Blue Horizon
เสียงของนกร้องที่กำลังกลับรังแว่วรังซ่อนอยู่ในท้องฟ้าสีม่วงอ่อนทำให้เย็นวันนี้สวยงามไปอีกแบบ

ผมเงยหน้ามองแสงอาทิตย์เทปนกับก้อนเมฆจนได้ส่วนผสมโทนประหลาดออกมา

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสน่ห์ของมันไม่ลดลงเลย

แก้วในมือเย็นขึ้นกว่าปกติเมื่อผมเบนสายตาไปหาอีกคนที่อยู่ไม่ไกล แผ่นหลังของเธอที่กำลังนั่งเล่นอยู่ริมท่าน้ำเล็กๆที่ผมเคยสร้างต่อออกมาจากตัวบ้านเมื่อนานมาแล้ว

ที่ว่าคนเรามีออร่าของตัวเองคงจะเป็นเรื่องจริง เพราะขนาดแค่มองจากด้านหลัง ออร่าความเศร้าของเธอยังแผ่มาจนผมรู้สึกได้

เรื่องที่เจอมาทำให้ผู้หญิงตรงหน้าของผมตอนนี้แตกสลาย และการที่เธอยังคงนั่งอยู่ได้อย่างนั้น สำหรับผมถือว่าเก่งมากแล้ว

‘น้ำ?’

รู้ตัวอีกทีผมก็ทรุดตัวลงนั่งข้างเธอซะแล้ว ดวงตาคู่สวยเหลือบมองแก้วในมือผมก่อนจะพยายามลบความหม่นบนใบหน้าด้วยการระบายรอยยิ้มเล็กๆออกมา

ผมว่ามันช่วยได้เยอะเลย

‘ขอบคุณ’ เธอรับมันไปถือไว้เฉยๆโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก

‘สวยดีนะ’ ผมเริ่มบทสนทนาใหม่อีกครั้ง เธอตอบรับมันด้วยการพยักหน้าอย่างเงียบๆ

...

‘มันถูกแล้วใช่มั้ย?’ 

กว่าหลายนาทีกว่าเธอจะตัดสินใจทำลายความเงียบนั้นลง ผมหันไปมองเธอและพบว่าเจ้าตัวไม่ได้มองกลับมา

เธอทอดมองผืนน้ำและแกว่งเท้าเล่นกับมันจนเกิดเป็นวงคลื่นเล็กๆ

‘เราไม่รู้หรอกว่ามันถูกมั้ย เรารู้แค่ว่ามันดีสำหรับตัวเธอเอง’ ผมตอบคำถามนั้นอย่างซื่อตรง

เธอยิ้มรับอย่างเหนื่อยล้าเต็มที

‘ทุกคนก็พูดแบบนี้...’ เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมรอบข้าง

‘ถ้ามันดีสำหรับเรา ทำไมเราไม่รู้สึกอยากได้เลย...’ เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม

‘เราไม่อยากเลิกกับเขาเลย’ 

และแววเว้าวอนในนั้นทำให้ผมเบือนหน้านี้

ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อ วูบนึงที่ความโกรธต่อบุคคลที่สามของเรื่องนี้ทำให้เผลอกัดฟันแน่น แต่พอรู้สึกถึงคนข้างๆผมก็ได้แต่ถอนหายใจและบอกตัวเองให้คิดถึงเธอเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปนึกถึงคนที่ไม่มีทางทำให้เธอดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

‘เขากำลังทำให้ความเป็นเธอหายไป ไม่รู้สึกเหรอ?’ ผมถามกลับไปบ้าง

‘ทุกวันนี้ตื่นมาเธอคิดถึงตัวเองบ้างมั้ย? หรือคิดแค่ว่าต้องแต่งตัวยังไงเขาถึงชอบ ต้องพูดอะไรเขาถึงพอใจ’ 

ครั้งนี้กลายเป็นเธอที่หลบสายตาของผม

‘เราเต็มใจทำ’ ความดื้อรั้นเล็กๆในน้ำเสียงของเธอทำให้ผมหลุดยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ

‘แล้วเอาความสุขของตัวเองไปไว้ตรงไหน?’ ผมยังต้อนต่อ

‘เขา’ เธอตอบกลับมาอย่างมั่นคง

รอยยิ้มเล็กๆที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเธอทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจอย่างห้ามไม่ได้ ยิ่งเห็นแววตาของเธอตอนที่พูดถึงคนนั้นผมยิ่งเจ็บจนกำมือแน่น

เขาทำร้ายจิตใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังไม่ทำให้ผมเสียใจเท่าการที่เธอยอมให้มันเป็นแบบนั้น

‘เราเต็มใจทำให้เขามีความสุข ความสุขของเขาคือความสุขของเรา’

‘เราถึงเลือกเขาทุกครั้ง เรารู้ว่าเธอคิดว่ามันดูไม่มีเหตุผลเอาซะเลย แต่จริงๆเรามี...และมีแค่เหตุผลเดียว...’  เธอหันกลับมาสบตาผมอีกครั้ง

‘เรารักเขา และเราก็รู้ ว่าไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง เขารักเราเหมือนกัน’

‘เราไม่เคยว่าที่เธอรักเขาเลย’ ผมฝืนยิ้มกลับไป ย้ำกับตัวเองอีกครั้งว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือเธอ ไม่ใช่ทั้งเขา และไม่ใช่ตัวผมเองด้วย

‘เรานับถือความรักของเธอด้วยซ้ำ แต่รู้อะไรมั้ย...’ ผมสบตาเธอด้วยความมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะเดียวกันก็มองหาผู้หญิงคนเดิมที่หลงทางอยู่ในนั้น

ผู้หญิงที่เธอเคยรัก

เธอคนเก่า

‘...ทางเดียวจะรักใครสักคนได้มากขนาดนั้นและไม่สูญเสียความเป็นตัวเองไป คือการที่เขารักเธอด้วยความรักแบบเดียวกัน’ ความเจ็บปวดเล็กๆในแววตาของเธอผลักให้ผมพูดต่อ

‘เรารู้นะว่าเธอเองก็รู้ดีว่าจริงๆแล้วอะไรเป็นอะไร แต่แค่ไม่ยอมรับเท่านั้นเอง’ ผมตัดสินใจพูดตรงๆ แม้ว่าท่าทางรวดร้าวของเธอจะทำให้ผมอาการแย่ไม่ต่างกัน

‘ถ้าเขารักเธอที่เป็นเธอจริงๆ เขาจะพยายามลบมันทิ้งไปทำไม? เขาจะพยายามทำให้เธอเป็นคนอื่นไปทำไม?’ 

ผมตัดสินใจพอแค่นั้นเมื่อเห็นว่าคนข้างๆเริ่มจะไม่ไหว และหัวใจของผมก็สั่นพอๆกัน

ถ้าผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอมันอาจจะง่ายกว่านี้ ผมเองอาจจะช่วยเธอได้มากกว่านี้

‘คนที่รักเราที่เป็นเราคือเขาหรือเธอกันแน่?’ 

คำถามของเธอทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆ ความท้าทายที่ซ่อนอยู่ในสายตาเจ็บปวดแบบนั้นยิ่งบีบรัดหัวใจผมเข้าไปอีก

เธอไม่เชื่อว่าผมหวังดีกับเธอ แต่กลับเชื่อผู้ชายที่ทำให้ตัวเองร้องไห้แทบทุกวัน

ถ้าบอกว่าไม่ท้อก็คงโกหกล่ะมั้ง

‘เราว่าเธอมากกว่าที่อยากให้เราเป็นผู้หญิงแบบที่เธอชอบ พอเราเปลี่ยนไปเธอเลยเสียใจใช่มั้ย?’ เธอขึ้นเสียงเล็กน้อย ผมได้แต่บอกตัวเองให้ควบคุมอารมณ์จนประโยคนั้นวนไปวนมาอยู่ในหัว

เธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจนผมไม่ทันตั้งตัว


‘แต่เราเปลี่ยนไปแล้ว และเราจะยอมเปลี่ยนเป็นใครก็ได้ที่เขารัก ขอโทษนะ’ จบประโยคร่างเล็กก็ก้าวขาเตรียมจะออกไปจากตรงนี้โดยไม่สนใจอะไร แต่ผมยังไม่ยอมแพ้

ผมท้อก็จริง แต่ถอยไม่ได้

เพราะถ้าผมแพ้ มันหมายถึงการที่ยอมให้เธอกลับไปหาคนที่รักเธอได้ไม่เท่าครึ่งนึงที่เขารักตัวเองเลยด้วยซ้ำ และผมก็จะเห็นเธอเสียใจอีกไม่รู้กี่ครั้ง 

และมันคงเจ็บกว่าที่ผมรู้สึกตอนนี้หลายเท่า

‘เธอคิดว่าเราเสียใจที่เธอไม่เลือกเรา...’ ผมพูดเสียงดังจนดูเหมือนกับตะโกน 

เธอหยุดชะงักอยู่กลางทาง

‘แต่เราจะบอกอะไรให้นะ ความเสียใจเพราะอกหักจากเธอกับเสียใจที่เห็นเธอทำร้ายตัวเองมันเทียบกันไม่ได้เลยเว้ย..!’ ผมรู้สึกได้ว่าท้ายประโยคเสียงของตัวเองสั่นนิดๆ

‘เราไม่เคยว่าเธอที่เธอไม่รักเรา และเราก็ไม่เคยบังคับให้เธอทำแบบนั้น เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะเราอยากเห็นเธอมีความสุขไง!’ 

ผมได้ยินเสียงสะอื้นและเห็นไหล่บางของเธอที่สั่นไหวอยู่ตรงหน้า

‘เราโคตรเต็มใจปล่อยมือเธอ ถ้าเราจับแล้วมันทำให้เธอไม่มีความสุข แต่ดูดิ เธอปล่อยมือเราไปแล้วไปจับมือใครก็ไม่รู้! เธอบอกว่าความสุขของมันคือความสุขของเธอเหรอ? แล้วทำไมเวลาที่มันไปมีคนอื่นเธอถึงนอนร้องไห้จนถึงเช้าล่ะ? ทำไมเวลาที่มันโกหกเธอถึงต้องกลั้นใจเชื่อทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่จริง? มีความสุขมากใช่มั้ย!’ 

ผมแทบจะตบปากตัวเองทันทีที่พูดจบเมื่อเห็นว่ามันทำให้เธอร้องไห้

ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาเธอ ทันทีที่ผมไปหยุดอยู่ข้างหลัง เธอหันกลับมากอดผมไว้อย่างรวดเร็วราวกับว่ากำลังจะยืนไม่ไหว

ตอนนี้เธอคงต้องการที่พึ่งมากๆ ผมรู้ดี

‘ไม่รักเราไม่เป็นไรเลย แต่เราขอเหอะ...อย่าสงสัยในความตั้งใจของเราได้มั้ย?’ ผมกระซิบพลางลูบหัวเธออย่างแผ่วเบา

เธอพยักหน้าตอบทั้งที่ยังคงซุกไหล่ของผมอยู่

ผมเข้าใจทุกอย่างดีว่ามันยากสำหรับเธอขนาดไหน เพราะขนาดตัวผมเองก็ยังทำในสิ่งที่ตัวเองพูดไม่ค่อยจะได้เลย

ผมยังเลิกรักเธอไม่ได้เลย

แต่อย่างน้อยผมก็รู้ว่าเราทั้งสองคนแค่ต้องการเวลา ผมมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วทั้งผมและเธอจะผ่านมันไปได้ และผมจะไม่หยุดจนกว่าวันนั้นจะมาถึง

‘เจ็บไปด้วยกันแบบนี้จนกว่ามันจะหายนี่แหละ’ 

ผมกระชับกอดของเธออีกครั้ง

พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ขอบฟ้าสีส้มหายไปเหลือแค่ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม 

เธอกอดตอบผม


SHARE
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments