เราไม่ได้สนิทกันอีกแล้ว
คนเราเลิกสนิทกันเพราะอะไร?

เป็นคำถาม...ที่ฉันเองก็ตอบไม่ได้

ยอมรับว่าเป็นคนที่ชอบสะสมคนในชีวิต ส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนๆ 

พอเราเจอคนที่ดี คนที่ใช่ คนที่อยู่ในชีวิตด้วยแล้วมีความสุข เราก็อยากจะมีเขาต่อไปเรื่อยๆ อยากคบหาต่อไปเรื่อยๆ 

เกิดมาจนอายุ 20 กลางๆ ก็แทบไม่มีคนที่ไม่ชอบขี้หน้า หรือมีศัตรูเลย แต่มีอยู่คนหนึ่ง ที่ไม่ว่ายังไง เราก็จะไม่มีวันทักเขาเด็ดขาด ทั้งในโลกโซเชียล หรือโลกแห่งความเป็นจริงก็ตาม

คนๆ นั้นเคยเป็นเพื่อนสนิทฉัน
และ เคยเป็นคนที่ฉันแอบรัก

เราไม่ได้คุยกันอีกตั้งแต่วันเกิดของฉัน นับๆ ดู มันผ่านมาราวๆ ห้าเดือนได้แล้ว เรามีเจอกันบ้างตอนที่นัดรียูเนี่ยนกลุ่มเพื่อนมอปลาย แต่อย่าพูดถึงการพูดคุยเลย หน้าของเค้าฉันยังไม่กล้ามองเลยด้วยซ้ำ

เพื่อนคนอื่นในรุ่นคงงงว่าทำไมจู่ๆ เราก็เลิกสนิทกัน ทั้งที่เราอยู่กลุ่มเดียวกันไปไหนมาไหนด้วยกันเกือบจะตลอด ซึ่งฉันไม่เคยได้อธิบาย ‘เหตุการณ์’ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นระหว่างฉันกับเขาคนนั้นกับใครเลย 

มีเพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นมา ฉันพูดแค่ว่า เพราะไม่อยากกลับไปดูใน ‘ลูป’ เดิมอีก เนื่องจากสิ่งที่เขาทำมันเกินกว่าที่ฉันจะ ‘รับได้’ ในฐานะเพื่อนคนนึง การเฟดตัวออกมาน่าจะดีที่สุด 
 
ความจริงกลุ่มเราไม่ได้รักใครสนิทกลมเกลียวกันขนาดนั้น เพียงแต่ว่ามันเหมือนปิงรักพวกเราแต่ละคน เลยจับพวกเรามารวมกัน เราไปเที่ยวด้วยกัน ไปดื่มด้วยกัน นัดเจอกันทุกๆ ครั้งที่เราอยากเจอ จนวันนึงเราก็ทึกทักเอาเองว่านี่คือกลุ่มของเรา

เคยได้ยินว่าความสัมพันธ์มันซับซ้อน แต่ไม่คิดว่าความสัมพันธ์ ระหว่างเพื่อน มันจะซับซ้อนขนาดนี้ ที่ว่าซับซ้อนนั่นก็เพราะ มีสองคนในกลุ่ม ชอบเพื่อนคนเดียวกัน ซึ่งปิงและเอ้กก็เหมือนจะเห็นเคมีบางอย่างที่มันเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่มีใครเลือกที่จะพูดหรือทำอะไร ปล่อยให้มันซับซ้อน สับสนต่อไปในขณะที่เราคบกัน

ฉันเคยให้ความสำคัญกับเพื่อนกลุ่มนี้มากที่สุด ถ้ากลุ่มนี้นัดไปไหน ฉันก็จะปฏิเสธคำเชิญของกลุ่มอื่น แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าฉันรักกลุ่มนี้ หรืออยากไปไหนมาไหนกับกลุ่มนี้ แต่มันเป็นเพราะฉัน ‘ชอบเขา’ ฉันอยากไปไหนมาไหนกับเขา ฉันอยากนั่งอยู่บนรถที่เขาขับ อยากฟังเพลงที่เค้าฟัง อยากนั่งใกล้ๆ เขาตอนดื่ม หรือมากไปกว่านั้นก็อยากอยู่ใกล้ๆ เขาตอนนอน

แต่เรื่องราวมันพลิกผันแบบที่ฉันคิดว่ามันคือ ช่วงพีคที่สุดในชีวิต ถ้าให้เปรียบคงเหมือนรถไฟเหาะ ขึ้นสุดทะยานไปเกือบทะลุเมฆบนท้องฟ้า และดิ่งลงสุดเกือบทะลุลงใต้พื้นดิน มันสวิงจนฉันเกือบรับมือไม่ทัน

จุดเปลี่ยนคือตอนที่เค้ามีปัญหากับแฟน (ที่คบกันมาหลายปี) ฉันก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดี เป็นที่ปรึกษาที่ดีของเค้า ฉันอยู่กับเขาตั้งแต่ช่วงเวลา ก่อนเลิกกัน ตอนเลิกกัน หลังเลิกกัน 

ระหว่างที่เค้าจบกับคนนั้น ฉันเป็นคนที่อยู่เคียงข้างเขาคอยช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่จนความสัมพันธ์ของเรามันค่อยๆ พัฒนา คล้ายกับว่าเค้าเหมือนอยากมาเริ่มต้นใหม่

แต่ฉันรู้ดีว่า ถ้าฉันลงเอยกับเขา ในตอนนี้ฉันคงเป็นได้แค่เครื่องปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่คอยซัพพอร์ตแผลของเขาไม่ให้ระบม แต่ไม่ใช่ยาขนานดีที่จะทำให้เขาหายสนิท

เค้าในตอนนั้นก็แค่เป็นคนเจ็บ เหงา ต้องการคนดูแล ...เผอิญว่าฉันอยู่ตรงนั้นพอดี

สิ่งที่มันเกิดขึ้นระหว่างเรา ทำฉันคิดไม่ตกอยู่นาน ไหนจะเรื่องกลุ่มเพื่อนของเราที่ทุกอย่างยังคลุมเครือ เพื่อนอีกคนที่ชอบเขาจะรับได้ไหมกับเรื่องนี้ แล้วเพื่อนที่เหลือล่ะ เค้าจะคิดยังไง คิดว่าเราสองคนหักหลังเขาหรือเปล่า สมการตอนนี้มันดูผิดแผก แก้โจทย์ปัญหาไม่แตก ทุกอย่างดูผิดที่ผิดทางไปหมด

ในขณะเดียวกัน มันก็กลับมีความสุขทุกครั้งที่ได้ไปไหนมาไหนกับเขา มีความสุขกับสิ่งที่เราฝัน เป็นฝันที่เราเฝ้ารอมานาน ใช่ มันช่างเหมือนฝัน แบบที่อยากให้มีแค่เราสองคนในฝันเท่านั้น

แต่ความจริงมันก็ปลุกเราจากความฝัน ความจริงที่ว่าเรามีอีกหลายคนที่จะต้องแคร์ ฉันทนเห็นแก่ตัว ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้แล้วหันหลังให้กับทุกคนไม่ได้ 

ฉันปล่อยเรื่องทุกอย่างเป็นเรื่องของเราสองคน ทุกอย่างเก็บเป็นปริศนา เก็บเป็นความลับ ฉันคอยสมานแผลให้เขา เขาคอยดูแลช่วยเหลือฉัน เราไปซื้อของด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน เค้าต้องการฉันเมื่อไหร่ฉันกับไปอยู่เคียงข้างเขา ฉันพยายาม hold ทุกอย่างไม่ให้เกินกว่าคำว่าเพื่อน เหมือนกับจะลงเอยด้วยดี ฉันเพียงแค่ขอเวลา ที่เราจะก้าวข้ามไปอีกขั้นนึง

ฉันไม่อยากให้ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างวู่วาม ฉันอยากให้มันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ค่อยๆ บอกกลุ่มของเราว่าตอนนี้สถานะของสมาชิกกำลังจะเปลี่ยน ปรับความเข้าใจเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งที่คิดกับเขาเกินเพื่อน ได้รับรู้ว่าไม่มีใครหักหลังเขา เพียงแต่เราต่างก็ทำตามใจตัวเอง

แต่ก่อนที่เราจะได้ก้าวข้าม ช่วงเวลาขาลงของรถไฟเหาะก็มาถึง ฉันรับรู้ว่าเค้าไม่มีฉันคอยเป็นที่สมานแผลเพียงคนเดียว ในขณะที่เขาไปกับฉัน เค้าก็เรียนรู้ศึกษากับอีกคนหนึ่งด้วย

เค้ารอไม่ไหวกับสิ่งที่มันค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ฉันคิดว่าเค้าคงอยากได้หมอเฉพาะทางที่มารักษาเขาอย่างตรงจุดจริงๆ ฉันมันก็แค่คนสมานแผลเบื้องต้น แต่ทำยังไงได้ ฉันเองก็รักษาเขาอย่างเต็มที่  และในตอนนั้นก็เหมือนคนโดนเชื้อไวรัสความรักเข้ากระแสเลือดไปซะแล้ว

ในวันที่เขาเปิดตัวคนรักใหม่ มันคือหลังจากวันที่เรามีจูบแรกกันได้ 20 วัน วันนั้นเค้ามาส่งที่บ้าน หลังจากที่เรากลับจากไปดื่ม เรานั่งกินบรรยากาศ บนดาดฟ้าของร้าน พูดคุยเหมือนคู่รักที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ

เค้าบอกว่าขอเข้าไปในบ้านเพราะเขารู้สึกปวดฉี่มาก หลังจากเค้าทำธุระเรียบร้อย เค้ายืนอยู่ข้างหน้าห้องน้ำ มีเพียงไฟดวงเดียวจากหน้าห้องน้ำ ส่องออกมา ท่ามกลางความมืดในบ้าน เขากางแขน เป็นสัญญาณว่าอยากให้ฉันเข้าไปอยู่ในนั้น ฉันโอบกอดเขาด้วยความอบอุ่นจากหัวใจ ซบที่ไหล่ซ้ายของเขา ยังจำได้ว่ามันเป็นกอดแห่งการขอบคุณ เป็นกอดของมิตรภาพ เป็นกอดของความผูกพัน เราใกล้กันมากที่สุดในแบบที่เพื่อนจะใกล้ชิดกันได้ 

แต่แล้วเขาเลื่อนลมหายใจรดอยู่ที่ต้นคอฉัน ค่อยๆ เงยขึ้นมาตรงริมฝีปาก เส้นบางๆ ระหว่างคำว่าเพื่อนของเรากำลังจะขาดลงอีกแค่ไม่กี่มิลฯ ฉันยื้อมาได้เท่านี้จริงๆ ฉันอยากขอโทษเพื่อนในกลุ่ม เพื่อนที่ชอบเขา เพื่อนที่เป็นแฟนเก่าของเขา ฉันฝืนใจตัวเองมาได้เท่านี้ 

ตอนนี้ริมฝีปากเขาประกบแนบที่ริมฝีปากฉัน จากนั้นเราก็ค่อยๆ แลกสัมผัสซึ่งกันและกัน กลิ่นลมหายใจของเราสองคนเป็นกลิ่นเดียวกัน จากแอลกอฮอล์ขวดเดียวกัน เสียงที่อยู่ในหัวตอนนี้คือเสียงจากลิ้น และกระพุ้งแก้ม เสียงเหมือนเราอมจูปาจุ๊บตอนเด็กๆ มันวาบวาม เบาหวิว ฉันในตอนนั้นชัทดาวน์ตัวเองจากทุกสิ่ง ไม่รู้ว่าตอนนี้ใครจะทำอะไรอยู่ เพื่อนคนอื่นจะรู้เรื่องนี้ไหม ไม่สนใจหากใครจะลงมาเจอเรา 

มันเกิดขึ้นได้สักพัก แล้วฉันถอนริมฝีปากออกมา และขบปากล่างเขาเบาๆ เป็นสัญญาณว่าควรหยุดก่อน ฉันส่งเขากลับที่หน้าบ้าน มันดึกมาก แล้วดีที่ไม่มีใครตื่นมาเจอฉันหน้าแดงก่ำตอนนี้

ส่วนหนึ่งมันคือฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรือเปล่า ฉันไม่เคยมีโอกาสได้ถามเขา แต่ครั้งนี้ฉันมี ‘ส่วนร่วม’ กับมัน ไม่เหมือนครั้งที่เขาแอบจูบฉันตอนค้างที่บ้านปิง และไม่เหมือนครั้งก่อนหน้าที่เขามาส่งแล้วขอหอมฉันที่ริมฝีปาก แต่ฉันไม่จูบตอบเขา ไป ...ใช่ ครั้งนี้ฉันมีส่วนร่วมด้วย ฉันก้าวขาที่สองลงไปในลูปที่ว่าแล้ว...

ไม่มีใครสมควรได้รู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่คนรักของเขาไม่ใช่ฉัน ฉันตัดสินใจตัดเขาออกไปจากชีวิตทุกอย่าง เหมือนกับว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน น่าเสียดายที่แม้แต่คำว่า เพื่อน ฉันก็ยังให้เขาไม่ได้ นั่นเป็นเพราะฉันกลัวว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่ ‘ลูป’ นั้นอีก ลูปที่ปรึกษา ลูปเพื่อนที่แสนดี ลูปตัวสำรอง ลูปตัวละครลับที่ไม่มีวันได้ที่ใครจะได้รู้ตัวตนแท้จริง ลูปความชอกช้ำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่เป็นเพื่อนเขา

ฉันเสียใจยิ่งกว่าตอนเลิกกับแฟน เพราะมันเป็นความรู้สึกของการโดนหักหลัง และเราต้องทำเป็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น อยากจะโกรธ อยากจะเกลียดแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะความทรงจำในหัวของชั้นเขาคือเพื่อนที่รักคนนึง และคนในฝันที่เราชอบมาตลอด แม้จะใช้เวลาอยู่นานแต่ก็หลุดพ้นมาได้ 

ฉันชอบที่ได้เป็นเพื่อนเขามากๆ กระทั่งตอนนี้ก็ยังเสียดายอยู่ดี การเสียเพื่อนดีๆ คนหนึ่งในชีวิต มันยิ่งกว่าเสียคนรัก ยิ่งถ้าเรารู้จักกันมานาน ร่วมทั้งทุกข์และสุข อยู่กันทั้งยามประสบความสำเร็จและยามลำบาก ถ้าเปรียบเป็นของสะสมเค้าก็คงเป็นแรร์ไอเท็ม แต่ฉันไม่สามารถครอบครองเขาได้ ต่อให้เสียใจแค่ไหน ฉันก็มีเขาในชีวิตไม่ได้อีกต่อไป

ตอนนี้ใครถามเรื่องเค้ากับฉัน ก็ตอบไปตามความจริงว่า “ไม่ได้สนิทแล้ว” ส่วนเหตุผลนั้นฉันก็คงไม่อธิบายตามเคย ปล่อยให้มันเป็นเรื่องปริศนาต่อไป เหมือนตัวฉันยังไงล่ะ

“แล้วมึงกับมันเป็นไงบ้าง”
“...ไม่รู้ดิ กู.. ไม่ได้สนิทกันแล้วว่ะ”



SHARE
Writer
nRm
Author
ความรู้สึกอะไรที่เราไม่สามารถ บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ‘จงเขียน’

Comments

Hachi_ayu
15 days ago
ถ้าทำอย่างนั้นได้จริงๆมันก็คงดี แต่ลึกๆลงไปข้างในก็ลืมไม่ได้อยู่ดี จริงไหม
Reply
nRm
15 days ago
เพื่อนคนพิเศษ ที่ลืมไม่ลงเลยล่ะ ..
Trytodoagain
12 days ago
จุก :,))
Reply