No.  8  sunflower in the rain

'อย่างน้อยวันนี้ก็แจ่มใส'

แม้ว่าร่างกายกำลังชุ่มโฉกไปด้วยน้ำฝน แต่ผมกลับอดคิดถึงประโยคของใครคนหนึ่งอย่างเสียไม่ได้ และรู้สึกชื่นใจอย่างบอกไม่ถูกแม้นว่าจะมีเรื่องกลัดกลุ้มใจจนขนาดอดรนทนไม่ไหวต้องพาตัวเองบึ่งเจ้าฮาเล่ย์ลูกชายคันโปรดฝ่าสายฝนฤดูร้อนมาถึงนอกเมือง เพียงเพราะมั่นใจเป็นที่สุดว่าเจ้าของประโยคแสนสั้นอันชื่นฉ่ำใจจะยังรออยู่ ณ ที่ตรงนั้นเสมอไม่ไปไหน


แม้นว่าวันเวลาที่เปลี่ยนผ่านจะทำให้ผมต้องย้ายถิ่นฐานไปตามภาระหน้าที่ทางการศึกษา แต่ก็ไม่มีวันไหนเลยที่ผมจะไม่ระลึกถึงเธอ

ผมยังคงระลึกถึงเธอเสมอ

ปิ๊งป่อง! 

หลังจากที่กดออดส่งสัญญาณ และยืนตัวเปียกรอให้ใครสักคนมาเปิดประตูให้ สิ่งที่ผมได้รับจากการต้อนรับแรกของใครคนนั้นกลับเป็นควันบุหรี่กลิ่นฉุนที่พ่นเข้าหน้าบดบังภาพของผู้หญิงขี้เล่นที่กำลังยืนเท้าสะเอวยิ้มร่าด้วยรอยยิ้มเดิมที่ผมคุ้นตา

“รู้ได้เลยว่าต้องเป็นแก” เธออู้อี้เพราะบุหรี่ยังคาปาก

“รู้ได้ไง” ผมแกล้งถาม

“ก็ลูกชายแกคำรามมาแต่ไกลเสียขนาดนั้น ว่าแต่ทำไมสภาพแกเหมือนพิทบลูตกน้ำแบบนี้ล่ะ"

"ก็ขับรถฝ่าฝนมานี่หว่า แล้วทำไมต้องพิทบูลด้วย" ผมสงสัย

"ก็แกไม่มีผมบนหัวสักเส้น แถมยังทำคิ้วขมวดย่นแบบนั้น นี่มันแฟชั่นใหม่ของแกหรือไงกันพ่อนักศึกษาแพทย์"

"เข้าใจเปรียบเหลือเกินนะ ...อากาศมันร้อนน่ะก็เลยโกนผมทิ้ง" ผมลูบหัวตัวเองอย่างเขินๆ

"แล้วถ่อมาทำไมถึงนี่ นักเรียกแพทย์อย่างแกมีเวลาหนีมหาฉันได้ยังไงฉันล่ะแปลกใจจริงๆ"

"...คิดถึงแกน่ะ"

"แหม...อย่างน้อยวันนี้ก็แจ่มใส"

"ฝนตกหนักขนาดนี้ แจ่มใสตรงไหน" ผมแกล้งถาม แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ที่ตัวเองแกล้งโง่  เชื่อได้เลยว่าเธอมักจะพูดประโยคนั้นอยู่เสมอแม้นว่าวันนี้ฝนจะตกลงมาอย่างหนักก็ตาม

"ก็ได้ยินแกพูดว่าคิดถึงกัน... ก็แค่นั้น"

“นั่นแหละที่ฉันอยากได้ยิน” 

“อะไร...” เธอกระดิกบุหรี่ไปมารอคำตอบ

“อย่างน้อยวันนี้ก็แจ่มใส”

“ใช่...อย่างน้อยวันนี้ก็แจ่มใส แต่ฉันจะไม่ยอมเห็นแกยืนแช่น้ำฝนอยู่อย่างนั้นหรอกนะ” เธอปรี่เข้ามาถอดเสื้อแจ๊คเกตให้ผม 

“อย่าลืมสิว่าฉันไม่ได้เรียนหมอเหมือนอย่างแก ถ้าหากแกไม่สบายขึ้นมาล่ะก็ต้องรักษาตัวเองนะโว้ย เข้ามาในบ้านให้ไวเลยเชียว”

เธอดึงตัวผมให้เข้าบ้าน บ้านไม้หลังน้อยน่าอยู่ที่เธอเลือกสร้างในทำเลสุดสวยที่ถูกล้อมไปด้วยทุ่งทานตะวันสีเหลืองอร่าม บ้านหลังงามที่เป็นเหมือนห้องทำงานทางศิลปะขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ห่างไปจากบ้านอีกหลังที่พ่อและแม่ของเธอพำนักอยู่ถัดไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร 

หากเวลาชีวิตมีมากพอให้หายใจหายคอ ผมจะไม่รีรอและพร้อมเดินทางกลับมายังที่แห่งนี้ กลับมาเพื่อเยี่ยมเยียน กลับมาเพราะความระลึกถึงช่วงชีวิตที่หล่นหายในวัยเยาว์ และกลับมาในบางคราวที่ต้องการความเข้าอกเข้าใจจากใครคนหนึ่งที่กำลังยืนหันหลังให้อยู่เบื้องหน้า

“ทานตะวันเฉาเป็นบ้าเลยนะวันนี้”

“แกจะให้พวกมันเบิกบานได้ยังไงในเมื่อฝนตกตั้งแต่หัววันแบบนี้” เธอแขวนเสื้อแจคเก็ตเข้ากับตะขอเกี่ยวบนผนัง

“นั่นสินะ” ผมมองทุ่งทานตะวันที่ลู่หลุบอยู่ท่ามกลางความมัวซัวของพายุฝน อดเห็นใจความงดงามแสนเศร้านั้นอย่างเสียมิได้

“เปลี่ยนชุดก่อนดีไหม ตัวเปียกไปหมด”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็แห้ง”

“ถอดเสื้อยืดออกซี เดี๋ยวก็เป็นหวัดตายหรอก” 

“อยากให้ฉันถอดออกหมดเลยไหมล่ะ”  ผมยิ้มแหย่

“ไอ้ทะลึ่ง!”

ผมถอดเสื้อยืดส่งให้เธอ เนื้อตัวส่วนบนจึงล่อนจ้อน จะเหลือก็เพียงแค่กางเกงยีนเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกอึดอัดอะไรให้แก่เราสองคน เพราะนี่ถือว่าเป็นความเคยชินที่เราต่างยอมรับกันได้มานานมากแล้ว 

ผมเดินหลบไปทางโถงบ้านที่แสงไฟสีส้มจากเพดานสะท้อนอาบลงมา  ไล่สายตามองภาพวาดหลายสิบชิ้นที่แขวนห้อยอยู่ตามผนังเรียงราย ซึ่งโดยส่วนมากจะเป็นภาพวาดดอกไม้นานาชนิด  ผมละสายตาออกจากภาพความงดงามที่ถูกรังสรรค์เหล่านั้น พลางทอดสายตามองดอกทานตะวันดอกใหญ่ตรงกลางห้องโถง 

ผมหยิบเอาทานตะวันดอกที่ว่าออกจากแจกันซึ่งถูกวางโดดเด่นอยู่บนผืนผ้าสีขาวนวล ข้าวของพวกนี้คงจะเป็นพร๊อบที่เธอจัดวางเอาไว้สำหรับงานวาดภาพชิ้นใหม่ แล้วจึงเดินย้อนกลับมาที่แผ่นเฟรมขนาดใหญ่ที่ถูกสีปาดป้ายไปบ้างแล้วในบางส่วน 

ผมจ้องมองภาพวาดดอกทานตะวันสีสันสดใส เป็นทานตะวันอีกรูปแบบหนึ่งที่ดูแตกต่างออกไปจากดอกจริงในมือ

“แกนี่มันมือบอนไม่เลิก!” เธอตีมือผมจนดอกไม้หล่นร่วงลงพื้น ผมจึงรีบก้มลงเก็บมันขึ้นมาจะส่งคืนให้เธอ อดหัวเราะไม่ได้ที่กลายเป็นตัวทำลายข้าวของของเธอ

“เอาทานตะวันของฉันคืนมา  แล้วดื่มนี่แก้หนาวซะ” เธอยิ้มร่าพลางส่งแก้วเหล้าที่เพิ่งชงให้แก่ผม ผมส่งดอกไม้คืนเธอ เธอรับมันไปแล้วจัดวางดอกไม้เข้าที่เดิม

"ซันฟลาวเวอร์  อิน  เดอะ  เรน  งานชิ้นใหม่ของฉัน"  เธอชี้ไม้ชี้มืออวดผลงานที่ยังวาดไม่เสร็จดี

"จ๊าบสุดๆ"  ผมเออออไปกับเธอ

“นี่...  ตั้งแต่แกเดินเข้ามาจากปากประตูจนถึงตอนนี้แกยังไม่เลิกทำคิ้วขมวดสักที” เธอหยิบบุหรี่ออกจากปากส่งให้ผมดูดหนึ่งที

“มีเรื่องกลุ้มใจนิดหน่อยน่ะ”

"เรื่องอะไรงั้นเหรอ” 

เธอคว้าบุหรี่ออกจากปากผม เดินไปนั่งลงตรงหน้าเฟรมผ้าใบ หยิบเอาพู่กันจุ่มสีขึ้นมาปาดป้ายลงบนผลงานต่อ 

ผมกระดกเหล้าได้เพียงอึกเดียว ก็อดถอนหายใจไม่ได้ไปกับคำถามของเธอ เพราะความรู้สึกในวินาทีนี้มันเหมือนกับว่าเธอกำลังบังคับให้ผมพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากพูด ทั้งที่สิ่งนั้นกลับเป็นชนวนสำคัญรองลงมาจากความระลึกถึงที่ทำให้ผมตัดสินใจพาตัวเองมาจนถึงที่นี่...

ผมเดินเข้าไปนั่งลงตรงข้างเธอ จดจ้องดอกทานตะวันสุดแสนพิลึกบนผืนผ้าใบสีขาว พลางหันกลับมามองดูใบหน้าด้านข้างของเธอที่สะท้อนความขะมักเขม้นอย่างเข้มข้น ผมไล่สายตามองไรผมบางที่ปรกอยู่ตรงข้างหู​ มองดูเส้นผมยาวที่ถูกมัดเอาไว้แบบลวกๆ  มองดูหัวไหล่รวมถึงวงแขนเปลือยเปล่าที่ตัวเองเคยสัมผัสด้วยเจ้าตัวสวมใส่เพียงเสื้อกล้ามตัวเล็ก ผมไล่สายตามองลามเรื่อยไปยังข้อมือเล็กบางที่เคลื่อนไหวไปมาตามแรงขยับ ฝ่ามือข้างขวากำลังประคองกอดพู่กันอย่างมั่นคงแต่กลับแผ่วเบานุ่มนวลเมื่อกระดิกวาด ผมชอบมองความเป็นไปตรงหน้าเป็นอย่างมาก นึกชอบมันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

“ตกลงแกเป็นอะไร  กลุ้มใจอะไรนัก” เธอกลับเป็นฝ่ายขมวดคิ้วมองผม

“ฉันนอนกับผู้หญิงคนหนึ่ง” ผมตอบเสียงเบา

“แกมาหาฉันถึงที่นี่เพียงเพื่อมาเล่าให้ฉันฟังว่าตัวเองนอนกับผู้หญิงคนหนึ่งเนี่ยนะ” เธอทำน้ำเสียงแปลกใจระคนขบขัน

“ฮืม...”

“แล้วทำไมแกต้องทำเป็นซีเรียสขนาดนั้นด้วยล่ะ ...เอากันไม่สนุกเหรอออ”

“ไอ้บ้า”

“เอ้า! มาด่าฉันทำไมยะ” เธอทำหน้ายู่

“ก็แล้วมันสนุกตรงไหนล่ะ” 

“เอ้า... ฉันจะไปรู้แกเหรอ  แล้วนี่แกจะทำหน้าเป็นหมาย่นแบบนั้นทำไมนัก  เห็นแล้วเครียดชะมัด  แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมดาหรือเปล่าวะที่แกจะนอนกับผู้หญิงที่แกถูกใจ”

“แกคิดอย่างนั้นเหรอ”

“อือฮึ แกต้องถูกใจผู้หญิงคนนั้นสิ  แกถึงได้ยอมนอนกับเธอน่ะ...จริงมั้ย ? แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ต้องสมยอมแกอย่างแน่นอน อีกอย่างพวกแกเอากันแบบแฟร์ๆใช่มั้ย  ก็ถ้าใช่ แกจะต้องมานั่งซีเรียสอะไรอีกล่ะ  หรือว่า...แกทำผู้หญิงคนนั้นท้อง!”

“เฮ้ย! เปล่า ไม่ขนาดนั้น ก็แค่นอนกันเฉยๆ”

“กี่ครั้งแล้วล่ะ”

“ครั้งเดียว”

“แฟนแกเหรอ...”

“ฉันไม่มีแฟน”

“แล้วแกไปเอาผู้หญิงคนนั้นได้ไงล่ะ ...ใครที่ไหน”

“เด็กคณะอื่น เจอกันในร้านเหล้า เมา แล้วก็พลาดเอากัน”

“เชื่อแกเลยว่ะ... จะมีนักเรียนแพทย์สักกี่คนที่เป็นเหมือนอย่างแกบ้างนะ  คือฉันหมายถึงบุคลิกภาพที่ดูย้อนแย้งไม่เหมาะจะเป็นหมอในอนาคตแบบนี้น่ะ” เธอมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าผ่านสายตาขี้เล่นขบขัน

“นี่ฉันซีเรียสอยู่นะ”

“โอ้ย...  จะซีเรียสทำไมนักล่ะ” เธอถอนใจอย่างเบื่อหน่าย

“ก็ผู้หญิงคนนั้นตามตอแยฉันไม่เลิก มันไม่มีอะไรที่จบลงได้ภายในคืนนั้นสำหรับเธอน่ะสิ”

“ว่าแล้ว..." 

"ฮืม...โคตรเซ็ง"

"นี่...   ฉันจะพูดอะไรให้ฟังนะ บางทีเรื่องแบบนั้นมันส่งผลกับสาวๆบางคน กับการที่เธอถูกเอาเพียงชั่วข้ามคืน  บางทีมันก็อาจทำให้พวกเธอคิดต่อไปไกลว่าจะต้องมีอะไรที่ดีกว่านั้นรอคอยพวกเธออยู่ ฉันหมายถึงความสัมพันธ์ที่สวยงามหลังการร่วมรักน่ะ  ไม่แน่น้า... เธอคนนั้นอาจจะชอบแกหรือเข้าขั้นรักแกไปแล้วก็ได้ใครจะรู้”

“แต่ฉันไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น”

“แกก็เลยซีเรียสแบบนี้  แหม...ฉันพอจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ”

ผมกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวจนหมดแก้ว รู้สึกทั้งเซ็งทั้งกลุ้มใจ อันที่จริงผมสมควรได้รับคำด่าทอจากผู้หญิงที่นั่งอยู่เคียงข้างคนนี้มิใช่หรือ แต่ไม่เลย เธอไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจที่ผมเลินเล่อล่วงเกินผู้หญิงคนหนึ่งเลยสักนิด และทั้งๆที่ผมต้องการได้รับสิ่งที่ว่าจากเธอคนนี้ที่กำลังนั่งยิ้มบางแสดงท่าทีเข้าอกเข้าใจ แต่ผมกลับไม่ได้รับมัน... 

“แล้วนี่แกคิดบ้างหรือยังว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง” 

“ไม่รู้สิ ฉันพยายามหลบหน้าเธออยู่”

“ช่างเป็นการแก้ปัญหาที่ทำให้แกดูเป็นผู้ชายที่แย่มากสำหรับฉัน” 

“งั้นเหรอ...” ทำไมคำต่อว่าของเธอถึงทำให้ผมเจ็บจุกได้ขนาดนี้ มันเจ็บเสียยิ่งกว่าเวลาที่โดนแม่ด่าเสียอีก... 

“แกควรบอกเธอให้ชัดเจนถึงความต้องการของตัวเอง แม้ว่ามันจะทำให้แกดูเป็นผู้ชายห่วยแตกก็ตาม”

“งั้นเหรอ”

“อือฮึ ยอมโดนเธอด่าสักนิด ยอมโดนตราหน้าว่าเป็นผู้ชายห่วยแตกสำหรับสายตาเธอสัักหน่อย  แกทนไหวไหมล่ะ”

“ฉันทนได้สบายมาก  แต่ฉันไม่อยากให้อภัยตัวเองที่เผลอนอนกับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”

“โอ้ย...  ทำตัวเป็นนางเอกในละครทีวีไปได้!”

เธอหัวเราะเสียงดัง หัวเราะงอหน้างอหลังเสียจนผมอดขมวดคิ้วมากกว่าเดิมไม่ได้ นี่มันน่าตลกอะไรตรงไหน และที่สำคัญ ผมยอมให้เธอด่ากราดผมที่เผลอทำตัวไม่เป็นสุภาพบุรุษจะยังดีเสียกว่าเห็นเธอหัวเราะไปกับเรื่องราวพวกนี้

“ก็ทำไปตามอย่างที่ฉันบอกก็แล้วกัน เดี๋ยวเธอก็ลืมแกได้เข้าสักวัน ไม่มีใครอยากจำคนที่ทำเรื่องห่วยแตกให้แก่ชีวิตเรานักหรอกเชื่อฉัน จะมีก็แต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม”

ผมรับฟังคำแนะนำของเธอ จดจ้องริมฝีปากที่กลั่นกรองคำแนะนำที่ผมไม่อยากรับฟังแต่ก็ต้องทำตามอยู่อย่างนั้น  และได้แต่คิดอยู่ในใจไปว่าทำไมเธอไม่ตำหนิผมสักที  หรืออย่างน้อยๆเธอน่าจะด่าผมให้มากกว่านี้  ทำไมเธอถึงไม่หัวฟัดหัวเหวี่ยงหรือทุบตีผมเลยสักนิด ทำไมนะ... 

"ถามจริงๆเถอะ..."

"อะไรเหรอ"

“แกเคยคิดอยากเป็นผู้หญิงของฉันบ้างไหม”

ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้เมา แต่คำถามที่ผมถามตัดบทเสียงหัวเราะขบขันที่กำลังดังพล่านไปทั่วทั้งบ้านกลับทำให้เธอค่อยๆหุบรอยยิ้มกว้างนั้นลง 

“แกพูดว่าไงนะ”

เธอถามกลับเสียงต่ำ แต่ภายใต้น้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจ ซึ่งผมเองก็รู้สึกตื่นกลัวในใจไม่แพ้กัน

“แกอยากเป็นแฟนฉันมั้ย...”

“ให้ฉันเป็นแฟนแกเพื่อที่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะได้มองว่าฉันเป็นอีหน้าโง่ที่ไม่เคยรับรู้ว่าผู้ชายของตัวเองไปนอนเอากับผู้หญิงอื่นน่ะเหรอ”

“นี่แกพูดอะไรออกมา” ผมรู้สึกตกใจไม่น้อยที่เธอพูดออกมาแบบนั้น

“ฉันก็กำลังพูดตามอย่างที่มันจะต้องเป็นน่ะสิ”

“แกกำลังเข้าใจผิดนะ” 

“ฉันเข้าใจผิดอะไรงั้นเหรอ แล้วนี่แกมาถามฉันแบบนี้ทำไม​ ...รู้มั้ยว่าแกกำลังทำให้ฉันรู้สึกว่าแกแก้ปัญหาเฮงซวยโดยการใช้ฉันเป็นเครื่องมืออยู่นะ  ...ไม่รู้สิ ฉันอดคิดไปในทำนองนั้นไม่ได้  นี่แกต้องการอะไรกันแน่”

“ฉันต้องการให้แกเป็นผู้หญิงของฉันไง!”

ผมตะโกนใส่เธอ ทว่าดวงตาเบิกกว้างของเธอกลับทำให้ผมอดทนมองมันไม่ได้ ผมจึงเลือกที่จะก้มหน้าลงปกปิดความรู้สึกเส็งเคร็งที่กำลังเกิดขึ้นลงบนฝ่ามือทั้งสองที่กำลังรองรับ บางทีถ้าเธอเข้าใจอะไรให้มันมากกว่านี้ ผมก็คงไม่เผลอตะโกนเสียงดังใส่หน้าเธอแบบนั้น... 

มันช่างเลวร้ายสิ้นดี ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นช่างเลวร้ายสิ้นดี ทำไมเธอถึงได้โง่เง่าแถมเข้าใจอะไรยากแบบนี้ ช่างเลวร้ายสิ้นดี!...

“แกอยากเป็นแฟนฉันมั้ย...” 

ผมอู้อี้ ย้ำซ้ำคำถามเดิมอยู่กับฝ่ามือของตัวเอง ความรู้สึกตึงเครียดทำให้ผมไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองเธอทั้งๆที่อยากรู้เหลือเกินว่าเธอเลิกทำตาโตใส่ผมแล้วหรือยัง

“แกพูดอะไรของแกน่ะ...”

“ฉันถามว่าแกอยากเป็นแฟนฉันมั้ย...” หูหนวกรึไงกัน!

“นี่แกกำลังพูดเล่นอยู่หรือเปล่า...”

“ฉันไม่ได้พูดเล่น!” 

ผมยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น ทำได้แค่รับฟังเสียงลมหายใจของตัวเองที่กำลังดังฟืดฟาดคละเคล้าเข้ากับน้ำตาที่กำลังตกใน  เพราะรู้การณ์ไกลแล้วว่าทุกๆอย่างจะต้องพังลงไม่เป็นท่า

แต่แล้วจู่ๆ... 

กลับมีสัมผัสอบอุ่นประทับลงตรงหลังคอของผม...  

และสัมผัสอบอุ่นนั้นก็เป็นฝ่ามือของเธอที่ดึงผมให้เงยหน้าขึ้นมาเผชิญกับประกายแวววาวบางอย่าง 

วินาทีนี้ความเงียบงันทำให้ผมมองเห็นประกายลึกซึ้งในแววตาคู่นั้นที่จับจ้องมองมา มันไม่แม้แต่จะกระพริบเพื่อลดทอนความตรงไปตรงมาทางความรู้สึก แต่ถึงกระนั้น  มันก็ยังไม่ชัดเจนมากพอสำหรับผม 

“ฉันรักแก”

ผมต้องการทำอะไรให้มันชัดเจนเพียงเพื่อลบล้างความไม่ชัดเจนที่กำลังจะทำให้ผมกลายเป็นบ้าได้ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า 

“ฉันรักแก ...เผื่อว่าแกไม่ได้ยิน”

วินาทีนี้ ผมเชื่อว่าตัวเองมองเห็น กระทั่งได้ยินเสียงแผ่วเบาจากการกลืนน้ำลายของผู้หญิงตรงหน้า และที่มันมากไปกว่านั้นคือ เธอกำลังเคลื่อนมือขึ้นมาสัมผัสริมฝีปากของผมอย่างแผ่วเบา

“พูดอีกทีซิ...”

“ฉันรักแก...รักมาเสมอ” ก็ไม่คิดว่ามันจะง่ายดายขนาดนี้...

“ลองพูดอีกทีซิ...”  เธอเคลื่อนมือลงมาสัมผัสที่หน้าอกข้างซ้ายของผม...

“หูหนวกหรือไงกัน  ฉันบอกว่าฉันรักแกไง...”

“แกรักฉันอย่างนั้นเหรอ...”

“แกไม่เคยรู้บ้างเลยเหรอว่าฉันรักแก ไม่รู้เลยจริงๆเหรอ...”

ผมจ้องมองริมฝีปากสีชมพูนวลที่เม้มแน่น จ้องมองแม้กระทั่งเลือดฝาดบนแก้มทั้งสองข้างที่เริ่มแดงกล่ำมากกว่าที่เป็น จ้องมองปฏิกิริยาไหวหวั่นที่สะท้อนมาสู่ร่างร้อนผ่าวของผม ซึ่งมันเป็นสัญญาณที่ดีอย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะเป็นไปและง่ายดายถึงเพียงนี้

"ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองเคยรู้หรือเปล่า"

วินาทีนี้เธอลุกขึ้นยืนตรงหน้าผม พลางค่อยๆปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ห่มคลุมร่างกายออกทีละชิ้น  ทีละชิ้น...  กระทั่งเรืองร่างระหงส์งดงามเบ่งบานชูชันอยู่เบื้องหน้า ผมรู้สึกตะลึงตะลานตา  แล้วก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าร่างกายของเธอจะเจริญเติบโตงดงามได้มากขนาดนี้  และถึงแม้นว่าตัวผมจะคอยลอบมองความเปลี่ยนแปลงทางเรือนร่างนั้นมาอยู่เสมอนับตั้งแต่วัยเยาว์จวบจนกระทั่งวัยสาว  แต่ผมก็ยังคงรู้สึกเหมือนราวกับว่าตัวเองกำลังมองดูภาพวาดต้องห้ามที่ไม่เคยมีผู้ใดได้พบเห็นมาก่อน  

เธอคว้าพู่กันด้ามใหญ่มาถือเอาไว้ในมือ พลางลากปลายพู่กันจรดลงบนหน้าอกผม​  เธอจดจ้องมองผมด้วยสายตานุ่มนวลแต่ชวนให้รู้สึกได้ถึงความเจ้าเล่ห์

“แต่ที่รู้ๆคือนับจากนี้ถ้าหากแกพูดว่ารักผู้หญิงคนไหนที่ไม่ใช่ฉันล่ะก็  ฉันจะเอาแกให้ตายด้วยพู่กันในมือแน่ๆเชื่อสิ”
 

..
.
.
.


"ฉันกำลังจะกลายเป็นผู้ชายคนแรกของแกใช่มั้ย..."


"อื้อ..."


"แกกลัวหรือเปล่า"


"กลัวซี"


"กลัวอะไร..."


"ฉันกลัวว่านับจากนี้จะขาดแกไม่ได้"


"ขนาดนั้นเลยเชียว" 


"ความเป็นเพื่อนระหว่างเรานับตั้งแต่เด็ก  ทำให้ฉันรู้สึกว่าแกเป็นเหมือนครึ่งชีวิตของฉันไปแล้ว แต่นับจากนี้ ถ้าเราต่างเลือกเส้นทางความสัมพันธ์แบบใหม่ ฉันก็คิดแล้วว่า แกจะต้องเป็นทั้งชีวิตของฉัน แต่ถ้าแกไม่ได้คิดเหมือนอย่างที่ฉันกำลังคิด ก็ได้โปรดหยุดมันเสีย อย่าได้คิดทำอะไรให้มันมากเกินไปกว่านี้ แล้วฉันจะไม่ซีเรียสเลยเรื่องที่ตัวเองเปลือยล่อนจ้อนต่อหน้าแก..."


"ฉันเข้าใจแล้ว..."


"เข้าใจว่าอะไร..."


"เข้าใจว่าสิ่งที่ฉันคิดเป็นสิ่งเดียวกันกับที่แกคิด"


"แล้วมันเรื่องไหนกันเล่า..."


"ก็เรื่องที่ว่า...แกจะต้องเป็นทั้งชีวิตของฉัน"  





SHARE
Writer
Chomsuk
N .POLARIS
เธอผู้เขียนความรู้สึกเป็นตัวอักษร

Comments