สะพานแห่งความรัก 「The Memory Trip of the Tragedy bridge」
หากมีมนต์วิเศษที่สามารถหยุดเวลาให้หยุดนิ่งเอาไว้ได้ ผมอยากให้เวลาในฮานอยหยุด
ไว้ที่ตีห้าสักสามชั่วโมง เสียงแตรและเสียงรถที่ขับกันสับสนวุ่นวายกลับมากล่อมให้ประสาทผมเครียดลงอีกครั้ง

ผมข้ามถนนมาหยุดตรงหน้า
Thai Express Information กลับจากซาปาผมเหลือเงินดอลล่าร์เพียงร้อยกว่าเหรียญ ส่วนเงินด่องนั่นหมดแล้วเลยตั้งใจว่าจะเอาเงินไทยไปแลกด่องที่นี่

ในฮานอยเงินไทยสามารถใช้ได้เป็นบางร้าน ต่างกับที่ซาปารับแต่เงินดอลล่าร์กับด่องเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะระยะนี้คนไทยมาเที่ยวเวียตนามกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ร้านที่รับเงินไทยแน่นอน
คือร้านขายของที่ระลึกชื่อ “The Mask” ซึ่งที่นี่รับแลกเงินบาทเป็นเงินด่องด้วย ส่วนร้านขายเป้ริมทางที่อยู่รอบๆทะเลสาปก็รับเงินบาทไทยเช่นกัน
เงินด่องในมือถูกนับซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความกลัวว่าเงินในมือก้อนสุดท้ายจะอันตรธานหายไป เงินถูกยัดเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ๊กเก็ตอย่างดี ที่ผมไม่เก็บใส่กระเป๋าสตางค์
เพราะกลัวว่าถ้ามันหล่นหายเราก็ตายยกแก็งค์และด้วยข้อมูลที่ได้รับจากบางกระทู้ก่อนมาว่าที่ฮานอยมีนักล้วงกระเป๋าระดับเทพอยู่มาก เลยไม่อยากเดินเข้าหาสถานฑูตไทย แล้วให้เค้าทำเรื่องส่งกลับประเทศ

'เช่ามอเตอร์ไซด์เที่ยวรอบเมืองไหมพี่' ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทาย ผมเห็นว่าอัธยาศัยดีจึงยืนคุยด้วย
มอเตอร์ไซด์รับจ้างในฮานอยจะไม่มีเครื่องแบบเป็นเสื้อกั๊กเหมือนกับบ้านเรา ส่วนใหญ่
จะใส่แจ๊กเก็ตหนังสีดำหรือน้ำตาล ซึ่งดูไปแล้วเหมือนแก็งค์รับจ้างทวงหนี้นอกระบบหรือว่าแก็งค์มาเฟียในหนังฮ่องกงซะมากกว่า

'ผมชื่อ ก่วง ครับ ขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างอยู่ตรงนี้ พี่จะเหมาไปเที่ยวไหมครับราคา
กันเอง
'​ ชายหนุ่มแนะนำตัวเอง ผมเลยลองถามราคาว่าถ้าไปสุสานโฮจิมินทร์คิดเท่าไหร่ เขารีบบอกว่า 100000 ด่อง

พูดจบก็ทำท่ามานวดแขนนวดไหล่จะดึงให้ผมไปนั่งซ้อนท้าย
' เฮ้ย! ไม่เอาหรอกแพงไป' ผมบอกปฎิเสธ
'​งั้นคุณมีเท่าไหร่' เขาตื้อต่อ
'​50000 ด่อง ไปหรือเปล่า ไม่ไปก็ไม่เป็นไร'​ พูดจบผมก็ทำท่าจะเดินหนี
'เอ้า ก็ได้ 50000 ผมส่งคุณที่สุสานโฮจิมินทร์์'​ ตันยอมตามข้อเสนอ
'แต่ผมจะแวะถ่ายรูปที่โบสถ์คริสต์เก่าด้วยนะ'​ ผมบอกเขา
'​ไม่มีปัญหา เพราะมันอยู่ในเส้นทางพอดี' ตันบอก

ให้ตายสิ ตั้งแต่มานี่ผมจะต้องเจอกับนักตื้อทุกวันทุกมื้ออาหารสิน่า ไม่นักตื้อก็ต้องมีสถานการณ์ขัดจังหวะฉากโรแมนติกของผมกับแฟนทุกที พระเจ้าเกลียดผมรึเปล่า ผมคิดแบบนั้น

โบสถ์เก่าอยู่ห่างจากย่านโอลด์ควอเตอร์ไปไม่ไกลเท่าไหร่ แค่ขับผ่านหน้า KFC แล้วเลี้ยวขวาไปตามถนน Bao Khanh ก็ถึงแล้ว

'มากับแฟนสองคนเหรอครับ'
'ใช่ครับ พาเค้ามาเที่ยว'​


ก่วงชวนผมคุยอยู่ตลอดเวลาจนผมกลัวว่าเขาจะขับไปชนกับคันอื่นเข้า ผมถ่ายรูปโบสถ์อยู่สองสามรูปก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ ก่วงจึงออกลีลาชวนให้ผมไปเที่ยวเจดีย์์ 9 ชั้นต่อ
ที่ว่าก่วงออกลีลาก็เพราะเจดีย์ที่ว่านั้นอยู่ไกลถึงทะเลสาปตะวันตก ซึ่งอยู่ไกลจากตรงนี้มาก แถมยังต้องข้ามสะพานถึงสองสะพาน คือ สะพานลองเบียน และสะพานชองดองที่
สร้างขึ้นใหม่ แต่ผมก็มีตัวเลขอยู่ในใจแล้วว่าจะจ่ายให้ไกด์เถื่อนคนนี้ไม่เกิน 200000 ด่องเท่านั้นจึงตอบตกลงไป
'คุณเคย บุ๋ม บุ๋ม กับแฟนไหม?'​ ก่วงถามผมตอนที่เห็นว่าแฟนผมหลับคอพับที่บ่าผม
'บุ๋ม บุ๋ม มันหมายความว่ายังไง?'​ ผมตะโกนถามก่วง โต้กับสายลมหนาวที่พัดสวนมา
'หมายถึงหลับนอนน่ะ การมีเซ็กส์กันคนเวียตนามเขาเรียกว่า บุ๋ม บุ๋ม ถ้าคุณอยากบุ๋มๆ
ผมช่วยแนะนำที่ที่บรรยากาศเป็นใจให้ได้นะ'

ศัพท์อะไรของมันวะบุ๋มๆ 555 ผมแอบขำในใจ

ก่วงขับข้ามสะพานชองดองที่สร้างคู่ขนานกับสะพานลองเบียน ลมที่โต้เข้ามาทำให้ผมต้องรูดซิบเสื้อแจ๊กเก็ตป้องกันความหนาว ผมกอดแฟนที่นั่งอยู่ด้านหน้าแก้หนาวและคลายความ บุ๋ม บุ๋มในใจ

เมื่อลงจากสะพานชองดอง ก่วงก็ขับวนขึ้นสะพานลองเบียน สะพานแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของชาวฮานอย ตรงกลางสะพานมีทางสำหรับให้รถไฟวิ่งข้ามได้นอกจากรถยนต์และคนเดิน ก่วงชี้ให้ผมดูตอม่อเก่าของสะพานที่ถูกระเบิดของอเมริกาทำลายอยู่ใต้แม่น้ำแดง

'นี่เป็นสะพานแห่งความรัก'​ ก่วงบอกผมหลังจากที่จอดรถเข้าที่เรียบร้อยแล้ว เขาอธิบาย
ว่าคู่รักหนุ่มสาวชาวฮานอยจะมาคล้องกุญแจที่สลักชื่อของทั้งสองเอาไว้ที่สะพาน พร้อมทั้งอธิษฐานขอให้ความรักของทั้งคู่ยืนยงและยืนยาวเหมือนกับสะพานลองเบียนแห่งนี้จากนั้นทั้งคู่ก็จะเก็บลูกกุญแจไว้ด้วยกัน และหากวันใดที่ทั้งสองคนหมดรักกันแล้วถึงจะมาคลายกุญแจออกจากสะพานไป 

เรื่องที่ก่วงเล่ามันทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง กวน มึน โฮ ขึ้นมาทันที

หากสะพานลองเบียนคือสะพานแห่งความรัก แล้วสะพานที่คนผิดหวังในความรักและท้อแท้ในชีวิตล่ะ เราจะนึกถึงสะพานอะไรกันบ้าง?
ถ้าหากว่าเป็นคนไทยเราคงนึกถึงสะพานรักสารสิน แต่หากเป็นระดับโลกเราคงคิดถึงสะพานสีแดงแห่งซานฟรานซิสโก้ Golden Gate Bridge

โกลเด้นเกต สะพานที่มีสถิติการฆ่าตัวตายมากที่สุดในโลก และหนึ่งในนั้นมันคงหนีปัญหาสุดฮิตอย่างเรื่องความรักไปไม่พ้นผมยืนถ่ายรูปสะพานลองเบียนอยู่พักใหญ่ สายลมหนาวโชยพัดมาแรงอีกระลอกหนึ่ง หนุ่มสาวเวียตนามสองคู่กำลังอธิฐานขอให้ความรักสมหวังอยู่ตรงกลางสะพาน
บางคนทุ่มเทใจไปรักคนอื่น จนดูเหมือนกับว่าลืมรักตัวเอง ยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่ง ทรัพย์สิน ร่างกาย หัวใจ หรือแม้กระทั่งชีวิต
แต่สิ่งที่คนเหล่านั้นทุ่มเทลงไป ......แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เพื่อคนที่เขารักหากแต่ทำลงไปเพราะว่าความรักตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด”
.... 
SHARE
Written in this book
The Memory Trip
เรื่องราวการเดินทางของเรา ณ ต่างประเทศครั้งแรกที่ร่างไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
Writer
Zoulreaper
Just someone passed by.
Remember well, I do not tolerate failure.

Comments