กว่าจะมาถึงวันนี้
คงจะไม่ต่างกัน เมื่อเรารู้ว่าตัวเองเรียนจบ
นั่นก็คือ ความรู้สึกดีใจ สุขใจ
ฉันก็เป็นเหมือนกัน
ความรู้สึกมันเหมือนตอนไปวัดศรีทวี
ที่นครศรีธรรมราช คอร์ส ภาวนา For love 
วันสุดท้ายของการจบคอร์ส ฉันจำได้ว่า
ตัวเองนอนไม่หลับเลย เพราะมีความสุขมาก
ความสุขจากการที่เราได้เข้าใจอะไรบางอย่าง
อิ่มเอม ยิ้มน้อยๆ ตลอด 
มองทุกอย่างมันดีไปหมด
ตอนรู้ว่าเรียนจบวันแรกฉันก็เป็นอย่างนั้น

พอวันต่อมา ความรู้สึกจากที่ดีใจก็เริ่มเฉยๆ 
กลายเป็นปกติคงเพราะความอนิจจังของอารมณ์

ฉันไม่ได้รู้สึกภูมิใจในตัวเองเลย
ในการเรียนจบครั้งนี้ 
จนกระทั่งจู่ๆ ก็นึกคิดล่องลอยไปถึงอดีต
เมื่อวันวานที่ผ่านมานานแล้ว

ตอนนั้น ตอนที่ฉันเรียนไม่จบ ม.ต้น
ตอน ม.3 วันสอบปลายภาคของเทอมสอง
ฉันไม่ได้ตัดผมไปสอบ ซึ่งครูจะให้ตัดผม
ก่อนเข้าสอบทุกครั้ง ฉันได้แต่งุนงงว่า 
ทรงผมมันไปเกี่ยวอะไรกับเกรดเฉลี่ย คะแนนและความรู้กับปัญญาที่จะได้รับ
ตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ได้
ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
วันนั้นฉันไม่ได้เข้าสอบ 
เลยเป็นเหตุให้เรียนไม่จบ
พ่อกับแม่ก็คงผิดหวังในตัวฉันพอสมควร

ยอมรับว่าช่วงเวลาที่เรียน ม.ต้น นั้น
ฉันไม่มีความสุขเอาเสียเลย 
ฉันไม่ชอบการเรียนการสอนแบบนั้น 
ฉันไม่ชอบครู แค่ฉันไม่ทำความสะอาดห้อง เพื่อนไปฟ้องครูฝ่ายปกครอง
ก็มาทำโทษด้วยการตี
ไม้กระบี่ที่ใช้เรียนทำเอาก้นฉันนูนขึ้นมาเลย
ฉันไม่ชอบกลุ่มเพื่อนที่ใช้อำนาจนิยมรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่เคารพซึ่งกันและกัน
ไม่ให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ยอมรับว่าฉันหาความสุขจากการเรียน
ที่ทุกอย่างเป็นแบบนั้นไม่ค่อยจะได้
หัวใจฉันกรีดร้องอยู่ข้างใน

จนกระทั่งฉันมาอยู่กรุงเทพฯ 
ฉันมาเรียน กศน. ที่นี่ 
ในขณะเดียวกันฉันก็ทำงานไปด้วย
บรรยากาศแตกต่างจากที่ฉันจากมามาก
ที่นี่ผู้คนหลากหลาย สังคมกว้างขวาง
มีอะไรต่างๆ ให้เรียนรู้เยอะ
แรกๆ นั้นฉันยังเด็ก อายุ 16 - 17
ได้แต่ทำงานไปก่อน 
ชีวิตวนลูบมาก ทำงาน กลับมาห้อง 
นอน ตื่นขึ้นมาแล้วก็ไปทำงานอีก
วันอาทิตย์วันเดียวที่ฉันจะได้ไปเรียน 

ชีวิตช่วงนั้นไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไร 
เหงาพอควร อยู่กับความเงียบ 
อยู่กับตัวเองเป็นเรื่องปกติ 
พอมองย้อนกลับไป 
ฉันว่าเป็นแบบนั้นก็ดีนะ 
การอยู่คนเดียวมันมีเวลาได้คิดอะไรเยอะ 

- จะเอายังดีกับอนาคต ?
- ชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อ ?

การคิดอยู่คนเดียวช่วยตอบคำถามเหล่านี้
ได้เยอะมาก

ฉันใช้เวลา 2 ปี เรียนจบ กศน. ม.ต้น
จากนั้นมาสมัครเรียนพรีดีกรีต่อที่รามคำแหง มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง 
ฉันเลือกเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ 
เพราะชอบพี่สิงห์ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
เห็นว่าพี่สิงห์เรียนคณะนี้ จบออกมาเราคงได้ทำงานแบบพี่สิงห์เป็นแน่ 
ตอนนั้นฉันคิดผิด 
จริงๆ มันก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น
เรียนไปเทอมหนึ่ง เลยรู้ว่าเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่สำหรับฉัน
ฉันตัดสินใจย้ายไปเรียนปรัชญา
ที่คณะมนุษยศาสตร์ 
ที่ตรงนั้นคงเหมาะกับฉันมากกว่า
และก็เป็นดังนั้นจริงๆ 
ฉันรู้สึกมีความสุขมาก
ที่ได้มาเรียนที่ภาควิชาปรัชญา 
ฉันรักที่นี่มาก
ที่นี่สอนอะไรหลายๆ อย่างให้แก่ฉัน
สอนหลักคิด หลักการดำเนินชีวิต 
การใช้เหตุผล ตรรกะ 
ให้มุมมองที่ต่างออกไปจากกระแสหลักที่เป็นอยู่ เดินออกจากห้องเรียนทุกครั้ง 
ฉันสามารถอธิบายเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้ 
- ว่านั่นเกิดขึ้นเพราะอะไร 
- ทำไมถึงเกิดขึ้น
- การเกิดขึ้นครั้งนี้สามารถนำไปสู่อะไรได้บ้าง

ที่สำคัญบรรยากาศที่ภาควิชาปรัชญา 
ค่อนข้างจะเสรีนิยมมากๆ 
ไม่มีการบังคับ
ใครอยากเข้าเรียนก็เข้า 
อยากแต่งตัวยังไงมาเรียนก็ได้ 
อาจารย์เปิดโอกาสให้ซักถามตลอดเวลา 
ฉันผูกพันธ์กับภาควิชาปรัชญา
มากกว่ามหาลัยที่ตัวเองเรียนอยู่ซะอีก

ถึงตอนนี้ฉันเรียบจบแล้ว
ฉันก็ยังไม่ได้ภูมิใจในตัวเองมากเท่าไร 
คงเพราะฉันคิดว่า 
ฉันสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีก

แต่ก็เอาเถอะ ฉันก็ไม่ได้เก่งมาก
แต่เชื่อว่าฉันสามารถพัฒนาตัวเองได้
ขอบคุณทุกคนๆ หลายคนมาก
ที่ให้กำลังใจทำให้มีวันนี้


ขอบคุณตัวฉันเองด้วย
ที่พาตัวเองมาถึงวันนี้ได้
😊











SHARE
Writer
Duang_04
Citizen
Travel | Movie | Book | Music

Comments