Unconditionally
Remember me
Though I have to say goodbye
Remember me
Don't let it make you cry
For even if I'm far away
I hold you in my heart
I sing a secret song to you
Each night we are apart
Remember me
Though I have to travel far
Remember me
Each time you hear a sad guitar
Know that I’m with you
The only way that I can be
Until you’re in my arms again
Remember me
หลายคนคิดว่า “รักแท้” เป็นสิ่งที่ต้องไล่ตามหา จึงจะได้มาครอบครอง
แต่หากเราลองมองให้ดี จะพบว่า “รักแท้” ที่เฝ้ารอคอยนั้น
แท้ที่จริงมิได้อยู่ “ไกล” แต่กลับอยู่ “ใกล้” แบบไม่ต้องวิ่งไล่
แล้วคุณทราบหรือไม่? ว่าทุกคนล้วนเป็นเจ้าของ “สิ่งล้ำค่า”
ที่เรียกว่า “รักแท้” เสมอมา โดยไม่ต้องไขว่คว้าหาจากที่ใด


มนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนมีความคาดหวังที่จะบรรลุในสิ่งที่ตนต้องการ และนั่นคือ “สิ่งล่อใจ” ที่เป็น “แรงจูงใจ” ให้มนุษย์กระทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาได้ประเมินแล้วว่าสิ่งเหล่านั้นมี “คุณค่า” ต่อเขา ในสังคมยุคปัจจุบันที่ผู้คนต่างให้ ความสำคัญกับ “การได้รับความรักและความสนใจ” โดยมีความเชื่อที่ว่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขคือการใช้ชีวิตในแบบที่ตนและคนอื่นใฝ่ฝัน ซึ่งกว่า จะฝ่าฟันไปถึงจุดที่ว่านั้นก็ต้องตรากตรำทำงานอย่างหนักแลกกับชื่อเสียงและการเป็น “ที่จดจำ” ในขณะเดียวกันนั้นตัวเราอาจกำลัง “ละเลย” หรือ “หลงลืม” ใครบางคนที่คอยอยู่เคียงข้าง หรือเป็นกำลังใจให้กันเสมอมาโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

“Coco” หรือชื่อภาษาไทยว่า “วันอลวน คนอลเวง” ที่ฟังจากชื่อดูเหมือนจะนำเสนอเพียงเรื่องราวการผจญภัยแสนสนุกออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์แอนิเมชั่นสำหรับเด็ก ๆ หากแท้จริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สะท้อนความสำคัญและความรักที่ปราศจากเงื่อนไขในครอบครัว ผ่าน “วัฒนธรรมประเพณีของชาวเม็กซิกัน” และ “บทเพลงอันไพเราะ” ได้อย่างมีสีสันและน่าสนใจ โดยไม่ต้องใช้การตีความมากมาย เข้าใจได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย

ภาพยนตร์ “Coco” เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างสตูดิโอขวัญใจผู้ชมทั่วโลกอย่าง Walt Disney Studios และ Pixar Animation Studios โดยมี ลี อันคริซ (Lee Unkrich) ผู้กำกับ Toy Story 3 ซึ่งเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ทำรายได้สูงสุดอันดับ ๒ ในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก มาทำหน้าที่เขียนบทและเขายังได้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับ เอเดรียน โมลิน่า (Adrian Molina) ฉายในประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ต่อมาเข้าฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ซึ่งได้กระแสตอบรับที่ดีทั้งในหมู่นักวิจารณ์ภาพยนตร์และผู้ชมทั่วไป จากกระแสปากต่อปากนี้เองที่ทำให้ภาพยนตร์กลายเป็นที่นิยมหลังเข้าฉายเพียงไม่นาน อีกทั้งยังสามารถคว้ารางวัลใหญ่มากมายจากหลายเวที อาทิ รางวัลลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม และรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง “Remember me” นั้นยังได้รับรางวัลออสการ์ สาขาเพลงประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยมอีกด้วย 

เนื้อเรื่องของภาพยนตร์กล่าวถึง “มิเกล ริเวอร่า” เด็กชายชาวเม็กซิกันวัย ๑๒ ปี ผู้มีความรักและหลงใหลในเสียงดนตรี ความฝันของเราก็คือการเจริญรอย ตาม “เออร์เนสโต เดอ ลา ครูซ” นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล และการทำตามความฝันอันยิ่งใหญ่นี้คงไม่ใช่เรื่องยากนัก หาก “ดนตรี” มิใช่สิ่งต้องห้ามสำหรับครอบครัวของเขา เนื่องจาก “ปู่ทวด” ได้ละทิ้งครอบครัวเพื่อไปเป็นนักดนตรี ซึ่งมันได้สร้างบาดแผลให้กับ “ย่าทวด” ของเขา แต่การที่จะให้เขาเลิกเล่นนั้นเป็นสิ่งที่ยากเกินจะหักห้ามใจ หลังจากที่ “อาบัวลิต้า” ย่าของเขา ได้ทำลายกีต้าร์เพื่อให้เขาเลิกเล่นดนตรีอย่างถาวร มิเกลเสียใจมากและยังคงไม่เข้าใจว่าการมีรูปบนหิ้งบูชานั้นสำคัญอย่างไร มันสำคัญถึงขั้นสามารถทำลายความฝันของเขาได้เชียวหรือ และแม้จะถูกคัดค้านจากครอบครัว แต่มิเกลก็พยายาม “สู้เพื่อความฝัน” ของเขาด้วยการขึ้นประกวดบนเวทีดนตรี เมื่อกีต้าร์คู่กายถูกทำลายไปแล้ว จึงได้แอบเข้าไปในสุสานของนักดนตรีในดวงใจเพื่อ “ขอยืม” กีต้าร์ของเขาไปใช้ในการแสดง แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นขณะที่เขาดีดกีตาร์ เขาได้กลายเป็น “ดวงวิญญาณ” และเดินทางไปสู่โลกแห่งความตายในช่วงเทศกาล Día de los Muertos (Day of the Dead) หรือ “เทศกาลแห่งความตาย” ที่เหล่าดวงวิญญาณทั้งหลายจะเดินทางข้ามสะพานดอกมาริโกลด์จากอีกโลกหนึ่ง เพื่อมาเยี่ยมญาติสนิทมิตรสหายที่ตั้งรูปของพวกเขาไว้บนหิ้งบูชาพร้อมด้วยเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งที่นั่นเขาได้พบกับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วรวมถึง “อิเมลด้า” ย่าทวดผู้พร้อมจะช่วยให้มิเกลกลับสู่โลกมนุษย์ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเลิกเล่นดนตรี ซึ่งเขาไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ จึงต้องหนีเหล่าวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อออกตามหา “เออร์เนสโต เดอ ลา ครูซ” โดยมีวิญญาณไร้ญาติอย่าง “เฮคเตอร์” คอยช่วยเหลือ แลกกับการที่มิเกลนั้นจะต้องนำ “รูปของเขา” ไปตั้งไว้บนหิ้งบูชาเพื่อที่จะสามารถข้ามสะพานดอกมาริโกลด์ไปยังโลกมนุษย์ได้ 

ภาพยนตร์ “Coco” มีเนื้อหาที่นำเสนอเรื่องราวความรักและความสำคัญของครอบครัวผ่านวัฒนธรรมประเพณีของชาวเม็กซิกัน อย่างเทศกาล Día de los Muertos ที่นับเป็นค่ำคืนสำคัญสำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและระลึกถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วได้อย่างมีสีสันและน่าสนใจ จะเห็นได้จากฉากที่อาบัวลิต้านำช่อดอกมาริโกลด์ให้มิเกล และพาเขาเข้าไปเคารพรูปบรรพบุรุษบนหิ้งบูชาและพูดว่า
นี่เป็นคืนสำคัญของปี บรรพบุรุษจะกลับมาเยี่ยมเรา เราตั้งรูปพวกท่านบนหิ้งบูชา วิญญาณจะข้ามกลับมาได้ ถ้าเราไม่ตั้งรูป วิญญาณก็มาไม่ได้ เราทำอาหารไหว้สิ่งของที่ท่านชอบเคยชอบตอนมีชีวิต ทั้งหมดเพื่อให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
ในฉากนี้จะเห็นว่ามิเกลแอบย่องออกจากห้อง ขณะที่ย่าของเขาเล่าเรื่องเพราะเขามิได้รู้สึกว่าเทศกาลนี้มีความสำคัญเหมือนกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว เนื่องจากสิ่งที่เขาให้ “คุณค่า” ณ ขณะนั้น คือการเป็น “นักดนตรี” ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ “จดจำ” ของผู้คน 

นอกจากนี้ผู้กำกับยังได้นำเสนอฉากที่ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการที่คนตายถูก “ระลึกถึง” โดยคนเป็น ในตอนที่เฮคเตอร์พามิเกลไปหา “ชิชาร์รอน” เพื่อขอยืมกีต้าร์ที่จะนำไปใช้แสดงชิงตั๋วคอนเสิร์ตซันไรส์ อัศจรรย์ล้ำลึก ของเออร์เนสโต เดอ ลา ครูซ ณ เขตของคนที่ไม่มีรูปบนหิ้งบูชาและใกล้ถูกลืม ซึ่งหลังจากเฮคเตอร์เล่นเพลงโปรดของชิชาร์รอนแล้ว เขากล่าวขอบคุณและสลายไป มิเกลซึ่งยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เฮคเตอร์จึงได้อธิบายให้ฟังว่า

วิญญาณที่ถูกลืม เมื่อไม่มีใครในโลกของคนเป็นจดจำเธอ เธอจะหายไปจากโลกนี้ เราเรียกมันว่า 'ความตายสุดท้าย' (the Final Death)
เมื่อมิเกลได้ฟังที่เฮคเตอร์อธิบายแล้ว จึงตระหนักถึงความสำคัญของเทศกาลนี้และความน่ากลัวของ “การถูกลืม” อย่างถ่องแท้

หากลองพิจารณาแล้ว “โคโค่” หรือมาม่าโคโค่ของมิเกลนั้นปรากฎออกมา แทบจะนับฉากได้ เนื่องด้วยอายุที่มากแล้วความจำจึงไม่ค่อยดีนัก ส่งผลให้ท่านแทบจะไม่ค่อยได้พูดคุยเท่าไร ซึ่งหากใครได้ชมภาพยนตร์จะเห็นว่ามีตัวละครมากมายที่มีซีนมากกว่าท่าน เช่น มิเกล เป็นต้น แต่กลายเป็นว่าตัวละครนี้กลับถูกนำไปตั้งเป็น “ชื่อของภาพยนตร์” คงเป็นเพราะว่า ประเด็นที่สำคัญยิ่งอีกประการของภาพยนตร์ “Coco” นั่นก็คือความรักที่ปราศจากเงื่อนไขในครอบครัว โดย “มาม่าโคโค่” เปรียบเสมือนตัวแทนความรักที่ปราศจากเงื่อนไขของเฮคเตอร์ หรือ “ปาป้า” (คุณพ่อ) ของเธอ ซึ่งตัวเขาได้ใช้ “บทเพลง” เป็นสื่อเพื่อส่งผ่านความรักและความคิดถึงที่เขามีต่อเธออย่างมากมาย

นอกจากนี้ผู้เขียนบทยังได้สอดแทรกแนวคิดนี้ไว้ในคำพูดของตัวละคร ในตอนที่เฮคเตอร์และมิเกลพบกันในถ้ำที่ด้านบนเปิดรับแสงสว่าง แต่ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำ สถานที่ที่เออร์เนสโต เดอ ลา ครูซ สั่งให้ลูกน้องพาพวกเขามาปล่อยทิ้งไว้ และได้เล่าถึงเหตุผลที่ตนต้องการข้ามสะพานไปยังโลกมนุษย์ว่า
ฉันหวังเสมอว่าจะได้เจอเธออีกครั้ง หวังว่าเธอจะคิดถึงฉัน หวังว่าเธอจะตั้งรูปฉันบนหิ้ง แต่มันไม่เคยเกิดขึ้น รู้ไหมมันแย่ที่สุดตรงไหน ถึงฉันไม่ได้ไปเจอโคโค่ในโลกคนเป็น ฉันคิดว่าสักวันจะเจอเธอที่นี่ กอดเธอให้สมกับที่คิดถึง...
ในฉากนี้ผู้กำกับนำเสนอภาพซึ่งทำให้แนวคิดเรื่อง “ความรักที่ปราศจากเงื่อนไขในครอบครัว” มีน้ำหนักและชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยหลังจากที่เฮคเตอร์พูดประโยคดังกล่าวแล้ว ได้มีการฉายภาพแบบ flashback ไปที่ฉากตอนเฮคเตอร์ร้องเพลง “Remember me” คลอด้วยเสียงกีต้าร์อันนุ่มละมุนในตอนที่โคโค่ยังเด็ก พร้อมกับบอกว่า 

ฉันไม่ได้แต่งเพลงนี้ให้ชาวโลก ฉันแต่งให้โคโค่
“Coco” จึงเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่มิได้นำเสนอเพียงเรื่องราวการผจญภัยสำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น หากยังได้สะท้อนความสำคัญและความรักที่ปราศจากเงื่อนไขในครอบครัว โดยเฉพาะการนำเสนอผ่านบริบททางวัฒนธรรมประเพณีของชาวเม็กซิกันได้อย่างมีสีสันและน่าสนใจ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้สึกของคนในครอบครัวผ่านบทเพลงได้อย่างซาบซึ้ง กินใจ ทำให้ได้ทราบว่าบางครั้งสิ่งที่คนเราแสวงหานั้นอาจไม่ใช่ “ความรัก” จากคนทั้งโลก หากแท้จริงเพียงแค่ “ความรักและความคิดถึง” จากใครบางคนนั้นอาจเพียงพอแล้ว เห็นได้จาก “เออร์เนสโต เดอ ลา ครูซ” และ “ชิชาร์รอน” เมื่อพิจารณาจะเห็นว่าแม้สถานะทางสังคมในโลกแห่งความตายของทั้งคู่จะต่างกันมาก หากแต่จุดจบนั้นไม่ต่างกันเท่าไรนัก โดยฉากที่ชิชาร์รอนสลายไปนั้น เฮคเตอร์ดื่มให้กับการจากไปของเขาและคว่ำแก้วไว้ ในขณะที่เออร์เนสโต เดอ ลา ครูซ ถูกระฆังคว่ำทับลงมา เป็นการสื่อให้เห็นว่าหากวันหนึ่ง คุณไม่สามารถทำสิ่งที่ทำให้ตนเป็นที่ “จดจำ” ได้ คุณก็สามารถ “ถูกลืม” ไปได้ง่าย ๆ เช่นกัน เพราะฉะนั้นการเป็นจุดสนใจหรือเป็นบุคคลมีชื่อเสียง มิได้เป็นเครื่องการันตีว่าพวกเขาเหล่านั้นจะสามารถจดจำคุณตลอดไปได้

ภาพยนตร์เรื่องนี้คงจะทำให้หลายคนได้เห็น “สิ่งล้ำค่า” หรือ “รักแท้” ที่พวกเขาล้วนเป็นเจ้าของมาตลอด ซึ่งก็คือ “ครอบครัว” ที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอมา มิได้คิดตั้งเงื่อนไขว่าจะต้องมีชื่อเสียงหรือต้องเป็นคนเก่งที่สุด พวกเขายังคงมองเห็นและ “จดจำ” เราได้เสมอ ไม่ว่าเราจะเป็นเช่นไร 
ครอบครัวก็พร้อมที่จะโอบกอดด้วยความรักความห่วงใยที่มีให้อย่างไม่มีขีดจำกัด โดยที่ไม่ต้องไปขวนขวายตามหาจากที่ใดให้เหนื่อยเลย 



SHARE
Writer
Lumiere
daydreamer
write to express not to impress

Comments