ทริปแรกกับเธอ ณ เวียดนาม
เที่ยวบินไปฮานอยออกเวลา 06.50 ที่ผมต้องเลือกจองไฟล์ทเช้าตรู่แบบนี้เพราะราคามันถูกกว่าไฟล์ทเย็นพอสมควร ยิ่งในสภาวะที่ทองซื้อยาก น้ำมันขึ้นราคาแบบนี้เซฟอะไรได้ก็เซฟเถอะเนอะ และอีกอย่างหนึ่งถ้าไปเทียวเช้าไปถึงจะได้เที่ยวต่อได้เลยทำให้มีเวลาซอกแซกมากขึ้น เพราะจุดประสงค์หลักไฟล์ทนี้เป็นการพาแฟนไปเที่ยวพักผ่อนหลังจากเรียนหนักมานาน ^^
   เวลาที่ผมกับแฟนไปถึงเพื่อเช็คอินและผ่านจุดตรวจสัมภาระ เจ้าหน้าที่ตรวจค้นร่างกายผมอย่างละเอียดยิบเมื่อพบว่ากระเป๋ามีวัตถุของเหลวเกินปริมาณซึ่งมันก็คือเครื่องสำอางค์แฟนผมทั้งนั้น ตรวจเช็คผมราวกับผมแอบไปขโมยเงินปลัดกระทรวงคมนาคมที่หายไป ก็เห็นๆกันอยู่ว่าในกระเป๋ามีแต่ขวดเครื่องสำอางที่ใกล้หมดและปริมาณไม่เกินที่ทางท่าอากาศยานกำหนดเลยก็ยังจะค้นอยู่นั่นแหละ หน้าตาใสซื่อน่ารักไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบแฟนผมจะไปมีของผิดกฏหมายอะไรให้ต้องตรวจค้นกันมากมาย
ผมได้แต่คิดในใจว่า พิธีรีตรองที่เชื่องช้าล้าสมัยแบบนี้ควรจะเปลี่ยนหรือยกเลิกได้แล้ว มันเสียเวลาทั้งผู้เดินทางและบุคลากรโดยไม่ใช่เรื่อง
   กว่าจะผ่านเจ้าหน้าที่หญิงผู้เคร่งครัดกับกฏการตรวจค้น ทำเอาผมกับแฟนเกือบจะตกเครื่อง ไหนจะระยะทางที่ต้องเดินไปขึ้นเครื่องสายการบินช่างเหมือนกับผมบวชพระแล้วออกเดินธุดงค์เสียจริงๆ 
พนักงานต้อนรับทำการสาธิตการใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าในแต่ละครั้งมีคนตั้งใจฟังเธอน้อยมาก ผมก็อยากจะทำแบบนั้นบ้างเหมือนกันเพราะอดหลับมาทั้งคืน แต่ติดตรงที่เรานั่งกันตรงสายตาของคุณแอร์พอดี แฟนผมเองก็สะกิดบอกผมให้ผมดูไปก่อน ทำให้ผมไม่อาจหลบหนีการสาธิตอย่างไม่ใยดีไปได้

' อ้วน ง่วงเหรอ ' ผมพูดกับแฟนผมที่หลับงัวเงียบนไหล่ผม
' หนาวงับ ' เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ้อนน่ารักน่าชังจนผมอยากจะฟัดเธอซะตรงนี้เลย หมั่นไส้ ผมหยิกแก้มเธอเบาๆให้เธอร้องงื้ออออ ออกมาเพื่อขย้ำหัวใจผมเล่น ไม่ทันไรเสียงประกาศที่ขัดจังหวะสวีทของผมก็ดังขึ้นอีก เสียงประกาศให้ผู้โดยสารปิดเครื่องมือสื่อสารอิเล็คทรอนิคส์พร้อมปรับเบาะที่นั่งให้ตรง 

เครื่องร่อนลงสู่รันเวย์อย่างปลอดภัย ผมและแฟนเดินออกจากตัวเครื่องเข้าสู่อาคารสนามบินและรีบขึ้นแท็กซี่เพื่อจะได้ไปหาที่พักเก็บกระเป๋าแล้วออกเที่ยวกับแฟนเลย พูดถึงการขับรถแท็กซี่ในทริปนี้แล้วมันทำให้ผมหายใจไม่ทั่วท้องเลย เมื่อถึงทางแยกทีไรใจผมไม่เคยอยู่กับเนื้อกับตัวสักครั้งจากการขับปาดหน้ากันของบรรดามอเตอร์ไซค์ นอกจากจะปวดหัวกับรถที่วิ่งกันอย่างไร้ระเบียบแล้ว ผมยังต้องมาปวดหูกับเสียงแตรที่ไร้เหตุผลของผู้คนที่บีบกันจนมันส์มือ มันช่างดูสนุกสนานซะเหลือเกิน

'ลงตรงนี้แหละครับ' ผมพูดกับแท็กซี่ตอนที่ถึงโรงแรมที่หมายปองในใจผมกับแฟนแล้ว
พนักงานต้อนรับหน้าโรงแรมวิ่งเข้ามาหาผมพร้อมทำท่าจะยกกระเป๋าผมกับแฟนไปช่วยถือ แนะนำห้องพักราคาแพงให้ ผมก็ตอบตกลงแล้วเดินตามเขาไปอย่างง่ายดายเหมือนเหยื่อที่ติดเบ็ดไม่มีผิด เพราะเห็นว่าเป็นห้องที่โอเคดี แฟนน่าจะชอบด้วย

ผมเก็บข้าวของและอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น สภาพห้องแม้จะไม่กว้างขวางแต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกดี ทั้ง LCD ทีวี ตู้เย็น และเครื่องทำน้ำอุ่น ที่สำคัญที่สุดคือห้องน้ำมีที่ฉีด ถ้าขืนไม่มีแฟนผมต้องบ่นผมหูชาและงอนจนไม่ได้ทำการบ้านด้วยแน่ๆ ผมหลับตาลงได้สักพัก สติค่อยๆเลือนหายไปจากความคิดคำนึงทีละน้อยๆจากการเหนื่อยล้าและความอ่อนเพลีย แต่ผมก็ต้องตื่นทันทีเมื่อแฟนผมมานอนทับบนหน้าอกผม

'อ้อนหรอ ไอ่อ้วน'
ไม่มีเสียงตอบรับจากเด็กดื้อของผม เธอเองก็เหนื่อยจนหลับไปเหมือนกันเพียงแต่เธอขี้อ้อนเป็นธรรมดาแบบนี้ทุกที ผมกอดแฟนไว้ในอ้อมอกและหลับไปพร้อมๆกัน 
ม่านหน้าต่างถูกแง้มออก บรรยากาศภายนอกดูขมุกขมัวสลัวทำให้ผมตัดสินใจซุกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มกอดแฟนที่ยังหลับอยู่เหมือนเดิม 
เสียงครืดคราดจากขาเก้าอี้ที่ครูดกับพื้นด้วยฝีมือแฟนผมทำให้ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ตอนแปดโมงกว่าๆ

รถมารับผมเป็นรถบัสขนาดเท่ากับมินิบัสบ้านเรา เพียงแต่ติดแอร์และสภาพภายในดีกว่ากันมาก ถึงแม้จะติดแอร์แต่มันก็ไม่ได้มีประโยชน์มากท่ามกลางสภาพอากาศที่คุยกันแล้วไอออกปากแบบนี้ ผมที่มีแฟนเป็นสาวน้อยร่างเล็กที่แสนจะขี้หนาวก็ได้โอกาสจะกอดให้ความอบอุ่นเธอทุกเมื่อ ช่างดป็นการฉวยโอกาสที่โรแมนติกดีสุดๆ ทันใดนั้นชายหนุ่มหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสท่าทางกระฉับกระเฉงกำลังยืนแนะนำตัวเองอยู่ด้านหน้ารถ

" สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่าน ผมชื่อ เหม็น ทำหน้าที่เป็นไกด์ในวันนี้ครับ"
ผมพยายามตั้งใจฟังใหม่อีกครั้งให้แน่ใจ แต่ก็ไม่มีพลาด ชื่อของเขาอ่่านออกเสียงว่า เหม็น จริงๆนั่นแหละครับ  ไกด์ที่ชื่อไม่น่าเข้าใกล้ของเราชวนลูกทริปคนอื่นๆคุยไปเรื่อยเพื่อทำความคุ้นเคย หูฟังยังคงเสียบที่หูผมกับแฟนแม้ว่าแบตมันจะหมดเพราะกลัวถูกไกด์ถาม อีกอย่างคือแฟนผมบอกว่าไม่อยากปล่อยไก่คุยกับใคร

หลังจากนั้นไม่นานไกด์เหม็นก็เข้ามากระซิบข้างหูผมว่า

" เอ่อ คุณxใช่มั้ยครับ?"
ไกด์เหม็นอธิบายว่าพอถึงท่าเรือ ผมก็จะต้องไปรวมกลุ่มกับคนอื่นที่มาเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับเหมือนเรา

รถพาเรามาจอดแวะที่ร้ายขายของที่ระลึกแห่งหนึ่งคล้ายๆกับร้านเจ๊เล้งดอนเมือง ผมแวะเข้า 'HappyRoom'​ หรือห้องน้ำนั่นเอง ไกด์ชาวเวียดนามเขาเรียกกันแบบนี้

ห้องน้ำที่นี่สะอาดและสวยใช้ได้ และมันคงหาได้้น้อยในเวียดนามถ้าหากไม่ใช่ร้านอาหารหรูๆหรือตามโรงแรมที่พัก

เรือเคลื่อนออกจากฝั่งท่ามกลางสายหมอกที่หนาทึบ นับตั้งแต่มาถึงเวียดนามครบ 24 ชั่วโมงแล้วผมยังไม่ได้สัมผัสกับแสงแรกของตะวันเลยแม้แต่นิดเดียว อากาศที่หนาวเหน็บทำให้ผม และนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ยืนเก๊กบนดาดฟ้าเรือในตอนแรกย้ายลงมานั่งล่างกันหมด คิดดูว่าหนาวไม่หนาว ขนาดฝรั่งที่มาจากเมืองหนาวยังไม่มีใครกล้าขึ้นไปชมวิวข้างบนกันสักคน

เงาตะคุ่มๆผ่าสายหมอกเข้ามายังหน้าต่างเรือทร่ผมและแฟนนั่งอยู่ กว่าที่ผมจะมองเห็นว่าเป็นแม่ค้าก็เมื่อเธอพายเข้ามาใกล้จนหน้าแทบจะชนกระจก เธอชู แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม ที่อยู่ในเรือให้ผมดูจนผมอยากรู้ว่าเธอนั้นผ่านการรับน้องมาจากมหาวิทยาลัยไหนในเมืองไทย
'เจ้าว่าน หิวมั้ย?' ​ผมหันไปถามแฟนพร้อมกับโอบเธอให้แนบชิดกายผม
'ยังไม่หิวเลยงับ'

ผมยิ้มและโบกมือเป็นภาษากายบอกให้เธอรู้ว่าไม่เอาราวกับประธานาธิบดีโอบาม่ากำลังโบกมือทักทายประชาชน แต่เธอก็ยังไม่ยอมลด ละ เลิกความพยายามในการขายสินค้าแถมยังเอาหน้ามาปะทะกับกระจกหน้าต่างเพื่อขอความเห็นใจ แต่เมื่อเธอเห็นว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่ใจอ่อนเธอจึงยอมอ่อนใจ และจำใจพายเรือจากไปพร้อมทั้งด่าผมเป็นภาษาเวียดนาม ซึ่งพอจะจับใจความได้หลังจากใช้เวลาศึกษามาได้กว่า 1 วันว่า... 

'ไอรูปหล่อเอ้ย หน้าตาดีแล้วยังรู้จักใช้สอยประหยัดอีกแนะ อนาคตเอ็งได้เป็นเศรษฐีพันล้าน
แน่ๆถ้ายังรู้จักใช้เงินแบบนี้น่ะ ขอให้เที่ยวให้สนุกนะจ๊ะ' ​เขาว่าอย่างนั้น พูดจบก็ชูนิ้วกลางโบกมือบ้ายบายผมด้วยอารมณ์เบิกบาน

ไกด์เหม็นพาเรามาแวะที่กระชังเลี้ยงปลากลางทะเลแห่งหนึ่งซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะแวะทำพระแสงของ้าวมันทำไม ระหว่างรออาหารเที่ยงมาเสิร์ฟ เนื่องจากต้องรอให้อาหารพิเศษที่ชาวเกาหลีซื้อมาจากกระชังนั้นปรุงเสร็จเสียก่อนเราถึงจะได้กินมื้อเที่ยงกัน
อาหารค่อนข้างใช้ได้ นอกจากปลาทอดราดพริกแล้วยังมีปอเปี๊ยะทอด ผัดผักใส่น้ำมันไข่เจียวและแกงจืดใส่หน่อไม้ แค่เสียบรรยากาศตรงที่ผมต้องนั่งร่วมกับคนแปลกหน้าอีกห้าคนนี่แหละจึงทำให้กระหน่ำได้ไม่เต็มที่และไม่ได้ป้อนแฟนที่น่ารักของผม
แพ็คเกจทัวร์ของเวียดนามทุกโปรแกรมนั้นมีให้เฉพาะแต่อาหารเท่านั้น หากคุณจะดื่มน้ำเปล่า เหล้าเบียร์ คุณต้องซื้อกินสถานเดียว ผมว่ามันไม่ค่อยจะแฟร์นักตรงนี้ ดูแล้วเหมือนซื้อทัวร์ดำน้ำที่ให้เพียงเสื้อชูชีพโดยไม่แจกสน็อคเกิ้ล

หลังจากอิ่มหนำแต่ไม่สำราญที่ถูกขัดจังหวะสวีทหวานด้วยสภาพแวดล้อมล้อมรอบแล้ว เรือก็วิ่งผ่านภูเขาและเกาะรูปร่างต่างๆตามที่ไกด์บอก เช่น ไก่จูบกัน มังกร หมี ฯลฯ แต่ผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากเพราะเคยไปเขาสกและกระบี่มาแล้วนั่นเอง ต่างจากฝรั่งที่ชี้ไม้ชี้มือกันจ้าละหวั่น


จุดสุดท้ายของทริปนี้คือแวะเที่ยวถ้ำ  “ต่าวโก่” หรือว่าถ้ำสวรรค์ ซึ่งเป็นถ้ำที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในอ่าวอาลอง ภายในถ้ำประดับไฟนีออนหลากสีจนผมคิดว่าหลงเข้ามาในงานบวชนาคของคนเวียตนาม ภายในถ้ำกว้างใหญ่และมีหลายคูหา ไกด์ชี้ให้พวกเราดูหินที่มีรูปร่างต่างๆกัน

หินบางก้อนดูเหมือนหัวช้าง บางก้อนเหมือนหมาจิ้งจอก บางก้อนก็เหมือนเต่าทะเล แต่
สิ่งที่ผมคิดเอาไว้ก่อนล่วงหน้าไม่มีผิดคือ ต้องมีบางก้อนที่ดูเหมือนอวัยวะเพศ นี่ไม่ได้หมกมุ่นเกินเหตุจริงๆ  เพราะแหล่งท่องเที่ยวเกือบทุกแห่งส่วนใหญ่จะมี อย่างเกาหลีก็ยังถึงกับเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์หรืออะไรสักอย่างเรียกไม่ถูก ถ้าบ้านเราก็หินตาหินยายเป็นต้น เมื่อเดินมาถึงหินก้อนนี้ผมแอบเห็นแฟนสาวร่างเล็กของผมหน้าแดงขึ้นหน่อยๆ ^

'เขินอะไรครับ'​ ผมสะกิดและกระซิบที่ข้างหูเธอเบาๆ เธอไม่ตอบแต่แอบยิ้มและเดินหันหลังหนีผมไปแก้เขิน

ออกจากถ้ำเราทุกคนตั้งหน้าตั้งตาเดินกลับเรือกันลูกเดียว เพราะยิ่งใกล้ค่ำอากาศยิ่งหนาวมากขึ้ นเรื่อยๆ
ระหว่างขากลับมาที่ท่าเรือ ไกด์เหม็นเล่าถึงประวัติอ่าวฮาลองให้พวกเราฟังว่า “ฮาลอง”(แต่คนเวียตนามจะออกเสียงว่า “ฮลอง”) แปลว่า มังกรร่อนลง มาจากตำนานที่ว่า มังกรบนสวรรค์
ได้รับบัญชาจากจักรพรรดิ์หยกให้ไปสกัดกั้นข้าศึกกลางทะเล นางจึงพ่นเอาหยกออกมาเป็นชิ้นๆ เมื่อหยกตกสู่ทะเลก็กลายเป็นเกาะน้อยใหญ่ หินผาและถ้ำต่างๆ จึงสามารถจมเรือข้าศึกลงได้แต่จำนวนเกาะจริงๆนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ เพราะว่าคนเวียตนามสมัยก่อนไม่เก่งเลข ถึงตรงนี้ ผมเห็นแกนั่งหัวเราะมุขแกคนเดียว


ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวขุ่นเป็นเทาดำขึ้นเรื่อยๆ อากาศที่หนาวมากขึ้นนั้นทำให้ผมหันไปกอดแฟนที่ยืนสั่นเป็นลูกหมาตกน้ำ อาการที่น่าเอ็นดูของเธอทำให้ผมอยากจะกอดเธอนานๆเพื่อคลายหนาวให้เธอและตัวเองไปด้วย


เพราะการกอดกับคนที่ใช่นั้น มันอบอุ่นหัวใจและร่างกายไปพร้อมๆกัน 💕
เรือมาถึงฝั่งเกือบหกโมงเย็น รถมารับเราช้าจนเราแทบจะเตะขี้หมาเล่นเป็นการฆ่าเวลาที่ท่าเรือนี่ขี้หมาเยอะมากจริงๆ และก็ไม่เห็นมีพนักงานหรือเทศบาลมาเก็บกวาดกันเลย เมื่อรถวิ่งออกไปได้ประมาณ 5 นาที ผมก็หลับเป็นตาย มารู้ตัวก็เมื่อรถแวะให้เข้าห้องน้ำที่ร้านค้าอีกร้านหนึ่ง ท้องเริ่มส่งเสียงร้องเป็นการบอกให้เจ้าของหาอะไรให้มันกินแก้หิว แต่เมื่อผมเดินจนทั่วร้านแล้วก็ไม่มีอะไรที่พอจะซื้อกินรองท้องได้เลย นอกจากมันฝรั่งและของขบเคี้ยวอื่นๆซึ่งผมไม่ชอบกินของพวกนี้อยู่แล้ว
ผมหงุดหงิดตรงที่ครั้งนี้รถมารับเราช้ามาก คงอยากจะให้เราซื้อของในร้านให้นานที่สุด แต่ผมกลัวว่าจะไม่ทันรถไฟไปซาปาเที่ยวสี่ทุ่มจึงเดินไปบอกไกด์ให้รับรู้ ไกด์พยักหน้าและรีบโทรตาม
รถให้มารับ
ท้องฟ้าตอนนี้ เป็นสีดำสนิทเรียบร้อยแล้ว ผมนั่งคิดอยู่คนเดียวท่ามกลางนักท่องเที่ยวคนอื่นที่หลับกันหมดว่า ท้องฟ้าในเวลาเช้า กลางวัน หรือตอนเย็นในแต่ละประเทศหรือแต่ละท้องถิ่นอาจมีสีฟ้าบ้าง ขาวบ้าง หรือว่าสีแดงบ้าง แต่กับท้องฟ้ายามราตรีนั้นมันเป็นสีเดียวกันทั้งโลกคือ สีดำเสมอไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ผมอยากให้ทุกประเทศในโลกนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนกับสีดำของท้องฟ้าในเวลากลางคืน ไม่มีแบ่งสีผิว เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และการเมือง เหมือนกับคนต่างชาติต่างภาษาที่มารวมกันอยู่บนรถคันนี้กินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน และที่สำคัญ “ลงเรือลำเดียวกัน” และหากว่ามันเป็นอย่างงั้นได้จริง ผมมั่นใจว่า
“คำว่า สงคราม คงจะไม่มีอย่างแน่นอน”

SHARE
Written in this book
The Memory Trip
เรื่องราวการเดินทางของเรา ณ ต่างประเทศครั้งแรกที่ร่างไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
Writer
Zoulreaper
Just someone passed by.
Remember well, I do not tolerate failure.

Comments