That's it.
พรุ่งนี้เช้าเราหยุด..

เปล่าหรอก ไม่ใช่วันเทศกาลหรือวันพิเศษครบรอบของบริษัทอะไรที่เค้าหยุดให้
เพียงแต่เราลากิจเอาไว้.. เพื่อที่จะไปสัมภาษณ์งานที่ใหม่

ก็เปล่าอีกหรอก ไม่ใช่ที่ใหม่ขนาดนั้น 
แต่เป็นที่เดิมที่เคยอกหักปางตายตั้งแต่ก่อนไป Working Holiday 
ที่เดิมที่ยอมบินกลับจากนิวซีแลนด์มาในช่วงกลางปีเพื่อพบกับความอกหักอีกครั้ง 
ที่เดิมที่เคยเรียกไปสัมภาษณ์ในวันแรกที่เริ่มงานใหม่ แต่ตัดใจไม่ไป
และที่เดิมที่เรียกให้เข้าไปอีกครั้ง.. ในวันพรุ่งนี้


พอเล่าให้คนรอบตัวฟัง ทุกคนเชียร์ว่าทำไมจะไม่ไปล่ะในเมื่อเค้าเรียก และมึงเองก็เฝ้าฝันอยากจะทำตั้งนานแสนนาน.. นั่นน่ะสิ อยากทำแล้วทำไมถึงจะไม่ไปกัน โอกาสใช่ว่าจะมีบ่อยซะที่ไหน


ลังเลรอตัดสินใจจนวันสุดท้ายถึงจะยอมส่งเมล์ให้คำตอบว่าไป แต่สุดท้ายไอเสียง inner voice เล็กๆ มันก็ตะโกนไม่หยุดว่าเหมือนมึงกำลังมาผิดทางเลยหว่ะ... เหรอ?

พอมานั่งๆ นึกดูแล้วเหตุผลที่เราอยากทำตอนนั้นก็มีอยู่ไม่กี่ข้อ อย่างแรกอาจจะเพราะงานดูน่าสนใจดี หรือสองเป็นองค์กรมั่นคงสวัสดีการเยี่ยม หรือตอนนั้นอาจจะเป็นเพราะ ‘เขา’ คนที่ช่วยเหลือเราตั้งแต่วันสมัครยันวันสัมภาษณ์จนรู้สึกว่า อืมถ้าได้ทำที่เดียวกันก็คงดี..

พอมานั่งคิดถึงตอนนี้ ถ้าตัดเรื่อง ‘เขา’ คนนั้นที่แทบไม่ค่อยได้ติดต่อกันออกไป เรื่องงานล้วนๆ ก็รู้สึกว่ามันใช่เราเหรอ กับการเดินทางขึ้นไฟฟ้าต่อใต้ดินต่อมอไซด์ไปกลับสามสี่ชั่วโมง ระบบผู้ใหญ่ระเบียบการขั้นตอนที่ขนาดเอกชนยังรู้สึกเบื่อขนาดนี้ และอะไรอีกหลายอย่าง..

กลับไปนอนคิดอยู่ที่บ้านเสาร์อาทิตย์สองวัน สุดท้ายก็ได้คำตอบว่าอือ ไม่เอาดีกว่า.. 
เรามีแพลนชีวิตที่คิดว่าจะเรียนต่อโทอยู่แล้วปีหน้า และก็คงไม่เลื่อนอีกแล้ว กลัวว่าถ้าเกิดได้ขึ้นมา (ถึงแม้โอกาสจะมีน้อยกว่าถูกหวย) เราก็คงจะทำไม่ทนอย่างที่หลายคนคาดไว้อยู่ดี

เรายังมีความเชื่ออยู่ ว่าถ้ามันเป็นที่ของเราจริง จังหวะทุกอย่างมันจะพอดีกันเอง.. 


หลังจากขาดการติดต่อไปนานหลายเดือน 
อยู่ดีๆ เมื่อคืนก็เราก็ติดต่อเค้าไปบอกว่าเรามีนัดประชุมงานแถวนั้น ชวนมากินข้าวเย็นด้วยกัน เค้าก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา จนกระทั่งเช้าวันนี้เราส่งข้อความไปเลื่อนเค้า ด้วยเพราะสถานที่นัดประชุมจากหลังเซ็นทรัลพระราม9 เป็นแถวศรีนครินทร์.. 

นึกว่าจะเลิกดึกกว่าที่คิด แต่ที่ไหนได้ เร็วกว่าที่คิดซะอีก .. 
พอโทรกลับไป เค้าบอกไม่ทันแล้ว กำลังนั่งกินส้มตำอยู่ข้างหอ
ด้วยความปากดีเลยบอก ขอไปด้วยได้ปะ.. ก่อนที่เค้าจะตอบกลับมาว่า จะมาก็มา ตอนนี้นั่งกินกับเพื่อนที่ทำงานอยู่..

อยากเจอก็อยาก ตอบตกลงไปแล้วจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็กระไรอยู่ ด้วยความกลัวสายเลยโบกมอไซด์จากแถวนั้นข้ามเขตไปห้วยขวาง เอาจริงๆ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะเคยนั่งมอไซด์ไกลถึงขนาดนี้ แถมยังเป็นคนละถิ่นอีกต่างหาก


สุดท้ายก็มาถึงภายในเวลาเกือบสี่สิบนาทีต่อมา.. 
เค้าก็ยังเป็นเค้าเหมือนเดิม คนที่เราเข้าไม่เคยถึงและไม่เคยเปิดให้เราเข้าถึง
เป็นหัวข้อสนทนาที่เราโคตรจะไม่เข้าใจเลย ได้แต่นั่งยิ้มแห้งๆ กินส้มตำไปเงียบๆ

"เลิกเล่นมือถือแล้วกินข้าว" เค้าบอกเรา ขณะที่เรากำลังกดมือถือคุยงานกับลูกค้าอยู่
"อย่างกับแม่ลูก" เพื่อนที่ทำงานเค้าบอก เราหลุดหัวเราะออกมาในลำคอ



บังเอิญที่แถวนั้นมีงานตลาดนัด.. เค้าเลยเดินแวะดูนิดหน่อย
บรรยากาศชวนย้อนเวลากลับไปสี่ปีก่อน ในวันแรกที่เรารู้จักกันที่งานตรุษจีนปากน้ำโพนครสวรรค์ไม่ผิด งานตลาดนัด ข้างทางขายเสื้อผ้าคู่ ปลาหมึกย่าง และขนมเบื้อง

เราเดินมาหยุดหน้าชิงช้าสวรรค์ ระหว่างรอเพื่อนเค้าเดินตามมา เห็นเค้าหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป เราเลยหยิบขึ้นมาถ่ายบ้าง อยู่ดีๆ ก็นึกถึงหนังสือเรื่อง Sputnik Sweetheart ของ Haruki Murakami ที่เพิ่งอ่านซ้ำรอบสองไปเมื่ออาทิตย์ก่อน 

I dream. Sometimes I think that's the only right thing to do.
นึกอยากจะฝันต่อไปเหมือนกัน แต่ยิ่งฝันนาน โลกความจริงจะยิ่งถอยห่างออกไปทุกที
เลยรีบตื่นมาเจอดีกว่า ยืนรอเค้าซื้อของกันแปปนึง เค้าถามว่า "จะเดินไปด้วยกันแล้วค่อยเดินมาขึ้นรถ หรือจะขึ้นจากตรงนี้กลับบ้านเลย" ใจจริงก็อยากจะเดินตามไป แต่คิดว่าคงไม่มีประโยชน์ แยกกันตรงนี้เลยดีกว่า

"ส่งแค่นี้ก็ได้"
เค้าบอกไม่เป็นไร ปล่อยเพื่อนเค้ายืนรอที่ตรงนั้น แล้วเดินพาเรามาโบกแท๊กซี่ตรงหัวมุมถนน เป็นโมเม้นที่รถราวิ่งผ่านไปมาวุ่นวายเต็มถนน มีแต่เรากับเค้าที่หยุดยืนนิ่งอย่างกับอยู่คนละโลก รู้สึกไม่อยากจากเลย แต่คงไม่มีประโยชน์อะไรในเมื่อก็ยังไกลเท่าเดิม อยากกอดแต่คิดว่าไม่ดีกว่า แค่จะโบกมือลายังทำยาก เลยเปลี่ยนเป็นยกมือไหว้แทน 


วินาทีที่สบตาเค้าตอนล้อรถค่อยๆ เคลื่อนห่างกันออกไป อยู่ดีๆ ก็มีความคิดว่า อือห่างกันเท่านี้อาจจะดีแล้ว ไม่ไปสัมภาษณ์งานวันพรุ่งนี้ก็อาจจะดีแล้ว ทุกคนต่างมีวงโคจรเส้นทางเป็นของตัวเอง สะเปะสะปะบ้าง แต่มันก็ยังเป็นวิถีที่มันเป็นและควรจะเป็น

จนกว่าเวลาที่เหมาะสม เราจะกลับมาพบกันอีก :)





ปล. รู้สึกว่าการทำงานคือการดูดพลังชีวิตมาก บางวันนึกอยากเขียนอะไรในหัวออกมาสักอย่าง แต่สุดท้ายคือความว่างเปล่า.. 
SHARE
Written in this book
all about you
ห้วยขวาง, ตลาดรถไฟ, อพาร์ตเมนต์ชั้น5
Writer
mmanee
alien
It's me.

Comments

Girlwearsblue
1 year ago
ชอบเรื่องนี้นะ เหมือนได้เข้าไปอยู่ในห้วงนั้นด้วยเลย 🙂
Reply