นั่งสมาธิให้นิ่งฉบับเริ่มต้น
เริ่มที่การกำหนดลมหายใจ ให้จิตรู้ว่า         หายใจเข้ายาวก็รู้ว่าหายใจเข้ายาว หายใจออกยาวก็รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้าสั้นก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้... ให้จิตตามดูลมหายใจไว้อย่างนั้น นั่งสมาธิให้ติดสมาธิ 

เมื่อติดแล้วจะรู้สึกอย่างไร ...
เมื่อติดแล้วตัวเบาสบายไม่รู้สึกเมื่อยขา หรือมีอาการชาใดๆระหว่างที่อยู่ในสมาธิเลย (ออกจากสมาธิจึงรู้สึก) 

เมื่อนั่งติดแล้วจะทำยังไงให้จิตยังคงอยู่ในสมาธิได้นานๆโดยไม่วอกแวก ... 
เราพบว่า ตั้งแต่เริ่ม ระหว่าง จนจบ ให้จิตไปจับที่ลมหายใจอย่างเดียว สติรับรู้ว่าเรากำลังทำ คิด รู้สึกอะไรอยู่ (ปกติแล้วคือ ไม่คิดอะไรทั้งนั้นค่ะ ว่างเปล่าเลย)  จิตไม่ฟุ้งไปตามความคิด ไม่หลงไหลไปตามแสงที่เกิดขึ้นใต้เปลือกตา ก็เพียงพอ 


เริ่ม
..
....

นั่งขัดสมาธิสบายๆ มือประกบขวาทับซ้ายวางไว้ หรือ จะเอาแขนวางยืดออกไปบนตักทั้งสองข้างแล้วเอานิ้วโป้งกับนิ้วกลางมาชนกันไว้ก็ได้ ตามถนัดค่ะ ไม่มีกฏตายตัว แต่ที่สำคัญคือ "ไม่เกร็ง" ผ่อนคลาย อาจนั่งหลังผิงฝา หรือไม่พิงก็ได้ 

หายใจเข้า ตามดูว่าลมหายใจเข้าลึกไปถึงจุดไหน  หายใจออก ดูสัมผัสที่ความร้อนของลมหายใจออก ไปกระทบเหนือริมฝีปากรู้สึกอุ่นๆ  ใช้จิตตามดูไปเรื่อยๆ จิตเราก็จะไม่ฟุ้งหรือเผลอคิดเรื่องอื่นๆไปเอง 

ทำจิตให้เป็นสมาธิ ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป ทริคง่ายๆคือหายใจช้าๆยาวๆ  แรกๆมันเหมือนจะขัดๆกับสิ่งที่เราคุ้นชินสักเล็กน้อย แต่เมื่อใช้จิตตามดูไปเรื่อยๆ ลมหายใจของเราจะแผ่วเบาและสั้นลงจนแทบไม่รู้สึกถึงแรงกระเพื่อนที่หน้าอกเลย 

จดจ่อที่ลมหายใจจนชินแล้ว อาจจะเพิ่มสกิลไปเพลิดเพลินกับความเคลื่อนไหวใต้เปลือกตาต่อก็ไม่ว่ากัน มันจะมีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย อาจมีแสงสีหรือไม่มีสี บางคนอาจจะถนัดเพ่งไปที่ภาพนิ่งใดๆในหัวก็ได้ เช่นใบหน้าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือความสว่างของเปลวไฟ เอาแค่จิตมีสติดูความเคลื่อนไหวก็พอนะคะ ไม่ให้เพลินไปกับมันเพราะเพลินแล้วจะสติหาย คิดเรื่องอื่นไปเรื่อยๆได้ นั่นคือเราไม่ได้อยู่ในสมาธิแล้วค่ะ

หากจิตคิดเรื่องอื่น เมื่อเรานึกได้ว่าคิด ก็ ให้บอกกับตัวเองว่า "คิดหนอ" แล้วดึงจิตกลับมาจับที่ลมหายใจเหมือนเดิม 

หากได้ยินเสียงใครคุยกันแล้วจิตเผลอตามไปฟังเสียงนั้น เมื่อรู้ตัวก็ให้บอกตัวเองว่า "ได้ยินหนอ" แล้วดึงจิตกลับมาที่จมูกเหมือนเดิม

และทำแบบเดิม หากรู้สึกมีอาการเหน็บชา ปวดแข้งขา ก็ให้บอกตัวเองว่า "รู้สึกหนอ" อาการมันไม่ได้หายไปไหน แต่ถ้าเราไม่เอาจิตไปจดจ่อกับมัน เดี๋ยวเราก็จะคลายความปวดเมื่อยไปได้เอง ตรงกันข้าม หากเอาแต่คิดว่าเมื่อยจัง จิตไปจดจ่อกับความเมื่อย เราก็จะยิ่งรู้สึกเมื่อยมากยิ่งขึ้นไปอีก

จิตที่นิ่ง จะมีพลังที่จะส่งบุญจากการนั่งสมาธิไปให้เจ้าที่ เทวดาที่คุ้มครองตัว ญาติและเพื่อนที่ล่วงลับ เทพเทวาที่บูชา เจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์ทั้งหลายและสัมเวสีทั่วไปได้อย่างถึงตัว 

ต้องสวดมนต์ก่อนไหม .. ไม่จำเป็น หรือจะแค่สวดให้รวบรวมสมาธิก็สวดเพียง บทสักการะพระพุทธเจ้า /นะโมตัสสะ /อรหังสัมมา / และไตรสรณคมก็น่าจะพอ หรือนั่งโดยไม่สวดก็ได้เหมือนกันค่ะ 

ต้องนั่งหลังตรงตลอดไหม .. เราว่านั่งท่าที่สบาย ไม่ต้องกังวลว่าท่าจะสวยไม่สวย เอียงไม่เอียง หน้าตาจะตลกมั้ย ... เลิกกังวลแล้วนั่งสบายหายใจคล่อง และจดจ่อกับลมหายใจได้ก็เพียงพอ 

คนทั่วไป เมื่อนั่งสมาธิเสร็จแล้วจึงจะอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร แต่เราชอบอุทิศให้ในสมาธิเลยมากกว่า 
ทำโดยการนึกหน้านึกชื่อของดวงจิตที่จะให้ตอนอยู่ในระหว่างช่วงสุดท้ายของการทำสมาธิ แล้วส่งบุญไปเลยจ้า รับกันทีละคนไปเลย บางคนตายไปแล้วไม่ค่อยมีญาติอุทิศส่วนกุศลได้ รู้ได้เลยเพราะพอเราส่งบุญไปให้ รับกันรุนแรงจนแสงใต้ตาเปลี่ยนสีเลยก็มี 

นั่งสมาธิไม่ใช่เรื่องยาก แค่จิตนิ่งสักเสี้ยววินาที ก็มีบุญเหลือเฟือที่จะเผื่อแผ่ไปให้ดวงวิญญาณและสรรพสัตว์มากมายแล้วค่ะ นั่งกันวันละนิด มีเมตตาแผ่บุญกุศลไปให้ใครก็ได้ที่เรานึกออก พลังชีวิตเราจะแข็งแรง และเดินฝ่าอุปสรรคภายภาคหน้าได้อย่างสบายๆ 




 



SHARE
Writer
Sea_SpiriTuAL
Life Observer
Don't judge a book by its cover. The image he/she looks doesn't tell you the whole story of a person. Come to my world, you might see something different.

Comments