ใช้เงินซื้อความดี

(1)



วันหนึ่งผมมีโอกาสไปกินเสต็กที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่จังหวัดนครนายก ที่ร้านนั้นบริกรเป็นเด็กชายและเด็กหญิงคู่หนึ่ง แต่งตัวน่ารักในธีมคาวบอย ทั้งสองคนผลัดกันทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารและรับออเดอร์อย่างขมักขะเม้น เมื่อกินเสร็จจู่ๆ ผมก็ตัดสินใจหยิบแบงค์ร้อยยื่นให้ทั้งสองคนเอาไปแบ่งกัน เพื่อนที่ไปด้วยกันกับผมแซวผมว่า



“เฮ้ย มึงไปรวยอะไรมาวะ ทำไมวันนี้ใจดี”



จริงๆแล้ว มันมีเหตุผลซ่อนอยู่ครับ



ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมมีโอกาสไปเป็นลูกมือเสิร์ฟอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเป็นร้านของน้าที่สนิทกัน จำได้ดีว่าช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการทำงานคือ ตอนเอาเงินทอนไปให้ลูกค้า



ทุกครั้งผมมักจะคิดเสมอว่า ลูกค้าคนนี้จะให้ทิปเราไหมนะ? (โลภแต่เด็กเลยครับ อันนี้ยอมรับ)



มีบางครั้งที่ลูกค้าบางคนกินแค่ไม่กี่สิบบาท แต่จ่ายแบงค์พันมา ในกรณีแบบนี้ผมก็หัวการค้าพอสมควร ผมเลือกที่จะไม่ทอนด้วยแบงค์ห้าร้อย แต่จะทอนด้วยแบงค์ร้อยทั้งหมด เพราะหวังว่าพอแตกเป็นแบงค์เล็ก ๆแล้ว น่าจะมีโอกาสที่ลูกค้าคนนั้นให้ทิปเรามากกว่า (เห็นมั้ยครับ โลภจริงๆ) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างแหล่ะครับ



ทุกครั้งที่ได้ทิปมา ผมจะดีใจมาก คิดว่า เย้ เราทำได้แล้ว ลูกค้าเองก็คงพึงพอใจในการให้บริการของเรา(หรือจริง ๆ อาจจะแค่เอ็นดูเรา)



ผมเลยอยากแบ่งปันความรู้สึกเดียวกันนี้ให้กับเด็กทั้งสองคนในวันนั้น...



แต่เอาเข้าใจจริง พวกเขาอาจจะยังไม่เข้าใจอะไรก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็คงจะรู้สึกดีบ้างที่ได้เงินเล็ก ๆ น้อยๆ เป็นการตอบแทนช่วงเวลาที่ต้องมาทำงานแทนที่จะได้วิ่งเล่นอย่างเด็กทั่วไป



(2)



เวลาสองนาฬิกา หลังจากเสร็จสิ้นการควบคุมงานถ่ายทำโฆษณาสิ้นค้าของบริษัทประจำปี รถตู้ก็มาจอดรับพวกเราทั้งสามคนเพื่อไปส่งที่บ้าน



จุดหมายปลายทางของพวกเราทั้งสามคนคือ พระรามสี่ พระรามสาม และสะพานตากสิน



น้องอีกสองคนที่นั่งไปกับผมเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่ คนหนึ่งอยู่พระรามสี่ ส่วนอีกคนอยู่สะพานตากสิน และแน่นอนว่าผมอยู่ที่พระรามสาม



หากว่ากันตามตรงลำดับของการส่งควรจะเป็นพระรามสี่ พระรามสาม และสะพานตากสิน แต่แล้วน้องคนที่บ้านอยู่สะพานตากสินซึ่งเป็นป้ายสุดท้ายที่ควรไปส่งนั้นเริ่มมีอาการอาหารเป็นพิษ ด้วยความเป็นห่วง ผมจึงบอกกับคนขับรถตู้ หลังจากส่งน้องคนแรกที่พระรามสี่ไปแล้วว่า



“ขอโทษนะครับ รบกวนวนไปส่งน้องที่สะพานตากสินก่อน แล้วค่อยวนมาส่งผมที่พระรามสามได้มั้ยครับ”



คนขับมีอาการหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนถามกลับมาว่า

“แปลว่าผมต้องขับอ้อมไปอ้อมมางั้นเหรอ” น้ำเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด



“ครับ รบกวนหน่อยได้มั้ยครับ”



คนขับถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนตอบกลับมาแบบข่มอารมณ์

“ได้”



บรรยากาศในรถหลังจากนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทั้งน้องที่อาการก็ไม่ค่อยดีนัก ทั้งคนขับที่อารมณ์ไม่ดี รวมทั้งผมที่รู้สึกผิดและวางตัวไม่ถูก



พอส่งน้องที่บ้านเสร็จ บนรถก็เหลือแค่ผมกับคนขับ เราสองคนไม่ได้คุยอะไรกัน นอกจากการบอกทาง



ระหว่างที่บรรยากาศกระอักกระอ่วนดำเนินอยู่นั้น ผมก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้...



เมื่อรถมาจอดที่หน้าบ้านผม ก่อนลงผมยื่นเงินสองร้อยบาทให้กับพี่คนขับ



“พี่ครับผมให้”



“ค่าอะไรครับ”

คนขับมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย เขายังถามอย่างงงๆ



“คำขอบคุณจากผมครับ”



“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรับไม่ได้”



“ไม่เป็นไรจริงๆ พี่ ผมอยากให้ พี่ขับรถดึกขนาดนี้ ผมยังกวนให้พี่วนไปวนมาอีก”



สุดท้ายเขาก็รับเงินไป ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากตอนแรก ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของเขา



“ขับรถกลับบ้านดีๆนะครับ” ผมบอกกับเขาก่อนที่จะปิดประตู

ความรู้สึกผิดที่มีอยู่ในใจหายไป ผมกลับรู้สึกสบายใจที่ทำให้พี่เขายิ้มได้



(3)



คนเราใช้เงินเพื่ออะไรกันครับ?



บางครั้งเราก็ซื้อในสิ่งที่จำเป็น สิ่งที่ตัวเองหรือคนรักต้องการ

หรือบางครั้งเราก็ใช้เงินในการแก้ปัญหาในบางเรื่อง

แต่จริงๆแล้วผมว่าเงินยังมีประโยชน์มากกว่านั้นอีก



“เงินสามารถซื้อความดีได้”



ผมหวังว่าเงินหนึ่งร้อยบาทที่ผมให้บริกรเด็กทั้งสองคน จะทำให้พวกเขามีแรงใจและสนุกกับการทำงาน



และผมก็หวังว่าสองร้อยบาทที่ผมให้พี่คนขับรถตู้จะช่วยทำให้เขาเห็นว่ายังมีคนที่มองเห็นและขอบคุณในความเสียสละของเขา



แล้วคุณล่ะครับใช้เงินแต่ละวันซื้อความดีกันบ้างรึเปล่า?



ถ้ายังไม่เคย ลองดูสักครั้ง ผมว่าก็ไม่เสียหายนะ
SHARE
Writer
pratpreecha
Writer
ชอบเขียนครับ อยากจ้างเขียนอะไร ลองติดต่อมาได้นะครับ^^ ฝากติดตามFacebook <<Better Me Free Happiness:ดีกว่าเดิม สุขกว่าเดิม>>ด้วยนะครับ https://www.facebook.com/bettermefreehappiness/

Comments

Yuta
2 years ago
สุดยอดมากครับ
Reply