คืนพระจันทร์เสี้ยว
   แด่คุณ คนที่เราไม่คิดว่าคุณอยากจะอ่านมัน


    "ดูดีใช่ไหม" 

     ผมยิ้มให้ร่างตรงหน้าที่ยังคงมีแววตาหวาดระแวงผมไม่เลิก ขณะผลักประตูเชิญชวนให้เขาเดินเข้ามาข้างในบ้านหลังเล็กของเรา สิ่งที่ได้ตอบกลับมาเป็นแค่เสียงครางอือในลำคอเบาๆเท่านั้น แสนดีไม่สบตาผมแต่หันไปมองรูปภาพบนโต๊ะ รูปในวันแต่งงาน ผมกอดเอวเขาเอาไว้และร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างกันก็ซุกใบหน้าเข้ากับอกของผมระบายความขลาดอาย
    
     ผมยิ้มวาดแขนโอบไหล่แคบแต่กลับโดนมือนิ่มๆแตะเอาไว้เลื่ิอนมันออกช้าๆ บอกเป็นนัยว่า ในตอนนี้ยังทำแบบนั้นไม่ได้




     "ผมอยากจะนอนพักสักหน่อย" แสนดีก้มหน้าเดินนำผมไปรอที่บันได
 
     "เดินขึ้นไปชั้นสองห้องทางขวา" ผมหน้าเจื่อนขณะที่เขาหมุนตัวขึ้นบันไดไปโดยเร็ว





     จะมีอะไรทำให้คนเราเจ็บปวดได้มากกว่าการลืมอีก






     ยามค่ำ ผมแยกตัวไปนอนอีกห้องหนึ่ง อย่างน้อยก็สักพักนึงที่ไม่รู้ว่ายาวนานเท่าไหร่ สูบบุหรี่ปล่อยความคิดสับสนให้สลายกลายเป็นหมู่ควัน เสียงกุกกักจากระเบียงห้องข้างๆทำให้ผมหันไปมอง แสนดีอยู่ตรงนั้น

     “ผมอยากคุยกับคุณพอดี”ผมพูดขณะที่เขาก้าวเข้ามายืนเท้าแขนกับระเบียงไม้
 
     “ขอโทษที่ผมยังจำอะไรไม่ได้ในตอนนี้" แสนดีสารภาพ หน้าซีดลงมากกว่าครั้งแรกที่เดินเข้ามาในเขตบ้านเสียอีก "แม้แต่ชื่อพ่อแม่ก็ยังเลือนลาง รวมถึงใบหน้าพวกท่าน"

     "ผมเข้าใจคุณนะ สำหรับผมตอนนี้คงเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าเท่านั้น"

     "ขอโทษนะ" เราเงียบกันไปสักพัก ผมทำลายมันด้วยการชี้ปลายบุหรี่ไปทางสวน

     "ทั้งหมดนั่น คุณเป็นคนปลูกล่ะรู้ไหม" 



     ลมเย็นยามค่ำพัดโชยเอากลิ่นหอมจางๆลอยมาตามลม เราสองคนก้มมองดอกไม้ด้วยแสงของพระจันทร์และดวงดาว 

     ถ้าพูดมันออกไปคงดูเพ้อฝันน่าดู 



     "หอมจัง"

     "queen of the night" แสนดีหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ผมยิ้มรับ

     "เป็นชื่อที่คุณเรียกมันบ่อยๆ " 

     "คุณช่วยดูแลพวกมันตอนที่ผมไม่อยู่เหรอ"

     "ครับ"

     เขาเพียงแค่ส่งเสียงหึกลับมา"ขอบุหรี่หน่อยได้ไหม"

    ผมยื่นบุหรี่ของตัวเองไปให้ ร่างเล็กมีท่าทางลังเล

    “ถ้าเป็นเด็กห้าขวบคงคิดว่านี่เป็นจูบทางอ้อมอยู่แน่”

     เท่านั้นแหละ นิโคตินก็หลั่งไหล่เข้าไปในปอดของแสนดีภายในเวลาไม่ถึงนาที ผมอมยิ้ม

     “ยิ้มแบบนี้ผมจะคิดว่าคุณเป็นเด็กห้าขวบนะ”

     “ผมก็กำลังคิดว่าตัวเองเป็นแบบที่คุณว่าอยู่”

     แสนดีหันไปปล่อยควันบุหรี่อีกด้านนึง ผมเลยไม่รู้ว่าเขาทำหน้ายังไงตอนที่ได้ยินอย่างนั้น

     "ผมกังวล ทุกๆเรื่อง" เขาสารภาพ กลิ่นบุหรี่ถูกตีพัดมาทางผมปะปนกับกลิ่นของดอกไม้ 

     "หลังจากตื่นขึ้นมากลางดึกทุกๆคืนแล้วนอนไม่หลับ ผมก็ได้กลิ่นดอกไม้นี้ภายในห้อง กล่อมให้ผมหลับและตื่นขึ้นมาเจอกับดอกไม้ช่อใหม่ทุกเช้า มันทำให้ผมสบายใจ เป็นความสบายใจเพียงหนึ่งเดียวของผม"

     "และคุณ คุณเป็นคนน่ารัก มีหลายสิ่งที่คุณบอกว่าผมชอบ แต่ผมรู้สึกราวกับเพิ่งเคยเห็นมันครั้งแรก และไม่รู้จะชอบมันไปได้ยังไง สมองของผมถูกรีเซ็ตใหม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลับไปเป็นคนเดิมอย่างที่คุณรักได้ไหม หรือผมจะกลับไปรักคุณแบบเดิมได้หรือเปล่า ผมไม่รู้จะทำยังไง" เสียงของแสนดีค่อนข้างสั่น 

     


    "กับผมที่มีเต็มร้อยและกับคุณที่มีเพียงศูนย์" 


     ผมพูดหลังจากเสียงลมพัดเข้ามาแทนที่เสียงของแสนดีไปแล้ว "ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง หวังว่าคุณตอนนี้จะชอบฟังเรื่องเล่า"

     "อื้ม เอาสิ"

     "พระจันทร์เสี้ยว" ผมเกริ่นนำ "มันทำให้ผมนึกถึงคุณ แต่ไม่ต้องกังวลเพราะไม่ใช่แสนดีคนในอดีตอย่างที่คุณคิด แต่เป็นคุณตอนนี้ คุณที่ถูกรัฐบาลรีเซ็ต”

     ผมเว้นช่วงไปเพียงชั่วอึดใจก่อนจะถามต่อ “คุณชอบพระจันทร์ไหม"

     "คนส่วนใหญ่ก็ชอบพระจันทร์ ผมว่าตัวเองไม่ชอบอะไรที่คนชอบไปเยอะแล้ว" เขาตอบกลับมา

     "เพราะอย่างนี้คุณถึงไม่ฟังเดอะบีเทิลล์"

     "อื้ม” แสนดีเรียกผมเพื่อดึงหัวข้อสนทนากลับมา"คุณพยายามจะบอกอะไร"

     “ผมเปรียบพระจันทร์เป็นรักนะ มันเปลี่ยนแปลงตัวเองไปทุกวัน บางวันเราก็จะเห็นมันเต็มดวง บางวันก็จะเหลือเพียงเสี้ยวเดียวเหมือนกับวันนี้ ระดับมันก็ตามนั้น วันไหนน้อยแต่พอเวลาผ่านไปมันก็กลับมาเต็มดวงอีก"


     "คุณไม่จำเป็นต้องรักผมให้เต็มร้อยภายในวันนี้ แต่อยากให้รู้ว่าสำหรับผม สิ่งที่ค้นพบเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้คือการที่ผมรู้ว่าพรุ่งนี้ผมก็จะรักคุณอีกครั้ง"

     "..."

     "ถึงวันไหนมองไม่เห็น หรือมีเมฆมาบังเราก็รู้ว่ายังมีพระจันทร์อยู่บนฟ้า "ผมเงยหน้ามองพระจันทร์เสี้ยว


     "ยังมีอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม”



     ใบหน้าหวานหันมามองผมอย่างตั้งใจฟัง ผมไม่คิดว่าเขาจะเห็นอะไรได้ชัดนักในแสงสลัวอย่างคืนนี้

     “ซับซ้อนไหมนะ”

     “ผมว่าต้องใช้เวลาพักนึงกว่าจะเข้าใจ”

     “ถ้าอย่างนั้นผมจะรอ จนกว่าพระจันทร์จะเต็มดวงอีกครั้งก็แล้วกัน”



     เรายิ้ม กลบเกลื่อนความเขินอายที่เกิดขึ้นในช่องว่างระหว่างกัน


     ทุกบทเพลงจะยังอยู่กับผม
     ทุกห้วงความทรงจำจะยังอยู่กับผม
     อย่างน้อยตอนนี้ เราก็ได้เริ่มต้นใหม่กันทั้งคู่



     ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรในความสัมพันธ์นี้เลย





Song : Jesse Ruben - This Is Why I Need You




SHARE
Written in this book
วิเวกวาฬน้ำเงิน
เปิดมันอ่านเมื่อคุณรู้สึกโดดเดี่ยว
Writer
grumpyboy
writer
รู้สึกเหมือนมีผีเสื้ออยู่ในท้อง แต่จำไม่ได้ว่ากินมันเข้าไปเมื่อไหร่

Comments