ท่าพระจันทร์
     "แกยังอยากเป็นนักปฏิวัติอยู่รึเปล่า"
     เจนถามผมในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของชีวิตในมหา'ลัย ผมเหลียวไปมองเธออย่างไม่มีคำตอบ ก่อนจะมองไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำสายใหญ่อย่างเหม่อลอย
     บางทีผมก็รู้สึกแน่วแน่เต็มไปด้วยพลังของวัยหนุ่ม บางครั้งผมก็รู้สึกเหมือนหลงทาง ทุกความพยายามกลายเป็นความว่างเปล่าไปเสียอย่างนั้น
     "เราอยากเป็นนะ แต่โลกนี้อาจไม่เคยมีนักปฏิวัติก็ได้"
     ผมหันไปมองเธออีกครั้ง แต่สายตาเธอจับจ้องอยู่ที่เรือข้ามฟากซึ่งมุ่งไปยังโรงพยาบาลอีกฝั่งแม่น้ำ สายลมร้อนของเมืองหลวงที่แสนวุ่นวายพัดเข้ามาหาเราสองคน
     "คนที่อยู่หลังรถบรรทุกที่แกพูดถึงบ่อยๆ นั่นล่ะ"
     "เขาเริ่มต้นด้วยอุดมการณ์ที่สวยงามนะ แต่แกดูผลลัพธ์ของมันในตอนนี้สิ"
     ผมร่ายยาวให้เธอฟังถึงเรื่องราวซึ่งเกิดขึ้นในคิวบา สถานที่มายาของความเท่าเทียม การปิดกั้นสื่อและลงโทษความคิดที่แตกต่าง การทุจริตที่ฝังรากลึกยาวนานครึ่งศตวรรษ
     "แต่ทุกคนก็เท่าเทียมกันนะ... อย่างน้อยก็คงมากกว่าที่นี่"
     เธอหันมามองผมด้วยแววตาใสเป็นประกาย เป็นสายตาของเด็กสาวที่ยังมีความฝัน เป็นการส่งมอบความรู้สึกว่าความหวังยังมีอยู่เสมอ
     "การที่คนๆ หนึ่งยกตัวเองเป็นผู้ปกครองเหนือคนอื่นตั้งแต่แรก เราว่ามันจบตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะ"
     "แกก็รู้ว่ามันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ เราต้องยอมเสียอะไรไปบ้างสิ"
     ผมถอนหายใจยาว ละสายตาไปอีกฝั่งแม่น้ำ มองดูชายสูงอายุที่เพิ่งถือถุงยาออกมาจากตัวโรงพยาบาล เดินไปที่ท่าเรือ นั่งรอเรือข้ามฟากลำต่อไป
     "ที่นั่นเหมือนหลุดออกมาจากนิยายดิสโทเปีย ผู้นำปกครองประชาชนด้วยการปิดกั้นความรู้ เหมือนศาสนจักรในยุคมืด แกพอจะคิดออกไหม"
     เธอนิ่งเฉยรอให้ผมขยายความ
     "แกจำเรื่องการประกาศสงครามครูเสดที่เราเรียนกันตอนปีหนึ่งได้ไหม"
     เธอยิ้มมุมปากกลับมา "จำไม่ได้หรอก ตอนนั้นทุกคนกำลังสนุกกับชีวิต มีแต่แกนั่นแหละเก็บตัวคิดอะไรเพ้อๆ อยู่คนเดียว"

     ผมเป็นฝ่ายยิ้มมุมปากพร้อมส่ายหน้าไปมาให้เจนบ้าง
     "ตอนที่โป๊บประกาศสงครามครูเสด และมอบสัญญาว่าจะให้อาณาจักรของพระเจ้ากับทุกคนที่เข้าร่วม แกจำได้ไหม"
     "อืม... และคนทุกหนแห่งก็อยากจะเข้าร่วม"
     "อืม... และผู้คนทุกหนแห่งก็ตายไปอย่างสูญเปล่า แกคิดดูสิคนเป็นแสนเป็นล้านเฝ้ารอวินาทีที่จะพ้นไปจากโลกนี้ พวกเขาเลือกสงครามและความตาย พร้อมวาดฝันว่าจะมีฉากแสนสวยรออยู่ หลังหัวหลุดจากบ่า"
     "แต่ความจริงก็คือทุกอย่างจะหายไป"
     "ใช่ นั่นแหละดิสโทเปียขนานแท้ ปกครองผู้คนด้วยการปิดกั้นความรู้ ปกครองด้วยความโง่เขลา"
     เธอพยักหน้าเบาๆ และความเงียบก็โรยตัวลงมา สายลมร้อนหายไปอากาศหยุดนิ่งลง ผมมองดูสายน้ำที่เคลื่อนไปอย่างเหม่อลอยตามเดิม
     ชายสูงอายุคนนั้นข้ามฟากมาลงท่าเรือซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเราสองคน ผมมองดูเขาเดินผ่านหน้าไปด้วยแววตาหยาบกร้าน ไม่สนใจสิ่งใดๆ รอบข้าง ก่อนจะนั่งลงยังม้านั่งตัวหนึ่งที่ไม่ห่างออกไปนัก
     "แกเคยคิดไหมว่าบางทีคนเราต้องการความหวังมากกว่าความจริง"
     "คิดสิเจน... คิดมาตลอด"
     "งั้นสิ่งที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้อาจจะดีอยู่แล้วก็ได้นะ"
     คำพูดของเธอทำให้ผมถอนหายใจยาวอีกครั้ง มันทำให้อึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก หากผมก็ไม่รู้จะตอบโต้ออกไปยังไง
     ผมชวนเธอไปเดินเล่นสนามหญ้าที่ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวัง ท้องถนนอัดแน่นไปด้วยผู้คนหลากสัญชาติ ผมสงสัยว่าบนเกาะเมืองเก่าแห่งนี้ จำนวนคนต่างชาติอาจมีมากกว่าคนในก็เป็นได้
     เราหามุมที่พอจะมีร่มเงาลงนั่งและเฝ้ามองดูคนซึ่งผ่านไปมา มันเป็นกิจกรรมที่เราชอบเหมือนกัน กวาดสายตามองดูคนที่ไม่รู้จักและจินตนาการว่าพวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตยังไง

     "แกหมายความว่าเราก็อยู่กันไปแบบนี้ แล้วเฝ้ารออุดิมคติที่จะไม่มาถึงไปเรื่อยๆ น่ะหรอ" ผมสายต่อการสนทนาอีกครั้ง
     "แกก็พูดซะหดหู่เกินไป แกอย่าเอาแต่เปรียบเทียบโลกที่เป็นกับโลกที่แกอยากให้เป็นสิ" คำพูดของเจนทำให้ผมต้องคิด
     ผมเอาแต่เปรียบเทียบอย่างนั้นจริงไหม อาจใช่ บ่อยครั้งผมใช้ชีวิตอยู่ในความคิดตัวเองมากกว่าโลกภายนอก ผมต้องการจะทำอะไรกันแน่นะ ผมอยากทำให้อะไรๆ มันดีขึ้น แต่สุดท้ายมันเป็นแค่การพร่ำบ่นวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เป็น โดยไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยรึเปล่า
     "โลกนี้ไม่เคยมีนักปฏิวัติ แกอาจเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในตอนจบแกไม่มีทางทำนายผลลัพธ์ของมันได้" คำพูดหลุดออกไปในขณะที่ผมมองฝรั่งเครายาวสะพายเป้ใบใหญ่ ถือกล้องพร้อมเลนส์ราคาร่วมแสนถ่ายภาพร้านค้าของทอดริมทางราคาหลักสิบ
     "แต่แกก็ควรพยายามไม่ใช่เหรอ"
     เราควรจะพยายามไหม... ในโลกที่มองเห็นแต่ความสำเร็จ ความพยายามที่ล้มเหลวมีความหมายอะไรไหม ผมเคยคิดว่าทุกการกระทำมีคุณค่าในตัวของมันเอง การเอาแต่คำนึงถึงผลลัพธ์โดยไม่ใส่ใจระหว่างทางเป็นวิธีคิดที่ผิด... ความพยายามทำให้เราได้เรียนรู้ และความล้มเหลวสอนอะไรเรามากกว่าความสำเร็จ
     ผมเคยเชื่อแบบนั้น... จนกระทั่งเห็นชีวิตของหมู่คนซึ่งความพยายามไม่เคยแปรเปลี่ยนเป็นความสำเร็จ พวกเขาต่อสู้อย่างเข้มแข็งตลอดเวลาบนโลก แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว
     ความพยายามแบบนั้นมีความหมายอะไรไหม ชีวิตเช่นนั้นคือความเปลืองเปล่าหรือไม่ ผมไม่กล้าตอบคำถามนี้
     "ไอสไตน์พยายามจะทำให้ทุกคนเข้าใจเหตุผลของชีวิต แต่ผลลัพธ์ของมันคือระเบิดอะตอม ถ้าเขารู้อนาคตได้ เขาจะเลือกเป็นช่างซ่อมนาฬิกาแทนนักฟิสิกส์ เขาบอกไว้แบบนั้น แกจะหาเหตุผลให้กับความพยายามแบบนี้ได้ยังไงกัน"
     เธอนิ่งเงียบไป ผมทิ้งตัวนอนบนลานหญ้า ใครกันจะตอบคำถามแบบนั้นได้
     มนุษย์กลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันเขียนคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อหวังจะสร้างกฎเกณฑ์นำไปสู่สังคมที่ดี แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของยุคมืดที่กินเวลาร่วมพันปี
     นายดนัยและนางพิสมัย ตรากตรำทำพืชสวนไร่นาเพื่อส่งบุตรสาวคนเดียวเรียนจนจบปริญญา ก่อนที่เธอคนนั้นจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในวันแรกของการทำงาน
     ไมเคิลแน่วแน่จะเป็นนักบินตั้งแต่อายุแปดปี เขาหมกตัวอ่านหนังสือและฝึกซ้อมร่างกายตลอดวัยเยาว์ ในขณะที่เพื่อนคนอื่นวิ่งไล่ผู้หญิงและมัวเมากับรสสัมผัส ก่อนจะค้นพบว่าตนเป็นตาบอดสีในการตรวจสุขภาพเมื่ออายุยี่สิบสาม
     ใครกันจะตอบคำถามแบบนั้นได้ จริงอยู่เราอาจปลอบโยนตนเอง แต่ลึกลงไปแล้วความจริงและความโหดร้ายจะอยู่ตรงนั้นเสมอ... เราเพียงแค่ยอมรับมัน

     ผมรู้สึกถึงเหงื่อตรงแผ่นหลังและมองเห็นมันตามแนวผมของเจน จึงชวนเธอไปนั่งร้านกาแฟในละแวกนั้น เราสั่งน้ำส้มคั้นสดเหมือนกันทั้งคู่ และนั่งตรงโต๊ะซึ่งติดกระจกมองเห็นการจราจรที่ชะงักค้างอยู่ภายนอก
     "มากับแกทีไรเราไม่กล้าสั่งกาแฟกับของหวานเลย รู้สึกผิด"
     ผมยิ้มกลับไป "มันก็แค่เรื่องตลกร้ายเอง"
     ผมเคยเล่าให้เธอฟังว่าในปีก่อน บนโลกใบนี้มีคนตายจากสงครามราวห้าแสนคน ในขณะที่คนเสียชีวิตจากเบาหวานมีมากกว่าหนึ่งล้าน
     "แกอยากรู้ตลกร้ายอีกเรื่องไหม"
     เธอยิ้มอย่างรู้ทันและผมก็ฉวยโอกาสพูดต่อ "การบริโภคส่วนเกินในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเอาไปแก้ไขสถานการณ์ขาดแคลนอาหารในแอฟริกาได้ทั้งทวีป"
     "แกหมายถึงเราควรจะเลิกกินบุฟเฟ่ต์ใช่ไหม"
     ผมไม่ได้ตอบอะไรเธอ การที่ผู้หญิงเพียงคนหนึ่งเลิกกินบุฟเฟต์คงไม่ได้ส่งผลอะไรกับเรื่องแบบนั้น
     ผมหยุดคิดเรื่องชวนปวดหัว และมองดูรถราที่ติดขัดอย่างน่าอึดอัดในช่วงเย็น การได้นั่งอยู่ในห้องแอร์ ดื่มน้ำผลไม้เย็นๆ พูดคุยกับเพื่อนที่เข้าใจสักคน ในฐานะปัจเจกชนคนหนึ่งผมไม่อาจขออะไรได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
     เมื่อเราพูดคุยจนถึงจุดที่ไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหาได้ เธอมักจะบอกเสมอว่าผมคิดมากเกินไป คิดจนเกิดเป็นความทุกข์และเสพติดมัน ผมยอมรับว่าตัวเองเป็นแบบนั้น
     เมื่อยอมรับแล้วผมก็จะทิ้งเรื่องพวกนั้นไว้ ไม่คิดปัญหาที่ใหญ่เกินตัวไปอีกสักพัก มีความสุขกับชีวิตประจำวัน ยิ้มหัวเราะให้กับเรื่องไร้สาระในชีวิตนักศึกษา ก่อนจะหวนกลับไปสู่วงโคจรเดิมอีกรอบ เมื่อตระหนักได้ว่าชีวิตในฐานะปัจเจกผู้วิ่งไล่หามายาความสุข มันเปลืองเปล่าสิ้นดี
     เสียงสูดน้ำส้มหมดแก้วทำให้ผมหันไปมองเธออีกครั้ง เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาพร้อมรอยยิ้มบางๆ ผมชอบชั่วขณะนี้ มันเป็นความเปลืองเปล่าที่สวยงาม
     "ไปกันเถอะ"
     เธอพูดพร้อมกับเดินนำหน้าผมออกสู่ทางเท้าที่มีเพียงสายลมร้อนและมลพิษ
SHARE
Written in this book
- Jane -
อย่าถามหาเหตุผล จากเรื่องที่ไม่มีวันตกตะกอน
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments

THEBOYANDGIRL
2 years ago
อุดมการณ์อันหนักแน่น กับความฝัน 0 %
Reply
Girlwearsblue
2 years ago
ชอบการมองโลกของ 'ผม' ในเรื่องนี้ อยากเป็นเพื่อนด้วย อยากรู้ว่าจะจับอะไรรอบตัวมาวิจารณ์ได้อีก 😂
Reply
Stardust1723
2 years ago
นี่เราก็เป็นเพื่อนพิมอยู่นะ 555
Girlwearsblue
2 years ago
ซึ้งงง 😭
niji
2 years ago
หายไปนานเลยค่ะ
Reply
Stardust1723
2 years ago
:)
GoodPerson
2 years ago
สู้ๆน่ะ สะเก็ดดาว
Reply
Stardust1723
2 years ago
ขอบคุณที่แวะมาอ่านฮะ :)
W-i-n-N-y
2 years ago
เจ๋งดีเพื่อนวิน

Reply