝาด แต่ทว่าในเช้าวันที่ 2 พ่อกับช็อคไปอีกครั้งหนึ่งจากอาการเสียเลือดมาก

ผมโดดงานและมาที่โรงพยาบาลทันที เพื่อพบกับความจริงที่ว่า พ่อต้องผ่าตัดใหญ่ และอาจทำให้เสียชีวิตได้

เมื่อพ่อช็อคหมอเจ้าของไข้ก็ได้เริ่มทำการรักษาและส่องกล้องในลำไส้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะเจอว่าเส้นเลือดใหญ่ที่ติดกับลำไส้ของพ่อนั้นโดนกรดกัดจนขาดเป็นรู นั่นเป็นสาเหตุให้เลือดออกเยอะมากๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ช็อคได้ การจะรักษาให้ได้ผลที่สุดจึงเป็นการผ่าตัดเย็บเส้นเลือดใหญ่ แล้วค่อยรักษาแผลในลำไส้ต่อ เพราะหากไม่ผ่าตัดการรักษาก็จะเป็นไปได้ยาก และก็เสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อเช้าขึ้นได้อีก

พวกเรา 4 พี่น้องพูดคุย และโทรศัพท์ปรึกษาญาติๆ อย่างร้อนใจ การผ่าตัดครั้งนี้จบได้ 2 แบบเท่านั้น หลังจากการสนทนาอันเคร่งเครียด กับการเห็นสภาพพ่อที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยางทำให้เราตัดสินใจให้พ่อเข้ารับการผ่าตัดเพื่อยุติต้นตอของปัญหา

10 ชั่วโมงแห่งการถกเถียงและรอคอย ในที่สุดพ่อก็ได้รับการผ่านตัดในเวลาราวๆ 2 ทุ่มของวันเดียวกัน และกลับออกมาจากห้องผ่าตัดอย่างปลอดภัยในอีกราว 2 ชั่วโมงให้หลัง

พวกเราโล่งอก ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านพักผ่อน เพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะได้มาเยี่ยมพ่อแต่เช้า เย็นวันนั้นเรามีค่ารักษาสะสมอยู่ที่ครึ่งล้าน...

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ใช่ความผิดของใคร ผมไม่ต้องการโทษโรงพยาบาลเดิม หรือใครๆ ทั้งสิ้น มันเป็นเพียงแค่อีก 1 เส้นทางของการรักษาเท่านั้น ที่เราเลือกที่จะใช้เงินจ่ายให้กับการรักษาพยาบาลที่รวดเร็วขึ้น สะดวกสบายขึ้น แลกกับบริการที่เราคิดว่าโอเค มันคือการ Pay to win อย่างหนึ่งสำหรับผม ที่อยากให้พ่อได้รับการดูแล และรักษาที่รวดเร็วขึ้น เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าหากยังปล่อยให้เป็นไปตามระบบ พ่อของผมจะเป็นอย่างไรบ้าง



ปัจจุบันพ่อของผมสบายดี และอยู่ในช่วงพักฟื้น แม้จะดูจ๋อยไปบ้างที่ออกไปข้างนอกไม่ได้ แต่อย่างน้อยพวกเราพี่น้องก็ได้ใช้เงินที่หามารักษาสิ่งเดียวที่ไม่อาจมีอะไรแทนที่เอาไว้ได้ แม้จะเป็นเงินก้อนโตแต่พวกเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะจ่ายไป

Pay to win



SHARE

Comments