31 days volunterring
หลังจากส่งวิทยานิพนธ์ขั้นสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย เราติดต่อเพื่อนคนนึงที่เป็นอาสาสมัครอยู่ที่อำเภอสังขละบุรี ว่าอยากจะไปเป็นอาสาสมัครด้วย นางก็บอกให้ไปเขียนใบสมัคร เเล้วส่งมาทางอีเมลล์...

... I think I have been given from the others a lot, now it is about time to pay back. And I see Baan Unrak as a wonderful place where children can get a chance to live a better life. I think every child has the rights to be loved and cared and education is so important for them...

นี่คือส่วนหนึ่งของ eassay ที่เราเขียนไป ต้องขอบคุณพี่น้ำปั่นที่ช่วยดูแกรมม่าให้ ผิดบ้างถูกบ้างก็ไม่เป็นไร เราก็แค่ตั้งใจที่จะไปทำอะไรดีๆ ให้กับสังคมบ้างก็เท่านั้น 

เราคิดว่า การเป็นอาสาสมัครเป็นทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถตอบแทนสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม และเราก็ได้ใช้โอกาสตรงนี้ในการเข้าไปช่วยงานมูลนิธิบ้านอุ่นรัก ในอำเภอสังขละบุรี เป็นเวลาหนึ่งเดือน

มูลนิธิบ้านอุ่นรัก เป็นองค์กรเล็กๆ ที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไรใดๆ แต่มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง อันเนื่องมาจากปัญหาครอบครัวแตกแยกและปัญหาความยากจน โดยได้จัดหาบ้านและให้การศึกษากับเด็กๆ เหล่านั้น รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือแก่แม่เลี้ยงเดี่ยวอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

บ้านอุ่นรัก ยึดถือปรัชญานีโอฮิวแมนนิส (Neo-humanist) เป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยเชื่อว่าเราควรต้องมีความรักและความใส่ใจต่อทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ ดังนั้นทุกคนที่บ้านจึงทานอาหารเจ และนั่งสมาธิทุกวัน ที่บ้านมี didi (คล้ายนักบวช ใส่ชุดสีส้ม โดยผู้หญิงจะเรียกว่า didi ส่วนผู้ชายเรียกว่า dada) เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่ของทุกคนในบ้าน ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนชาติมอญ กะเหรี่ยง และพม่า (อ้อ! didi ของเราเป็นชาวอิตาเลี่ยนนะ)

เราเข้าไปอยู่ที่บ้านอุ่นรักในฐานะอาสาสมัครคนไทยโดยไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะมีทั้งที่พักและอาหารให้ เราพักอยู่ที่บ้านพักของอาสาสมัครซึ่งจะแชร์กันอยู่ ในช่วงที่เราไปมีอาสาสมัครชาวอเมริกาคนนึงอาศัยอยู่ก่อนแล้ว เเต่นางอยู่หกเดือนจึงได้นอนห้องเดี๋ยวไป เราจึงได้นอนห้องโถง ที่มีหลายๆ เตียง อารมณ์หอนอนรวม มีมุ้ง มีพัดลมให้ด้วย เวลานอนกลางคืนเย็นสบายมาก ลมธรรมชาติพัดผ่านตลอด มีเหล่าแมลงเป็นเพื่อน ส่วนห้องน้ำมีอยู่ห้องเดียวให้ใช้ร่วมกัน ซึ่งรวมๆ เราก็อยู่ได้นะ 

สำหรับอาหารเป็นอาหารเจ โดยผักต่างๆ ที่นำมาปรุงเป็นผักที่มาจากสวนของบ้านอุ่นรัก ส่วนใหญ่เป็นพืชท้องถิ่น เช่น กระเจี๊ยบ เป็นต้น ดังนั้นเราจึงได้ทานอาหารมีส่วนผสมของใบกระเจี๊ยบอยู่เสมอ เช่น น้ำพริกกระเจี๊ยบ ต้มจืดกระเจี๊ยบ แค่คิดถึงก็เปรี้ยวล่ะ 55555 ก่อนไปเราก็กังวลนะที่จะต้องทานอาหารเจ แต่ทานไปทานมาก็ชินนะ อร่อยใช้ได้เลย (แต่ก็มีแอบออกไปกินเนื้อข้างนอกบ้างบางครั้ง อย่าบอก didi นะ 555) อ้อ! ทุกคนจะต้องเอาจานและช้อนส้อมไปเอง และรับผิดชอบตนเองทุกอย่าง

ส่วนการเดินทางในระหว่างที่อยู่ที่บ้านอุ่นรักนั้น เราโชคดีที่เฮ้าส์เมทของเรามีรถมอเตอร์ไซค์ แล้วนางก็ขับไม่เก่งจ้า นางซื้อมือสองมา เเต่ขับอยู่ครั้งเดียว เพราะขับแล้วล้ม นางจึงไม่เตะอีกเลย ดังนั้นเราจึงได้ครอบครองมอเตอร์ไซค์คันนั้นของนางแต่เพียงผู้เดียว 555 ถ้านางจะไปไหนเราก็จะพาไปเอง ส่วนเราจะไปไหนก็ได้ แค่เติมน้ำมัน แล้วก็บึดๆ ไป

ทีมงานที่บ้านอุ่นรักน่ารักกันทุกคน มีความเป็นกันเองสุดๆ ซึ่งเราไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ส่วนเด็กๆ ในบ้านก็น่ารักตามประสาเด็กๆ เราอยู่กันเป็นเหมือนครอบครัว บรรยากาศที่นั่นจึงอบอุ่นดี (ว่าแล้วก็คิดถึงทุกคน)

เราไปอยู่ที่บ้านอุ่นรักในช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอม เลยไม่มีงานสอนหนังสือหรือสอนการบ้าน จะมีก็แต่งานช่วยฝึกเด็กๆ อ่านหนังสือภาษาไทย หรือช่วยทีมงานฝึกอ่านภาษาอังกฤษบ้างก็เท่านั้น ส่วนใหญ่ก็แค่พาเด็กๆ ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำซองกาเรียในตอนกลางวัน อาจจะไปเล่นบอลที่สนามกีฬาในตอนเย็นบ้าง 

สำหรับงานหลักที่เราได้รับมอบหมาย คือการทำรายงานประจำปีของมูลนิธิบ้านอุ่นรักในเวอร์ชั่นภาษาไทย เพราะคนที่นั่นไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก เฮ้าส์เมทเราทำเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษมาให้ เราก็แปลเป็นภาษาไทยก็เท่านั้น (ผิดบ้างถูกบ้างก็คงจะตามนั้น 5555) ซึ่งรายงานนี้จะใช้รายงานกิจกรรมต่างๆ ของทางมูลนิธิต่อรัฐบาลไทยหรือหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ให้การช่วยเหลือทางมูลนิธิบ้านอุ่นรัก นอกจากนั้น เราก็มีงานช่วยทำโบชัวร์ของร้านเบเกอรี่ แล้วก็ช่วยเพ้นท์ตู้กระจกสำหรับกิจกรรมบำบัดของเด็กน้อยคนหนึ่ง อ้อ! มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราได้สอนชีววิทยาให้กับน้องคนหนึ่งที่นั่นด้วย 

สำหรับหนึ่งเดือนที่บ้านอุ่นรักนั้น ดูเผลินๆ เหมือนเราไม่ค่อยได้ทำอะไรเลยก็จริง ซึ่งเราเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า การเป็นอาสาสมัครที่บ้านอุ่นรักของเราจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กๆ ที่นั่นบ้า
รึเปล่า แต่สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือ เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากที่นั่น ซึ่งมันช่วยเติมเต็มส่วนของประสบการณ์ชีวิตของเรา เช่น...

1. ความเห็นอกเห็นใจคนอื่น จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
... วันแรกที่ไปถึง เรานั่งเล่นกับเด็กๆ เเล้วก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อยจนถึงเรื่องแฟน เด็ก ป. 4 คนนึงในนั้นบอกกับเราว่า "หนูไม่อยากมีแฟนหรอก" เราเลยถามกลับว่าทำไมล่ะ ซึ่งคำตอบมันทำให้เรารู้สึกเศร้าจับใจ และรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดในน้ำเสียงของเด็กน้อย "หนูไม่อยากเป็นเหมือนพ่อกับแม่" 

2. ไม่ต้องคิดถึงเหตุผลของการให้ แค่รู้สึกว่าอยากให้ เท่านี้ก็พอ
... เราถามทีมงานบางคนว่า didi กลับอิตาลีบ้างมั้ย แกไม่มีครอบครัวเหรอ แล้วคำตอบก็ทำให้เราเข้าใจว่า didi เป็นห่วงเด็กๆ ที่บ้านอุ่นรัก สี่ปีกลับอิตาลีหนึ่งครั้ง แต่หลายปีที่อุทิศชีวิตให้กับเด็กๆ...

3. เหตุผลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน 
อิทธิพลของศรัทธาและความเชื่อ ทำให้เหตุผลของคนเราต่างกัน อย่างการกินเจก็เหมือนกัน หลายคนกินเจเพราะเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ บ้างเชื่อว่าช่วยลดภาวะโลกร้อน และที่นี่กินเจ เพราะความรักและเมตตาต่อทุกชีวิต เราไม่ได้กินเจ แต่ก็เข้าใจเหตุผลต่างๆ เหล่านั้น

4. ชีวิตของทุกคนดีขึ้นได้ในทุกๆ วัน
หลายคนอาจพบเจอกับปัญหาต่างๆ จนเกิดความท้อแท้ในชีวิต เเต่การมีความหวังและมองโลกในแง่ดี พร้อมๆ กับการพยายามเพิ่มพูนความรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เด็กๆ หลายคนที่นี่ได้ดีและมีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ก็ด้วยความพยายามของตนเองและความช่วยเหลือของผู้อื่น 

นอกเหนือจากนี้ ยังคงมีอีกหลายอย่างที่เราได้เรียนรู้จากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย มิตรภาพของความเป็นเพื่อนมนุษย์ และความหมายของชีวิต ซึ่งมันคุ้มค่าสำหรับสามสิบเอ็ดวันที่เราได้ไปใช้ชีวิตในมูลนิธิบ้านอุ่นรัก 

สุดท้าย ขอขอบคุณครอบครัวที่เข้าใจและอนุญาตให้ไป (จริงๆ คือดื้อไป 555) ขอบคุณเพื่อนๆ ที่คอยห่วงใยและถามไถ่ความเป็นอยู่ ขอบคุณมิตรภาพดีๆ จากทุกๆ คนในบ้านอุ่นรัก แล้วถ้ามีโอกาส เราจะกลับไปใหม่นะ 

ปล. ถ้าใครอยากไปเยี่ยมมูลนิธิบ้านอุ่นรัก หรืออยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือทางมูลนิธิ ติดต่อเราได้ พร้อมให้ข้อมูลนะคะ มาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมดีขึ้นกันเถอะ จะมากจะน้อยก็ไม่ว่ากัน :)
SHARE
Writer
nnim
dreamer
ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง อิอิ

Comments