กรณีภาพของอุ๊ หฤทัยกับความเข้าใจเรื่องภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะ
ช่วงสองถึงสามอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงเวลาที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งลี้ลับต่างจับจองพื้นที่สื่อ และดึงความสนใจจากผู้คนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นร่างทรงจตุคามรามเทพ พระแม่อุมา ฯลฯ หรือแม้แต่จิตรกรชาวดัตช์อย่าง วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent van Gogh) ก็ถูกปลุกขึ้นมาพร้อม ๆ กับกรณีภาพวาดปริศนารูปต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วงที่ครอบครองโดย หฤทัย ม่วงบุญศรีหรือ อุ๊ นักร้องชาวไทยเจ้าของเพลง “ไม่รักดี” เธออ้างว่าภาพวาดนี้เป็นของแวนโก๊ะที่ซื้อมาจากร้านขายของเก่าในราคา 1,000 บาท หลายปีก่อนหฤทัยได้ส่งภาพนี้ไปยังพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ( Van Gogh Museum) ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธการรับรองว่าภาพนี้เป็นภาพของแวนโก๊ะจริง ต่อมาเธอได้ทำการตรวจสอบ กรอบผ้าใบ ฝีแปรง สีที่ใช้ กับผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะในไทยและสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ผลการตรวจสอบและผลการวิเคราะห์ที่ออกมาบ่งชี้ว่าภาพเจ้าปัญหานี้เป็นภาพในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากอายุสีที่ใช้ในภาพ เธอจึงตัดสินใจที่จะส่งภาพที่ว่านี้ให้กับพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

หฤทัยค่อนข้างเชื่อในการค้นคว้าของตัวเองพอสมควร เธอมั่นใจว่าภาพที่ว่านั้นเป็นภาพของแวนโก๊ะจริง ๆ เธอบอกเล่าผ่านรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งว่าเธอพบเจอวิญญาณของแวนโก๊ะและได้ทำการกราบไหว้บูชาแวนโก๊ะเพื่อให้การค้นคว้าประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเรียกว่าแวนโก๊ะว่า “ท่านวินเซนต์ “ท่านแวนโก๊ะ” ซึ่งประเด็นที่เธออ้างได้กลายเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในสังคมออนไลน์ ส่วนใหญ่มองว่าเรื่องที่เธอกล่าวนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝัน วิญญาณแวนโก๊ะจะมาปรากฏตัวในเมืองพุทธ และทำอะไรแบบพุทธ ๆ ได้อย่างไรกัน

จะว่าหฤทัยมีความดื้อดึงพอควรก็ได้ เพราะกระบวนการที่เธอใช้ตรวจสอบนั้นคือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หากแต่ระบุได้เพียงอายุอานามเท่านั้น มิได้ระบุถึงฝีแปรงที่ละเลงอยู่บนภาพนั้นเป็นของใคร ดังนั้นการที่เธอยืนกรานว่าภาพนี้เป็นภาพของแวนโก๊ะจึงมีความเป็นไปได้เพียงครึ่งเท่านั้น ภาพที่ว่าอาจจะเป็นภาพของแวนโก๊ะจริงก็เป็นได้ หากผู้เชี่ยวชาญด้านภาพวาดของแวนโก๊ะได้พินิจพิเคราะห์ดู และการอ้างว่าพบเจอสิ่งลี้ลับ วิญญาณแวนโก๊ะ คงไม่มีน้ำหนักพอในการสร้างความชอบธรรมเพื่อความเป็นเจ้าของฝีแปรงของแวนโก๊ะ สิ่งที่จะยืนยันถึงความจริงของภาพได้ก็คงเป็น จดหมาย การเปรียบเทียบฝีแปรง หรือหลักฐานทางศิลปะต่าง ๆ หฤทัยอาจเล่นเกมผิดไปที่เธอรีบด่วนสรุปว่าภาพนี้เป็นภาพจริง โดยปราศจากการยืนยันจากนานาชาติ แทนที่จะบ่ายเบี่ยงว่ามี “ดิฉันยังไม่แน่ใจค่ะ แต่หลักฐานก็มีความเป็นไปได้บลา ๆ” เพราะเนติเซนไทยคงเอาประเด็นเรื่องนี้มาล้อกันอย่างสนุกปาก หากภาพที่เธออ้างไม่ได้รับการรับรอง แต่กระนั้นการค้นคว้าของเธอก็ดูมีประโยชน์มากโข ที่ทิ้งทวนให้สังคมเรียนรู้และค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะมากขึ้น

จะว่าไปแล้ว จดหมายของแวนโก๊ะก็เป็นหลักฐานที่สำคัญในการไขเข้าสู่ความจริงของภาพวาดอยู่เสมอ แวนโก๊ะมักเขียนจดหมายไปหาน้องชายหรือคนสนิท บอกเล่าถึงชีวิต ความรู้สึกเศร้า เหงา เจ็บปวด และบอกเล่าว่าตนได้วาดภาพอะไรบ้างในบางครั้ง

จดหมายของแวนโก๊ะก็เป็นจุดที่ไขปริศนาเรื่องภาพวาดภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะมาแล้ว หลังจากที่มีความเข้าใจผิดกันมานานหลายปี หรือแม้แต่ปัจจุบันก็ยังคนเข้าใจผิดอยู่ (วิกิพีเดีย เป็นต้น หรือถ้าใช้ search engine แล้วพิมพ์คำว่า van Gogh’s last painting ก็จะขึ้นภาพเดิมที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่) ภาพที่ว่านั้นคือภาพ Wheatfield with Crows (1890)

Wheatfield with Crows เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ วาดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 1890 ระหว่างที่แวนโก๊ะอาศัยอยู่ที่เมือง Auvers ตลอดระยะเวลาหลายปีที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะเชื่อว่า Wheatfield with Crows เป็นภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่แปลกอะไรที่ความเชื่อนั้นจะดูมีน้ำหนัก แวนโก๊ะได้ใส่ทางสามแพร่งลงไปในภาพ โดยมีเส้นทางตรงกลางตัดผ่านทุ่งข้าวสาลี ซึ่งปลายทางของเส้นทางตรงกลางนั้นมีลักษณะคล้ายกับทางตันหรือทางที่ไม่สามารถเดินต่อไปได้ รวมไปถึงสีของท้องฟ้าที่ดูมืดหม่นและไม่สดใส และฝูงกาที่บินอยู่ในภาพ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงเรื่องราวอันเลวร้ายและความทุกข์ทรมานที่เขาประสบพบเจอในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี จนขบคิดกันไปว่านี้คือสัญญะแห่งความตายของเขา

อย่างไรก็ตามความคิดนี้ถูกลบล้างด้วยจดหมายจากแวนโก๊ะถึงธีโอ แวน โก๊ะ (Theo Van Gogh) น้องชายของเขาที่ระบุไว้ว่า “ภาพที่ฉันวาดนั้นเป็นภาพของทุ่งข้าวสาลีกับท้องฟ้าที่ดูหมองหม่น ฉันไม่สามารถอธิบายความเศร้าหรือความเหงาที่ทับถมอยู่ในใจของฉันออกไปได้เลย ฉันคิดว่าภาพเหล่านี้จะบอกเธอในสิ่งที่ฉันไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็นถ้อยคำได้ ผ่านความงดงามที่ฉันพบเจอในเมืองนี้ [10 กรกฎาคม 1890]” หากอิงจากวันที่แล้ว ช่วงเวลานั้นนับว่าเป็นต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งก็ตรงตามที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ (Van Gogh Museum) กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ ได้ระบุว่าแวนโก๊ะได้วาดภาพ Wheatfield with Crows เสร็จไปตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 1890 แล้ว ทำให้แนวคิดที่เชื่อว่า Wheatfield with Crows เป็นภาพสุดท้ายนั้นเป็นอันต้องตกไป แล้วภาพไหนคือภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะกันแน่? พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะได้ระบุไว้ว่า ภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะคือภาพ Tree Roots

Tree Roots หรือ Tree Roots and Trunks (1890) เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ แสดงภาพของรากไม้ที่โผล่พ้นขึ้นมาเหนือผิวดินร่วนซุย ต้นไม้นั้นกำลังไหลลงมาจากพื้นดินที่ลาดเอียง แวนโก๊ะใช้สีที่งุนงงและดูเป็นนามธรรมลงบนผืนผ้าใบ นักประวัติศาสตร์ศิลปะบางคนให้ข้อสังเกตว่าภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างผลงานที่เป็นนามธรรมของแวนโก๊ะ เพราะว่าหากมองโดยผิวเผิน เราจะคิดว่าภาพนี้ไม่น่าจะใช่ภาพรากไม้อย่างแน่นอน ภาพวาดเกือบทุกภาพของแวนโก๊ะมักมีนัยยะแอบแฝงอยู่เสมอ ภาพนี้ก็เช่นกัน รากไม้ที่กำลังไหลไปตามดินอาจสื่อถึงการพยายามมีชีวิตต่อไปของแวนโก๊ะ หากกล่าวง่าย ๆ แวนโก๊ะคือรากไม้ และปัญหาที่เขาต้องประสบพบเจอนั้นคือดินที่ร่วนซุย รากไม้ย่อมไหลไปตามดินเปรียบเหมือนชีวิตของเขาที่กำลังดับสูญเพราะปัญหาโดยที่เขาไม่สามารถต่อสู้กับมันได้ จนกระทั่งตัดสินใจฆ่าตัวตายในที่สุด อาจกล่าวได้ว่าแวนโก๊ะวาดภาพนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการอำลาชีวิตตัวเองก็ว่าได้

อย่างไรก็ตามภาพวาดรากไม้ชิ้นนี้ไม่ได้ถูกวาดจนเสร็จสมบูรณ์ จดหมายของแอนดรี บอนเกอร์ (Andries Bonger) พี่เขยของธีโอ แวน โก๊ะ ระบุว่า “ในเช้า (27 กรกฎาคม 1890) ก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตาย เขาได้วาดภาพรากไม้ด้วยสีสันที่มีชีวิตชีวา” จะเห็นได้ว่าข้อความในจดหมายนั้นมีความสอดคล้องกับภาพ Tree Roots อย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากนั้นแล้วภาพวาดชิ้นนี้เป็นภาพที่ยังวาดไม่เสร็จสมบูรณ์อีกด้วย จดหมายของบอนเกอร์และการวาดภาพไม่เสร็จนั้น ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ภาพนี้จะเป็นภาพสุดท้าย โดยสันนิษฐานว่าแวนโก๊ะอาจหยุดการวาดภาพแล้วเดินทางไปยังสถานที่ที่เขายิงตัวตาย

เราจะเห็นได้ว่าพระเอกของการค้นหาภาพสุดท้ายคือจดหมายที่แวนโก๊ะเขียนไปยังญาติพี่น้อง จดหมายเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่ากับประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นอย่างมาก เพราะมันทำให้เราสามารถศึกษาเรื่องราว ปัญหา ความรู้สึกนึกคิดของแวนโก๊ะ รวมไปถึงสัญลักษณ์และนัยยะของภาพได้ ถ้าหากปราศจากจดหมายเหล่านั้น เราคงไม่สามารถรู้ถึงความหมายที่อยู่ในภาพของแวนโก๊ะได้ แวนโก๊ะเป็นศิลปินที่จำเป็นต้องอาศัยประวัติของเขาในการตีความความหมายของภาพ เนื่องจากเขาใช้ภาพวาดเป็นการสื่ออารมณ์และความรู้สึกตามที่เขาเคยกล่าวไว้ในจดหมาย ต่างจากศิลปินโพสต์อิมเพรชชั่นนิสต์คนอื่น ๆ ที่มักจะวาดภาพที่มักจะใช้ฉากที่ตนเองเคยพบเห็นมาวาดเสียมากกว่า

ขอขอบคุณ
https://www.bbc.com/thai/thailand-44304663
http://www.bbc.com/culture/story/20160722-the-mystery-of-van-goghs-madness
https://www.vangoghmuseum.nl/en/stories/the-end-of-a-difficult-road
http://vangoghletters.org
SHARE
Writer
bigyellowtaxi
art history student
An art history student who's interested in contemporary politics and contemporary history.

Comments