my sunshine
เมื่อไหร่จะมาสักทีนะ...
หญิงสาวตัวเล็กในเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อบาง กางเกงยีนส์ฟอกขายาวและรองเท้าผ้าใบสีเดียวกันกับเสื้อดูท่าทางทะมัดทะแมง ก้มดูนาฬิกาข้อมือไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ พลางถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากเธอยืนรอที่ "ท่าพระอาทิตย์" มาร่วม ๔๕ นาทีแล้ว อะไรกัน! นี่เธออุตส่าห์รีบนั่งรถไฟฟ้าแล้วต่อด้วยเรือด่วน ยังไม่ทันได้ทานมื้อเช้าด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะมาสาย และที่สำคัญก็คือตั้งใจไว้ว่าจะมาทานโรตีมะตะบะเจ้าดังเป็น Brunch แต่เวลานี้คงต้องกลายเป็น Lunch เสียแล้ว เห้อ! ร้อนก็ร้อน หิวก็หิว... หากแต่ยังไม่ทันได้บ่นต่อ(ในใจ)จนจบ สายตาก็พลันไปสบเข้ากับ "คุณชายตื่นสาย" ผู้ต้องหาทำร้ายกระเพาะอาหารของเธอในยามนี้

แหม! ตายยากซะจริง ๆ 

ผู้คนจำนวนมากต่างเดินขวักไขว่ลงมาจากเรือด่วนที่แล่นไปตามเส้นทางของแม่น้ำเจ้าพระยา และหยุดจอดเพื่อให้ขึ้นไปยังท่าเรือที่เป็นจุดหมายปลายทางของแต่ละคน 
ทว่าท่ามกลางฝูงชนมากมาย "เขา" กลับโดดเด่นที่สุด เนื่องด้วยความสูงเกือบ ๑๘๐ เซนติเมตร เสื้อยืดคอวีสีแดงเลือดหมูนั้นช่างตัดกับผิวที่ขาวราวกับหยวกตามสไตล์อาตี๋ลูกชายเจ้าของห้างทองเยาวราช พร้อมด้วยกางเกงชิโนขาสั้นสีครีมและรองเท้าผ้าใบหนังสีขาว ให้ลุคสบาย ๆ แสดงถึงความเป็นกันเอง ใบหน้ารูปไข่แต่งแต้มด้วย "ลักยิ้ม" จากแก้มข้างขวานั้นเปล่งประกายราวกับแสงของ "พระอาทิตย์" ที่ขึ้นในยามเช้า ให้ความรู้สึกสดใสและอบอุ่น
"อย่าทำท่าเป็นช้างตกมันแบบนี้สิ เอางี้ดีกว่า ถ้าไนล์อยากกินอะไร วันนี้ซันจะเป็นเจ้ามือเอง ถือเป็นการไถ่โทษที่มาสาย โอเคไหม" 

พอได้ยินคำทักทายแรกแล้ว อยากจะขอเก็บทุกคำข้างต้นไปโยนทิ้งลงแม่น้ำให้หมด! ยอมรับว่าแอบเคืองเหมือนกัน อยากจะโกรธนานกว่านี้อีกสักหน่อย แต่พอมาคิดอีกที 'ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ แต่โรตีมะตะบะนี่แหละกินได้แน่นอน' ด้วยเหตุนี้เอง "โจทก์" จึงยกฟ้อง "จำเลย" ไปโดยปริยาย นโปเลียนได้กล่าวไว้ว่า "กองทัพต้องเดินด้วยท้อง" ดังนั้น "ร้านการิม โรตี มะตะบะ" จึงเป็นจุดหมายแรกของทริปนี้ โดยพิกัดของร้านตั้งอยู่ตรงข้ามกับป้อมพระสุเมรุ ระหว่างรอนั้นซันเล่าให้ฟังว่า 
"เตี่ยพาม๊ามาเดทครั้งแรกที่ร้านนี้แหละ 
แถมยังบอกอีกนะว่าถ้าซันชอบใครแล้วพามาที่นี่... รับรองจีบติดแน่นอน" 
พร้อมมองเธอด้วยสายตามีเลศนัย แต่ก่อนจะได้พูดอะไรต่อ พนักงานก็นำ "มะตะบะเนื้อและนมเย็นชมพู" ของเธอ พร้อมกับ  "มะตะบะไก่และชาเย็น" ของเขามาเสิร์ฟตรงหน้า เมื่อทานเข้าไปคำแรกแล้วจึงได้รับรู้ว่า "ความอร่อยของอาหารมุสลิมแบบต้นตำหรับ" มันเป็นเช่นนี้นี่เอง! ตัวมะตะบะเนื้อมีกลิ่นหอมของเครื่องเทศ เมื่อทานคู่กับอาจาดจะได้รสเปรี้ยวหวานซึ่งมีความลงตัวกันเป็นอย่างมาก ในส่วนของมะตะบะไก่ก็มีความดีงามไม่แพ้กัน รสสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นของเนื้อไก่เมื่อทานคู่กับแป้งโรตีนั้นสุดยอดจริง ๆ เชื่อว่าหากใครมาแถวถนนพระอาทิตย์ แต่ไม่ได้ทานนั้นถือว่า "มาไม่ถึง" นอกจากรสชาติอร่อยถูกปากแล้วยังคุ้มค่าคุ้มราคา สรุปค่าเสียหายทั้งหมดเพียง ๑๕๔ บาทเท่านั้น แต่โชคดีที่วันนี้เธอมี "เสี่ยใหญ่ ใจดี สปอร์ต กทม." เป็นผู้ออกค่าอาหารทั้งหมด เรียกได้ว่ามื้อนี้ "อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ" เมื่อร่างกายได้เติมพลังเสมือนรถยนต์ที่ได้เติมน้ำมันเต็มถังแล้ว ทั้งคู่ก็พร้อมออกเดินทาง และในระหว่างที่กำลังเดินไปตามถนนพระอาทิตย์นั้น จู่ ๆ ซันก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า

"ม๊าเล่าว่าที่นี่มีขุมทรัพย์ล่ะ"
และนี้เองคือ "จุดเริ่มต้น" ของการเดินทางไปเยือน ณ พิพิธบางลำพู

ความรู้สึกเมื่อร่างกายอันร้อนผ่าวจากแสงแดดปะทะเข้ากับลมเย็น ๆ ของเครื่องปรับอากาศนั้นราวกับพวกเขาทั้งคู่ค้นพบสรวงสวรรค์บนผืนพิภพ ไม่รอช้าเดินตรงเข้าไปที่ "แผนกต้อนรับ" เพื่อถามรายละเอียดการเข้าชม ได้ความว่าการจัดแสดงนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนตามอาคาร ๒ หลัง เริ่มจาก "อาคารปูน" ชั้น ๑ สามารถ เดินรับชมด้วยตนเองได้ตามอัธยาศัย ซึ่งประกอบไปด้วย "ห้องป้อมเขตขัณฑ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เริ่มตั้งแต่การสร้างกำแพงพระนครรวมถึงประวัติคูเมืองและคลองสำคัญที่ทำให้เกิดย่านการค้าต่าง ๆ ต่อมาเป็น "ประตูคู่วิถี" ที่จัดแสดงตั้งแต่การใช้อิฐก่อร่างสร้างเมือง ไล่มาเป็นประวัติความเป็นมาทั้งประตูวังหน้าและประตูวังหลวง รวมถึงประวัติป้อมเก่าแก่ที่ล้อมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ทั้ง ๑๔ ป้อม ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง ๒ ป้อมเท่านั้น คือ "ป้อมมหากาฬ" และ "ป้อมพระสุเมรุ" โดยป้อมสุดท้ายนี้ตั้งอยู่ข้างพิพิธบางลำพู ในส่วนของชั้นแรกนั้นสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. ส่วนในบริเวณชั้น ๒ หากมีความประสงค์จะเข้าชมนั้นต้องลงชื่อไว้โดยจะมีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ความรู้ประกอบจัดเป็นรอบทุก ๆ ๓๐ นาที โดยรอบแรกเริ่มที่เวลา ๑๐.๐๐ น. และรอบสุดท้ายจบลงที่เวลา ๑๖.๐๐ น. ระหว่างนั้นจึงได้เดินชมสิ่งที่น่าสนใจบริเวณชั้นแรก ไม่มีคำพูดใด ๆ ระหว่างเธอและเขาราวกับว่าต่างคนต่างหลุดเข้าไปในอีกห้วงมิติหนึ่ง 
"เรียนผู้ที่จะเข้าชมรอบเวลา ๑๕.๓๐ น. มารวมกันที่โถงด้วยค่ะ"
เมื่อได้ยินเสียงตามสายประกาศขึ้น ทุกคนก็เริ่มทยอยเข้ามากันในห้องโถงอย่างพร้อมเพรียง พี่เจ้าหน้าที่ในชุดไทยสีชมพูหวานจะเป็นผู้บรรยายในวันนี้ ความรู้สึกตื่นเต้นเข้าเกาะกุมจิตใจ อะไรคือ "ขุมทรัพย์" คงได้รู้กันในอีกไม่ช้า เริ่มจาก "นิทรรศการกรมธนารักษ์" ที่ได้บอกเล่าความเป็นมาและหน้าที่ของกรมธนารักษ์อันได้แก่ ผลิตเหรียญกษาปณ์ ดูแลทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ไปจนถึงประเมินค่าของอสังหาริมทรัพย์ ต่อมาเป็นส่วนที่เรียกว่า "เบิกโรงกษาปณ์" โดยแบ่งประเภทของเหรียญออกเป็น  ประเภท ได้แก่ ๑. เงินเหรียญที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน เรียกว่า "กษาปณ์หมุนเวียน" ๒. เหรียญที่ผลิตในโอกาสพิเศษ เรียกว่า "กษาปณ์ที่ระลึก" โดยเหรียญประเภทนี้มีการตีมูลค่าและสามารถใช้ชำระหนี้ได้ และ ๓. เหรียญที่ไม่มีการตีมูลค่าและไม่สามารถนำไปใช้จริงได้ เรียกว่า "เหรียญที่ระลึก" อีกทั้งยังได้รับความรู้ในเรื่องการผลิตเหรียญตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงขั้นเสร็จสมบูรณ์อย่างละเอียด ถัดมาเป็นห้องฉายวิดิทัศน์เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ในการดูแลและอนุรักษ์ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินได้อย่างชัดเจนมากขึ้น หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เดินนำไปสู่ "อาคารไม้" ชั้น ๒ โดยให้ทุกคนลองสังเกตสถานที่และบรรยากาศโดยรอบ ก่อนจะพาเข้าไปชมทางด้านในนั้น ก็เริ่มบรรยายให้ความรู้แก่ผู้ชมด้วยน้ำเสียงใสกังวาล สามารถสะกดคนฟังทุกคนให้สนใจได้ราวกับใช้เวทมนตร์
"คลองที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้มีชื่อว่าคลองบางลำพู หรือคลองรอบกรุง ขุดขึ้นเพื่อป้องกันบ้านเมืองและเป็นเส้นทางในการทำมาค้าขาย ซึ่งที่มาของชื่อบางลำพูนั้นมาจากสมัยก่อนพื้นที่ตรงนี้เคยมีต้นลำพูอยู่มากค่ะ" 
เมื่อรู้แจ้งแถลงไขแล้วจึงได้พาเข้าไปชมทางด้านใน และยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเจ้าหน้าที่กระซิบมาว่า ตอนนี้ "เบาะแสจากริมคลอง " นั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว เริ่มต้นที่โซนแรก "สีสันบางลำพู" เล่าถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมในตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทย มอญ ลาว เขมร แขกและจีน ซึ่งก่อให้เกิดชุมชนและการคมนาคมทางน้ำ จนเมื่อเข้าสู่รัชสมัยในรัชกาลที่ ๕ วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มเข้ามาในประเทศไทย จึงทำให้เกิดการสร้างถนนขึ้น โดยเปลี่ยนจากการใช้เรือมาเป็นใช้รถแทน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนในวิถีชีวิตของผู้คนย่านบางลำพู ถัดมาเป็นโซนที่ทั้งคู่รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากที่สุดโซนหนึ่งคือ "พระนครเซ็นเตอร์" เนื่องจากสมัยก่อนถือเป็นศูนย์รวมความเจริญ เพราะเป็นแหล่งอาหารเลิศรสและมหรสพความบันเทิงที่เลื่องชื่อที่สุด เริ่มจากคณะนาครบรรเทิง โรงภาพยนตร์บุศยพรรณ คณะลิเกหอมหวล และ "ห้าง ต. เง๊กชวน" ร้านขายแผ่นเสียงชื่อดัง ปัจจุบันได้กลายเป็น "ร้านขนมเบื้องแม่ประภา" ถัดมาเป็นร้านค้าเก่าแก่ของย่านนี้ อาทิ ร้านกาแฟนันทิยา ร้านแรกที่เปิดชั้น ๒ เป็นห้องพักให้เช่า ร้านแก้วฟ้า ศูนย์รวมเครื่องหนังกระบือ ภัตตาคารอั้นเฮียงเหลา ภัตตาคารรวมอาหารอร่อยชื่อดัง ร้านเสื้อนพรัตน์ ร้านตัดเสื้อเชิ้ตเจ้าแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่แถวจุดหลีกรถราง ปัจจุบันได้กลายเป็น "ครัวนพรัตน์" กิจการร้านอาหารไทยของ คุณนิตย์ ศิลปี ได้เปลี่ยนจากกิจการขายชุดนักเรียนมาเปิดร้านอาหารไทย และกิจการที่ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันคือห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งฮั่วเส็ง ร้านที่มีสินค้าประเภทงานออกแบบหรืองานฝีมืออย่างครบครัน ทั้งยังนำ "โคโลญจน์ ๔๗๑๑" จากประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นที่แรกในการนำเครื่องสำอางมาจำหน่าย ห้องถัดมาเป็น "ย่ำตรอกบอกเรื่องเก่า" ห้องที่มีความน่าสนใจมากเนื่องจากได้รวบรวมชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ๗ แห่งที่ยังคงอยู่มาจวบจนปัจจุบัน ได้แก่ ๑. ชุนชนวัดใหม่อมตรส กลุ่ม "ช่างชาวบ้าน" ที่มีฝีมือแทงหยวก อันเป็นศิลปะชาวมอญดั้งเดิม ๒. ชุนชนวัดสามพระยา ชุมชนชาวจีนที่ยังคงมีการทำ "ข้าวต้มน้ำวุ้น" ๓. ชุนชนบ้านพานถม กลุ่มชาวนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นช่างทำเครื่องถม ปัจจุบันมีผลงานให้ชมและจำหน่ายที่ "ร้านไหมนคร" เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ ๔. ชุมชนตรอกไก่แจ้-เขียนนิวาศน์ ปักชุดโขน ศิลปะชั้นสูงของไทย ๕. ชุมชนวัดสังเวชวิศยาราม นั้นมี "ดุริยประณีต" ผู้ทำการสอนศิลปะและดนตรีไทย เก็บค่าเล่าเรียนเพียงเดือนละ ๕๐๐ บาท ๖. ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ กลุ่มช่างทองหลวงชาวปัตตานี และ ๗. ชุมชนวัดบวรรังษี มีการตีทองคำแปลวและทำธง นอกจากนี้ยังมี "ชุมชนบ้านลานทอง" ที่ผลิตของใช้ต่าง ๆ จากใบลาน แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วเนื่องจากเครื่องสานไม่เป็นที่นิยม เป็นต้น ส่วนถัดไปคือสิ่งที่เธอและเขารอคอยมากที่สุด เพราะนี่คือโซน "ถอดรหัสลับขุมทรัพย์บางลำพู" โดยสิ่งที่จัดแสดงในห้องนี้ ได้แก่ "ถิ่นคนดีศรีบางลำพู" ซึ่งจัดแสดงเพื่อระลึกถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงผู้สร้างคุณูปการให้แก่สังคมไทย อีกทั้งยังมี "หิ่งห้อย" และ "ต้นลำพู" จำลองมาจัดแสดงอีกด้วย 

เนื่องจากในความคิดของคนส่วนมากนั้นมักจะคิดว่าที่แห่งนี้จะต้องมีต้นลำพูอยู่มากมาย แต่แท้ที่จริงแล้ว "ต้นลำพูต้นสุดท้าย" ได้ตายไปตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เนื่องด้วยน้ำท่วมหนัก และเมื่อระบบนิเวศไม่เป็นดั่งเก่าก่อน จึงส่งผลให้ปัจจุบันไม่มีหิ่งห้อยอีกต่อไป 

เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเธอและเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเศร้าและเสียดายของผู้ชมภายในห้องได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา ทว่าเจ้าหน้าที่เห็นดังนั้นกลับส่งรอยยิ้มละไมไปให้ทุกคนและกล่าวขึ้นว่า 

"โดยทางเราได้นำกิ่งของต้นลำพูต้นจริง ๒ กิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่มาหลอมและประดับไว้รวมกับต้นจำลองนี้ด้วยค่ะ" เมื่อผู้ชมในห้องได้ยินแล้วก็ส่งเสียงฮือฮาและพากันชี้ชวนดูกิ่งของต้นลำพูด้วยความตื่นเต้น 

ในที่สุดก็ได้พบกับ "ขุมทรัพย์บางลำพู" ซึ่งก็คือ "ชิ้นส่วนจริงของต้นลำพูร้อยปีที่เคยอยู่ในสวนสันติชัยปราการ" ซ่อนอยู่ตรงกิ่งที่มีลักษณะเป็นรูปตัว Y ของต้นลำพูจำลองนั่นเอง 

มาถึงห้องสุดท้ายคือ "มิ่งขวัญบางลำพู" เปิดให้ผู้ชมเข้ามาสักการะ "พระพุทธบางลำพูประชานาถ" ศูนย์รวมจิตใจของชาวบางลำพูเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนกลับ โดยพระพุทธรูปองค์นี้เป็นศิลปะอินเดีย นำมาจากวัดบวรนิเวศวิหารเพื่อนำมาประดิษฐาน ณ ที่แห่งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ได้บรรยายเสริมด้วยว่า
ทุก ๆ สงกรานต์จะมีการนำพระพุทธรูปออกมา
ให้ชาวบ้านได้สรงน้ำและแห่รอบถนนสายนี้ด้วย 
หากใครมีโอกาสในช่วงสงกรานต์ก็สามารถแวะมาสรงน้ำและชมการแห่พระได้นะคะ
ขณะเดินออกมานั้นทั้งคู่ก็พูดกันเป็นต่อยหอย เพราะตอนที่รับชมนิทรรศการทางด้านในแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจปิดทริปของวันนี้ด้วยการมานั่งรับลมชมวิวแม่น้ำที่ "สวนสันติชัยปราการ" สวนสาธารณะอันสวยงามร่มรื่นกันก่อนกลับบ้าน
เจ๋งดีเนอะที่ยังรักษาอดีตให้มีชีวิตอยู่ นี่สินะขุมทรัพย์ที่ม๊าอยากให้พวกเรามาพบ
ซันพูดพลางชมแสงยามเย็นทอประกายวิบวับล้อกับผิวของแม่น้ำเจ้าพระยา เธอเองก็หันมองบรรยากาศโดยรอบ เห็นผู้คนมากมายหน้าตาเปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุข รวมถึง คนข้าง ๆ เธอด้วย รู้สึกราวกับว่ารัศมีแห่งความสุข อาจเปล่งประกายเสียจนสามารถกลบรัศมีของพระอาทิตย์ ในตอนนี้เลยก็ว่าได้ : )

"พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เห็นทีกระผมคงต้องขอลากลับบ้านแล้วเช่นกัน ซันว่าจะชวนไนล์มาอีกวันจันทร์ แต่พิพิธบางลำพูดดันปิดทำการซะได้" พลางทำตาตกเหมือนลูกหมาหงอย

"งั้นมาด้วยกันอีกวันเสาร์หน้าเนอะ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามสาย โอเคนะ" ซันไม่พูดอะไรเพียงแค่ส่งยิ้มตาหยีมาให้ พร้อมทำสัญลักษณ์โอเคเป็นอันตกลงสำหรับนัดหมายครั้งต่อไป



SHARE
Writer
Lumiere
daydreamer
write to express not to impress

Comments

ktyn
13 days ago
ชอบการเริ่มเรื่อง ทำให้นึกถึงสมัยพัพพีเลิฟ ^ ^
Reply
Lumiere
13 days ago
งื้อออออ .////.