She killed her old-self but, well, it was worthless.
เธอไม่ใช่คนอ่อนไหว
อย่างน้อยเธอก็เชื่ออย่างนั้น
แต่ภาพที่เธอเห็นในร้านกาแฟใต้คอนโดเธอวันนี้ มันสั่นคลอนความคิดในหัวของเธอเป็นพัลวัน

เธอวางของไว้ที่โต๊ะไม้ริมในสุดของร้าน ไปที่เคาท์เตอร์บาร์สีครีมสวย สั่งคาราเมลมัคคิอาโต้ร้อนแก้วกลางแบบที่เดี๋ยวนี้เธอสั่งอยู่เสมอ และจ่ายเงินในราคาร้อยนิดๆด้วยเมมเบอร์การ์ด

เธอเป็นคนติดหวาน 
ผู้คนก็มักจะอยู่เสมอว่าสักวันจะได้เป็นเบาหวานขึ้นมาจริงๆ

ช่วยไม่ได้ ก็น้ำตาลทำให้คนอารมณ์ดีและผ่อนคลาย มันช่วยให้ฮอร์โมนเซโรโทนินหลั่งออกมา ฮอร์โมนแห่งความสงบน่ะ (เธอหวังว่าเธอจะจำถูกชื่อ—แต่ไม่ถูกก็ช่างมันเถอะ)

แต่หลังจากจิบกาแฟแก้วโปรดไปคำแรก เธอก็ได้รู้ว่า บางทีฮอร์โมนที่ว่าอาจทำให้จิตใจสงบลงได้ แต่คงไม่ใช่อย่างแน่นอนกับเวลาแบบนี้

สองปีที่ไม่ได้เจอกัน

เขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง


ในทันทีทันใด—หัวสมองเธอก็พาทุกอย่างให้หวนย้อนกลับไปในตอนนั้นอย่างแรกเลย เขาไม่ใช่คนที่นี่
เธอจำไม่ได้แน่ชัด ว่าอะไรเป็นสิ่งดลใจให้เธอได้เจอกับเขา

และคำว่ารักแรกพบอาจจะดูเกร่อ แต่นั่นคือสิ่งเดียวที่เธอรู้สึกได้ตอนได้เจอกับเขา

เธอคิดว่าถ้าจะให้ไปจีบเขาก่อนก็คงดูเป็นผู้หญิงหน้าไม่อายเกินไปสำหรับเธอ—แต่ด้วยความพยายามมากมาย เธอในตอนนั้นเลือกที่จะ—อ่า—พยายามทำให้ตนใกล้ชิดกับเขามากขึ้นอีกก้าวด้วยการทำตัวเป็นสตอล์กเกอร์ สำรวจทุกอย่างที่เขาสนใจไม่ว่าจะเด่นชัดหรือเลือนลางเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

หากจะพูดไป—เธอว่าเธอรู้จักเขาดีกว่าหลายคนๆในชีวิตเขาเสียอีก (ทั้งที่เขายังไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ)

เธอพยายามเปลี่ยนตัวตนหลายอย่าง ปรับหลายสิ่ง ให้เป็นคนอย่างที่เขาชอบ 

และให้เขารู้จักเธอคนนั้น 



เธอคนนั้นที่ยอมดื่มอเมริกาโน่เย็นไร้น้ำตาลขมปี๋แทนที่จะเป็นคาราเมลมัคคิอาโต้ร้อนหวานเชื่อม เพียงเพราะอยากให้เขาเห็นและทักว่าเธอชอบเหมือนกันกับเขา

เธอคนนั้นที่ยอมอ่านการ์ตูนเซ็ตที่ไม่เคยคิดจะปรายตามองเป็นสิบๆเล่ม แทนที่จะอ่านวรรณกรรมคลาสสิกที่เธอชอบหนักหนา เพราะจะได้หาเรื่องไปคุยกับเขาได้เพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง

เธอคนนั้นที่ยอมไปตามวงดนตรีนอกกระแสที่น้อยคนจะรู้จักแทนที่จะฟังเพลงป็อปแมสๆทั่วไปตามที่เธอสนใจ ก็เพียงเพราะจะได้บังเอิญเจอเขาในงานเดียวกัน หรือให้เค้าอินบ็อกซ์มาว่า เฮ้ย ไม่เคยเจอคนฟังเพลงวงนี้เหมือนกันเลย

เธอคนนั้นที่—พอเถอะ 

ยิ่งพูดไปก็ยิ่งสมเพชตัวเอง

เอาเป็นว่าเธอคนนั้นไม่ใช่เธอคนนี้เลย

And well,
เหมือนจะได้ผล
เพราะเรา—ไม่สิ คำว่าเรามันจบไปตั้งนานแล้ว—เธอกับเขา ก็เริ่มคุยกันมาเรื่อยๆ มากขึ้น และมากขึ้นทุกวัน

ในช่วงแรกๆ ทุกอย่างมันก็ดีไปหมด ไลฟ์สไตล์เราเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ (แหงล่ะ ก็ไม่น่าเชื่อจริงๆ เพราะเธอปลอมมันขึ้นมา) เธอจำได้ทุกอย่าง ช่วงเวลานั้นที่แม้แสงอาทิตย์ส่องสว่างพร่างกระทบสายตาเพียงใดไม่อาจเทียบได้กับความสดใสของสายสัมพันธ์นั้น

ส่วนวันนี้น่ะหรอ
ว้าว ตลกดี—ไม่มีแดด
หลายคนได้กล่าวไว้, คนรักกันมันก็ต้องปรับเข้าหากันอยู่แล้ว
อืม สำหรับเธอมันคงจะมากไปนิดหน่อยละมั้ง



เราจะเป็นคนอื่นได้นานแค่ไหนกันเชียว?
เป็นสิ่งที่เธอในตอนนั้นเคยถามตัวเอง
เธอคนที่เธอเห็นในกระจกตอบเธอมาว่านานเท่าที่จะนานได้ 

ก่อนจะพบว่าคำว่านานที่ว่า
บางทีมันอาจจะแค่พริบตาเดียว

เวลาผันผ่าน ทุกๆอย่างเริ่มเปลี่ยน เขาเริ่มเห็นอะไรบางอย่างในการกระทำ ในคำพูด แม้กระทั่งในความคิด

ที่ดูไม่ใช่ตัวตนของเธอจริงๆ

ใช่ว่าเธอไม่เหนื่อย
เธอแค่—นั่นแหละ—รักเขามากไปนิดหน่อยเช่นกัน

เราดึงดันคบกันมานานพอควรสำหรับคนที่ไลฟ์สไตล์ (จริงๆ) แม่งไม่เข้ากันเลยสักนิด

เคยห่างๆกันไปสองรอบ แต่ด้วยความพยายาม ยอมทุกสิ่งของเธอ ตอนนั้นเธอก็แค่เชื่อว่ามันจะช่วยให้ความรักกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้

และมันก็เหมือนจะเป็นแบบนั้น

หากไม่นับรังสีความอึดอัดที่นับวันเธอยิ่งสัมผัสได้จากเขาน่ะ

ไม่เป็นไร
เธอไม่สนหรอก

(เยส, นั่นเป็นคำปลอบใจตัวเองของลูสเซอร์)



บางทีความเงียบก็เป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

นั่นเป็นประโยคคำคมหนึ่งที่เขาเคยพูด หลังจากที่เราไปดูหนังด้วยกันครั้งเกือบสุดท้าย เธอจำได้ว่ามันเป็นหนังนอกกระแสโรแมนติกแบดเอ็นด์ (แน่นอน ถูกแล้ว หนังประเภทที่เธอทำเป็นชอบ) ที่การจบเรื่องด้วยความเงียบงันของสองตัวละครเอกที่ตัดสินใจไม่ให้ความรักดำเนินต่อ ทั้งที่สุดท้ายควรจะสมหวังอยู่แล้วเชียว— หมายถึงในความคิดของเธอนะ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตอนนั้นเธอหงุดหงิดกับตอนจบมากไปหน่อย หรือเพราะนิสัยเลินเล่อของเธอที่ไม่เคยสนใจที่จะใส่ใจความหมายลึกซึ้งของมัน

เธอในวันนั้นจึงลืมคิดไปว่าสิ่งที่เขาพูด มันเป็นเรื่องจริง

เกิร์ล, ยู-อาร์-โซ-ดัมบ์. ซัช-อะ-ดัมบ์แอส. 

ในวันสุดท้ายที่เธอยังเป็นของเขาอยู่
(หากแต่กลับกัน, เขาคงไม่ได้เป็นของเธอมาตั้งนานแล้วแหละ)

วันนั้นประโยคคำคมเดิมจู่ๆก็กลับดังชัดเจนขึ้นมาในโสตประสาทของเธออีกครั้งด้วยความรู้สึกใหม่

แค่ดูจากนัยน์ตาของเขา—เธอก็มองออกว่าเขาต้องใช้ความพยายามแค่ไหนในการเงียบ ทั้งที่อยากพูดประโยคประเภท ‘Hey, please, let’s just stop. There’s no way this will really work out’ จนแทบทนไม่ไหว

(หรือมากไปกว่านั้น เขาอาจจะอยากพูดอะไรแบบ ‘Can’t you just fucking accept that those feelings were gone now. Aren’t you tired of being somebody else?’ ก็ได้—เอาจริงนะ)

โอเค โอเค
ถ้าให้เขาพูดแบบนั้นออกมาตรงหน้าเธอล่ะก็—เธอยอมรับดีกว่า ว่าความเงียบบ้าบอนั่น คงเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ที่สุดแล้ว

แม้ไม่มีเสียงใดๆ เธอก็รู้— ไม่ว่าจะเป็นคนบ้าที่ไหนก็รู้ทั้งนั้น—ว่าทุกอย่างมันไม่มีทางที่จะเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

ก็ในเมื่อเธอในมุมมองของเขาคงไม่ใช่คนดึงดัน
และเมื่อไม่มีเหตุผลอะไรจำเป็นที่จะให้เธออยู่ตรงนั้นแล้ว

เธอก็แค่—เลือกที่จะไม่ยื้อ

มีถ้อยคำคลาสสิกได้บอกเธอเอาไว้ ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

มันน่าเศร้าแค่ไหนกันที่เธอได้ไปถึงที่นั่นแล้ว
สุดท้ายต้องกลับมาอยู่ที่ไหนเหมือนเดิม

ความไม่จริงใจของเธอคงผ่านตม.ไม่ได้สินะ

แม่ง
โคตรจะน่าสมเพช
สองปีที่ไม่ได้เจอกัน

เป็นเรื่องจริงที่เขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย

แต่มีอะไรบางอย่างที่เห็นได้ชัด
คล้ายจะเป็นประกายของความสุขอย่างแท้จริง—อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นนิยามคำว่าบลิส—ของเขา ที่เธอไม่เคยเลยที่จะได้พบเจอ
และผู้สรรค์เสกประกายนั้นขึ้นมาก็ไม่ได้อยู่ตรงไหนไกล
แหม
เดาไม่ถูกเลยจริงๆ
ว่าเป็นผู้หญิงข้างกายเขาตอนนี้ไง

เธอเดินออกมาจากโต๊ะ ไปที่เคาท์เตอร์บาร์เดิม หันหน้าไปมองเขา และหันกลับมาสั่งคาราเมลมัคคิอาโต้ร้อนแก้วกลางแบบที่เธอสั่งประจำในปัจจุบันนี้—แต่เพิ่มไซรัป—อีกแก้วนึง และจ่ายเงินในราคาร้อยนิดๆด้วยเมมเบอร์การ์ด

น่าแปลก ที่แม้เธอเป็นคนติดหวาน
แต่วันนี้กาแฟแก้วโปรดที่แท้จริงของเธอ


ให้ตายเหอะ
ทำไมมันโคตรจะขมเลย


Cause we don't, we don't need to talk about this now
Yeah we've been down that road before
That was then and this is now


ถึงกรอกน้ำตาลเข้าปาก ก็ขมอยู่ดี  :-(

Sryformywtfstyleofwritinghere







SHARE
Written in this book
Blame on the complexity of love.
said her, who cannot figure out what love is.
Writer
sunsetinside
emotionalist at the midnight
เมื่อผู้คนเศร้า, พวกเขาเฝ้ามองพระอาทิตย์ตก :-)

Comments

cobaltblue
16 days ago
Kodalineeeeeee
Reply
sunsetinside
14 days ago
Their songs always make me both sad and wanna say ‘let it be’ 😭
novemberp
15 days ago
อ่านแล้วมันโคตรตัวเราเลยค่ะ5555555
Reply
novemberp
15 days ago
ชอบและประทับใจมากนะคะ
sunsetinside
14 days ago
ขอบคุณค่า 🙏🏻 หวังว่ามันจะผ่านไปในวันนึงนะคะ
sspacejjunk
15 days ago
ชอบจริงๆ
Reply
sunsetinside
14 days ago
ขอบคุณนะคะะ
sunflowerisme
14 days ago
หื้ออ ชอบบบ
Reply
sunsetinside
14 days ago
ขอบคุณค่าา
julasrjam
2 days ago
โอ้ยยย
Reply