เด็กชายห้องใต้หลังคาบ้าน -#II ความฝันที่ยังคงเป็นความจริง (The Ture Dream)
เด็กชายห้องใต้หลังคาบ้าน

(A Boy Under the Roof)
#II
ความฝันยังคงเป็นความจริง
(The Ture Dream)

“ทำไมเกมนี้ถึงยากแบบนี้”
“นายเล่นไม่เก่งเองนะ เจโรมี่”
“ข้อแรกเลยนะฟร์อย คือ ฉันฝันว่าฉันเล่นได้เก่งกว่านี้เมื่อวาน ฉันฝันว่าฉันได้แต่ใบสีแดง ฟ้าและเหลือง ไม่มีสีเขียว แถมตัวเลขยังเหมือนกันหมด พอเจค็อบลงเลขสี่ใบสีแดง ฉันก็ลงเลขหกใบสีแดง และมิเกลลงเลขหกใบสีเหลือง นายลงเลขแปดใบสีเหลือง เจค็อบลงเลขห้าใบสีฟ้า ฉันก็ลงเลขหกใบสีฟ้า แล้วก็พูดว่าอูโน่ก่อนใคร แล้วมิเกลก็ลงเลขหนึ่งใบสีฟ้า นายลงเลขหนึ่งใบสีเหลือง เจค็อบลงเลขเก้าใบสีเหลือง ฉันถึงลงเลขหกใบสีเหลือง ซึ่งนั้นทำให้ฉันชนะพวกนาย”
“นายจำฝันได้แม่นจังเลยนะเจโรมี่”
“ฉันมันเป็นพวกจำแม่นนะเจค็อบ ละอีกอย่าง ฉันชื่อ โจนาธาน ต่างหาก โจนาธาน เจมส์”
“นายเปลี่ยนมันเมื่อไหร่”
“สัปดาห์ที่แล้ว”
“ขอบใจนะมิเกล”
“สรุปนายยังจะเล่นต่ออีกไหม โจนาธาน เจมส์”
ฟร์อยลากเสียงท้ายยาว แล้วยื่นหน้าเข้าใกล้ เหมือนหยอกล้อ หรือประชด ก็คงไม่ผิดนัก
แก๊งเด็กน้อย นั่งเล่นไพ่อูโน่ อยู่ใต้ต้นโอ๊คหน้าโรงเรียน รอผู้ปกครองแต่ละคนมารับกลับบ้านเป็นปกติ ซึ่งวันศุกร์รถยิ่งติด แถมพ่อของเจโรมี่ มักจะมาช้าตลอดเป็นประจำ พวกเขาเล่นไพ่ฆ่าเวลามาได้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว รถเบนซ์สีดำ ปีเก้าสาม ก็ขับมาจอดหน้าลานโรงเรียน ชายคนขับเปิดหน้าต่างลง ก่อนจะหันมายิ้ม
“ว้า สงสัยวันนี้ฉันคงต้องกลับก่อนแล้วล่ะพวกนาย”
ฟร์อย หันหลังคว้ากระเป๋าสีเหลืองมาสะพายก่อนจะลุกเดินออกไปขึ้นรถ
“สวัสดีครับ คุณโรเจอร์”
พวกเด็กที่เหลือทักทาย ชายที่อยู่ในรถ เขายิ้มให้พลางแทนการตอบรับ หลังลูกชายตัวเล็กขึ้นรถ ก็ขับออกไป
“เมื่อวานฉันฝันว่าฉันได้กลับก่อนพวกนายนะ”
“งั้นในฝันนายคงเป็นวันเสาร์สิท่า”
มิเกลหัวเราะกับมุกของเจค็อบ ชายร่างอวบแต่ไม่ถึงกับอ้วน ทั้งคู่หัวเราะชอบใจ ส่วนเจโรมี่ทำหน้าเซ็งน้อย ๆ และพยายามเก็บอาการ ไม่นานรถเก๋งสีแดงเลือดหมู ปีเก้าหนึ่ง ก็ขับเข้ามาที่ลานโรงเรียน ไม่ได้เปิดกระจก แต่บีบแตรสองที ส่งสัญญาณ เจค็อบรีบคว้ากระเป๋าสีดำสะพานหลัง
“ฉันไปก่อนนะ บาย”
“บาย”
มิเกลกับเจโรมี่โยกมือให้ ก่อนที่เขาจะวิ่งไปขึ้นรถแล้วขับออกไป
“จริง ๆ ฉันกลับหลังเธอก็ได้นะ”
“โอ้ เจโรมี่ ...”
เจโรมี่หันมามองแรงใส่มิเกล
“อ่า โจนาธาน ... นายเป็นห่วงฉันหรอ”
“ใครจะยอมให้ผู้หญิงนั่งรอคนเดียวตอนเย็น ๆ แบบนี้”
“นายหมายถึงเด็กผู้หญิง”
“ใช่ เด็กอย่างเรา คงต้องนั่งรอให้พ่อหรือแม่เรา มารับพร้อม ๆ กัน”
“หรือนายจะนั่งรถฉันกลับบ้านดีล่ะ”
“ฉันว่าพ่อฉันคงออกมาได้สักครึ่งทางแล้วล่ะ”
“ฉันก็หวังว่าอย่างงั้นนะ”
เวลาเริ่มล่วงเลยผ่านไปช้า ๆ แสงแดดอุ่น ๆ ตอนเย็นกับลมหนาว ๆ ที่ค่อย ๆ พัดมาเบา ๆ ใบไม้เปลี่ยนสีที่ตายปลิวผ่านไปเหมือนเคย รถเบนซ์ขาวใหม่พอควร ขับชิดมากับรถเก๋งอีกคัน พวกเขาทั้งคู่สะพานกระเป๋าขึ้นหลัง แล้วเดินขึ้นรถไป



เจโรมี่เดินลงรถ เข้าบ้านไปอย่างเฉื่อยชา เขาวางกระเป๋าเป้ลงบนโซฟาสีน้ำเงิน ก่อนจะเดินไปหาผู้หญิงในห้องครัว ยกมือไหว้สวัสดี ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้
“สวัสดีครับแม่”
“เป็นยังไงบ้าง เจโรมี่”
เขาหันไปมองค้อน แม่ที่กำลังคนแกงในหม้อ เหลือบเห็นพฤติกรรม
“อ้อ โจนาธาน”
“ไม่ค่อยดีครับแม่”
“ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้น”
“ว่าแต่แม่ทำอะไรกินบ้างครับวันนี้”
“แกงเขียวหวานของโปรดลูกไง”
“ว่าแล้วเชียว”
“ทำไมล่ะ”
“ผมฝันว่าวันนี้แม่จะทำ ปูผัดผงกระหรี่ให้”
“ก็แค่ฝันนี่ลูก ถ้าลูกอยากกินก็แค่บอกแม่ก็ได้”
“แม่ไม่เข้าใจ ผมฝันว่าผมวิ่งชนะไรอัน แต่ดันแพ้ได้ที่สาม และแพ้ทอมมี่ด้วย ผมฝันว่าคุณครูแมซให้คะแนนพิเศษผม เพราะผมตั้งใจเรียน แต่กลับโดนดุ เพราะทอมมี่ดันล้อผมในคาบเรียน ผมฝันว่าจะชนะไพ่ แต่ก็แพ้ ผมฝันว่าแม่จะต้องทำปูผัดผงกระหรี่ให้ผม แต่แม่ดันทำแกงเขียวหวานแทน ทุกอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามที่ผมฝันเลย”
“ลูกรัก ... มันก็แค่ฝันน่ะลูก”
“แล้วฝันมันจะไม่เกิดขึ้นจริงหรอครับ”
“ความฝันไม่ใช่ความจริงนะลูก”
“แล้วทำไมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมฝันว่าฝนจะตก แล้วน้ำจะท่วมที่หน้าหมู่บ้านนิดหน่อย มันก็เกิดขึ้นจริงหนิครับ”
“ลูกรัก ยังมีอีกสิ่งหนึ่งบนโลกนี้ ที่เรียกว่าความบังเอิญนะ”
“แม่ไม่เข้าใจผมเลย”
เจโรมี่วิ่งขึ้นบันได ยาวถึงห้องใต้หลังคา เขาปิดประตูเสียงดังปัง ปล่อยให้แม่ถอนหายใจอยู่ในห้องครัว พ่อที่เพิ่งเก็บข้าวของในรถเสร็จ เดินเข้ามา ทันเห็นแค่เจโรมี่วิ่งขึ้นบันได จวนจะถึงแล้ว
พ่อวางข้าวของกองไว้ที่โซฟา ก่อนจะเดินเข้าห้องครัว แล้วเข้ากอดภรรยาแถมด้วยหอมฟอดใหญ่หนึ่งที ทั้งคู่มองหน้ากัน ก่อนจะอมยิ้มใต้มุมปากเล็ก ๆ


เจโรมี่ วิ่งหนีออกมาจากป่าทมิฬ อย่างไม่เหลียวหลัง เขาวิ่งผ่านรากไม้ ที่บี้ไล่เขาจากพื้นดิน ดีดเด้ง ฟาดไปมา เหมือนงวงช้าง ที่แข็งแรง เจโรมี่หลบได้ทัน เขาเหลียวหลังไปมอง พลางสงสัย ทั้งที่วิ่งมาตั้งไกล แต่ดูเหมือนผืนป่าก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่นัก เขาเพ่งมองไป ก็รู้สึกได้ว่ามันเคลื่อนตัวได้ มันไล่หลังเขามาใกล้ยิ่งขึ้น เจโรมี่กวาดฝีเท้าไวขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าที่เหนื่อย และหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อและน้ำตาปะปนกันบนใบหน้า รากไม้ใหญ่ฟาดแผ่นดินแตกแยก เขากระโดหลบ จนล้มกลิ้งไปสองตลบ แผลที่แขนด้านซ้ายเลือดไหลย้อยลงมา จากรอยถลอก เจโรมี่พยายามดึงสติตัวเองกลับมา ลึกขึ้นแล้ววิ่งหนีสุดชีวิตอีกครั้ง เขาวิ่งไปสักพัก ก่อนจะเหลียวมองหลัง เห็นผืนป่าทมิฬใกล้ข้างหลังไม่ถึงคืบ รากไม้ค่อย ๆ เลื้อยขัดขาแขนของเจโรมี่ เขาพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่สามารถดิ้นได้ ผืนป่าทมิฬค่อย ๆ กลืนเจโรมี่ให้หายไปในความมืดอย่างช้า ๆ
“ไม่ ...”
เจโรมี่สะดุ้งตื่น เหงื่อท่วมหน้าท่วมตัว เขาหายใจหอบ แรง เหมือนวิ่งหนีป่าทมิฬที่แสนน่ากลัวนั้นจริง ๆ ใจเต้นดังและแรง ไม่ถึงเร็ว
พ่อเปิดประตูห้องมา เปิดสวิตซ์ไฟข้างผนัง แล้วเดินมาที่เตียงเด็กชายน้อย
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ฝันร้ายอย่างงั้นหรือ”
พ่อหยิบผ้าเช็ดหน้า เช็ดเหงื่อลูกชาย อย่างทะนุถนอม พลางลูบหัวไปพลาง ๆ
“ฝันร้ายมาก ๆ เลยครับพ่อ”
“ไม่เป็นไรนะ ฝันร้ายมักจะกลายเป็นดี”
“ทำไมหรือครับ”
“ก็ตอนเด็ก ๆ เวลาพ่อฝันร้าย คุณย่าก็บอกพ่ออย่างงี้”
“งั้นหรือครับ มันไม่มีเหตุผลอื่นเลยงั้นหรือ”
“พ่อว่า ก็คงเพราะ ฝันร้าย มันทำร้ายเราได้แค่ในฝัน พอเราตื่นมา อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่ามันแค่ฝันร้าย มันไม่ใช่ความจริงสักหน่อย”
“แล้วถ้าผมฝันอีก มันก็จะทำร้ายเราได้อีกใช่ไหมครับ”
ลูกรัก ลูกฝันดีได้เท่าที่ลูกฝัน และลูกจะฝันร้ายเท่าที่ลูกจะฝันได้ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ลูกก็ต้องตื่นขึ้นมาอยู่ดี เราใช้ชีวิตตอนขณะเรายังตื่นนะลูกรัก ไม่ใช่ตอนฝัน
เจโรมี่โผเข้ากอดพ่อ ทั้งคู่กอดกันแน่น กลมเกลียว สัมผัสได้ถึงความรักกันของสองพ่อลูก
“นี่ ทั้งคู่ลงมากินข้าวได้แล้ว กับข้าวเสร็จแล้วนะคะ”
พ่อลูกมองหน้ากัน ก่อนจะเดินลงไปตามเสียงตะโกนที่เรียกขึ้นมา



STORY : SRiDiEW
ILLUSTRATION : SRiDiEW
04 . 23 . 2018’
SHARE
Written in this book
A Boy Under The Roof
เด็กชายน้อยขี้สงสัย เกินวัยทางความคิด เขาลุ่มหลงอยู่ในจินตนาการและการก้าวข้ามวัยเจริญเติบโต
Writer
SRiDiEW
Thinker - Writer
Siparuwich Timothy Spencerr Tophiphatthanamongkhon (S.H.dhepp)

Comments