ดวงดาวกับดวงจันทร์
เธอเป็นเหมือนกับท้องฟ้าที่มืดมิด และอ้างว้าง ส่วนเราเป็นเหมือนกับดวงดาวที่จะส่องสว่างข้างๆเธอ
"ไหวมั้ย" 
"เราโอเค แกเหอะ ไหวมั้ย"
"ไหวดิ"

คำพูดที่เราทั้งสองมักจะใช้กันบ่อยๆ ในแต่ละวันเพื่อถามไถ่ความเป็นมา ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่มันกลายเป็นหนึ่งในกิตวัตรประจำวันของเราไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่ถาม เราทั้งคู่ก็มักจะตอบว่าไหวเสมอแม้ในใจจะพังยับไปแล้วก็ตาม

ทำไมถึงตอบออกไปแบบนั้นนะ? 

ก็เพราะเราอยากให้เธอสบายใจไง ไม่ต้องมาคิดมากกับเราด้วย เรารู้ว่าเดี๋ยวเราก็หาย แต่เธอจะไหวจริงๆใช่มั้ย เธอจะเป็นอะไรรึเปล่า แล้วต้องการคนอยู่ข้างๆไหม ไม่รู้ เราถึงตอบเธอไปว่า

"ไหวแน่เหรอ ไม่เชื่อได้มั้ย"

กลายเป็นว่าเธอตอบเราว่าไหว ด้วยเหตุผลเดียวกัน เธอไม่อยากให้เราคิดมาก ไม่อยากให้เครียดไปด้วย และเธอไม่อยากให้เราเป็นห่วง

ก็เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ไหว เลยรู้ว่าอีกคนไม่ไหว 
เพราะรู้ว่าเรากำลังฝืน เลยรู้ว่าเธอก็ฝืนเหมือนกัน

แบบนี้รึเปล่าเราถึงได้ถามกันทุกวันว่าไหวไหม กับปัญหาต่างๆที่เจอวันนี้ ฟังดูเป็นเรื่องตลก ซับซ้อน แค่บอกออกไปจะยากตรงไหน แต่กลับอีกคนที่เรากลัวว่าเขาจะมาคิดมากกับเราไหมนะ มันก็ทำให้การพูดออกไปมันยากมากๆ

ได้แต่คอยเป็นห่วงอีกคน โดยที่บางทีเราก็ลืมเป็นห่วงตัวเอง หรือเป็นเพราะรู้ว่าเป็นเพราะเห็นอีกคนเศร้ากว่าเราถึงต้องยิ้มเพื่อให้เธอยิ้มหรือเป็นเพราะเธอก็กำลังทำสิ่งเดียวกันกับที่เราทำเหมือนกัน

แต่ถ้าในวันที่ท้องฟ้าอย่างเธอเจอกับพระจันทร์แล้ว แสงสว่างจากดวงดาวอย่างเราก็คงไปไม่ถึงเธอในทุกๆ วัน ก็มักจะมีเรื่องให้ยิ้ม ให้ดีใจเสมอๆ เรายังคงเป็นห่วงกันจนเป็นปกติจนเผลอลืมไปว่า ท้องฟ้าอย่างเธอก็ยังคงมีพระจันทร์อยู่ 

เธอยิ้มโดยไม่มีเราได้มากขึ้น เธอสนุกมากขึ้น และเธอยังคงมองหาพระจันทร์ของเธออยู่เสมอ 

แต่อย่างน้อย ดวงดาวก็ได้ทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุดแล้ว 
อย่างน้อย ดวงดาวก็ได้ส่องสว่างมากที่สุดในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด 

ถึงหน้าที่ของเราจะใกล้หมดลง อย่างน้อย ในวันที่พระจันทร์ลาลับท้องฟ้า ถ้าเธอหันมาเธอก็ยังจะคงเห็นดวงดาวส่องสว่างๆ ข้างๆ เธอ.

SHARE
Written in this book
The night 🌒
Writer
Castles
A daughter and a sister
Ordinary girl with a rollercoaster life

Comments