Affectiva - รู้หน้าก็รู้ใจ
ระหว่างที่นั่งพิมพ์งานส่งต้นฉบับนี้อยู่ ผมกำลังขมวดคิ้วเพราะรู้สึกสงสัยกับเรื่องที่กำลังอ่าน อยู่ๆก็มีโฆษณาเด้งขึ้นมาถามว่า “คุณดูมีคำถามกับสิ่งที่อ่านนะ อยากถามผู้เชี่ยวชาญหรือให้เราโทรหาไหม?” เฮ้ย!...เดี๋ยวสิ

อย่าเพิ่งตกใจไปครับ มัน ‘ยัง’ ไม่ใช่เรื่องจริง อย่างน้อยๆก็ในเวลานี้

แต่อีกไม่นานหรอกที่บริษัทต่างๆจะสามารถคาดเดาอารมณ์ ความรู้สึก หรือแม้กระทั่งความคิดของลูกค้าว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสื่อที่พวกเขากำลังเสพแบบ real-time แล้วปรับคอนเทนท์ไปตามการตอบสนองในแต่ละครั้ง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “emotion economy” (เศรษฐกิจทางอารมณ์) เพราะโลกกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ลูกค้าไม่ได้ passsive เป็นฝ่ายรอรับคอนเทนท์อย่างเดียวเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป ความอยู่รอดของหลายธุรกิจขึ้นโดยตรงกับ “อารมณ์ร่วม” ที่ลูกค้ามีกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นั้นๆ อันไหนปังเป็นไวรัลโดนใจหรือคนพูดถึงเยอะก็มีโอกาสสร้างเม็ดเงินมากขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์อารมณ์ว่าตอนนี้ลูกค้ารู้สึกยังไงแบบวินาทีต่อวินาที กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่บริษัทน้อยใหญ่ต้องการ และสิ่งเหล่านี้จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างน่าเหลือเชื่อ

Affectiva เป็นบริษัท MIT สตาร์ทอัพที่กำลังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างจริงจัง นำโดย CEO เลือดใหม่อย่าง Rana el Kaliouby (ติดอันดับ 35 Innovators under 35 ของ MIT Technology Review) ให้บริการระบบพื้นฐานแบบ software-as-a-service ที่อ่าน “การแสดงสีหน้า” ของลูกค้า ซึ่งมันถูกเรียกแบบแปลกๆโดยบริษัทว่า “อารมณ์ในรูปแบบของบริการ” (emotion as a service) โดยเป้าหมายของ Affectiva คือการเป็นตัวกลางในการเพิ่มความรู้สึกและอารมณ์เข้าไปในผลิตภัณฑ์ที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้ เพื่อให้บริษัทที่ใช้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลว่าตอนนี้ลูกค้ารู้สึกยังไงกับผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นๆ พูดง่ายๆว่าอีกไม่นานจะมีซอฟแวร์คอยสังเกตุว่าช่วงไหนของวีดีโอที่คุณนั่งหาว หลังจากนั้นก็ปรับคอนเทนท์ให้สนุกมากขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจของคุณกลับคืนมาสู่หน้าจออีกครั้ง โดยข้อมูลตรงนั้นก็ถูกเก็บไว้เพื่อช่วยให้บริษัทพัฒนาคอนเทนท์ที่น่าสนใจในครั้งหน้า หรือบางทีก็ยกเลิกและปิดตัวสินค้าตัวนั้นไปเลยเพื่อตัดค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าที่ไม่มีคนสนใจ

Rana อธิบายว่า Affectiva เริ่มต้นโดยการใช้เทคโนโลยี Computer Vision กับ Deep Learning เพื่อวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้าบนวีดีโอออนไลน์ โดยไม่ใช้เสียงหรือบทสนทนาเข้ามาเป็นตัวบ่งชี้ ไม่ว่าจะเป็นวีดีโอแชท ไลฟ์สตรีม วีดีโอไฟล์ หรือแม้แต่ภาพเคลื่อนไหวสั้นๆอย่าง GIF ระบบจะทำการคัดกรองหลังจากนั้นก็เลือกว่าตอนนี้หน้าตาแบบนี้แปลว่าอะไร สุข เศร้า กังวล กลัว สนใจ ตกใจ หรือประหลาดใจ ฯลฯ มีลูกค้าที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Unilever และ Kellogg’s สื่อโทรทัศน์อย่าง CBS บริษัทโฆษณาและบริษัทวิเคราะห์ตลาดต่างล้วนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

ขั้นตอนการทำงานของเทคโนโลยีชนิดนี้มีส่วนคล้ายกับ Facial Recognition แต่ก็ไม่เหมือนกันซะเลยทีเดียว ยกตัวอย่างในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ Apple หรือ Samsung ที่ใช้เพื่อระบุตัวบุคคลว่าเป็นใครเพื่อการเข้าถึงข้อมูล (หรืออย่างของเฟสบุ๊คที่ใช้แทคเพื่อนบนรูปถ่าย) ส่วนของ Affectiva จะเป็นการวิเคราะห์การขยับเขยื้อนของส่วนต่างๆของใบหน้า (ไม่ได้บอกว่าใครเป็นใคร) เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาบ่งชี้ว่าคนนั้นกำลังรู้สึกยังไง โดยขั้นตอนของมันคือการจับจุดต่างๆบนใบหน้าของผู้ใช้ โดยเฉพาะคิ้ว หน้าผาก ดวงตา หางตา ปาก มุมปาก เหล่านี้ หลังจากนั้นก็ใช้สมองกลในการจำแนกอารมณ์ออกมาว่าในเวลานี้นั้นรู้สึกแบบไหน เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้น การบ่งบอกอารมณ์ที่ซับซ้อนก็สามารถเป็นไปได้มากขึ้น ถึงขั้นว่าอีกหน่อยอาจจะสามารถแบ่งแยกอารมณ์ของ ความหวัง หงุดหงิด ไม่พอใจ หรือแม้แต่ช่วงจังหวะอารมณ์แห่งแรงบันดาลใจ (น่าสนใจว่าหน้าตาของคนที่มี eureka โมเม้นต์นั้นเป็นยังไง) ทางบริษัทอ้างว่าพวกเขามีคลังข้อมูลรูปภาพและวีดีโอใบหน้าและอารมณ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 4.25 ล้านชิ้นที่มาจากกลุ่มคนกว่า 75 ประเทศ

ความท้าทายของเทคโนโลยีนี้คือเรื่องของการอ่านค่าที่แม่นยำในกลุ่มอายุและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เพราะการแสดงออกทางสีหน้าบางอย่างมันเฉพาะเจาะจงแค่เพียงกลุ่มคนของบางประเทศเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น “การยิ้มแบบเกรงใจ (politeness smile)” ที่ไม่ได้แปลว่า “มีความสุข” หรือ “ยิ้มเยาะ” ที่มีเพียงในกลุ่มคนเอเชียแต่ไม่มีในคนยุโรป หรือแม้แต่การแสดงออกของอารมณ์คนเอเชียที่ค่อนข้างเก็บอารมณ์ความรู้สึก ไม่ค่อยชอบการแสดงออกมากถ้าเทียบกับกลุ่มคนแถบอเมริกาหรือยุโรป

บริษัทเกมส์ Flying Mollusk Studio ได้ทดลองใช้ซอฟแวร์ของ Affectiva ในเกมส์แนวจิตวิทยาสยองขวัญ (Psychological Thriller) ชื่อ Nevermind โดยใช้การตอบสนองของผู้เล่น (bio-feedback) เป็นตัวกำหนดความน่ากลัวของเกมส์แบบ real-time ยิ่งเรารู้สึกหวาดกลัวและเครียดมากเท่าไหร่ เกมส์จะยิ่งน่ากลัวและสยดสยองเหมือนฝันร้ายมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าผู้เล่นสามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างสงบ ตัวเกมส์และเนื้อเรื่องก็จะค่อยๆคลี่คลายและง่ายขึ้น คล้ายกับการแกะปมเชือก ยิ่งรีบยิ่งรัดและแพ้ภัยตัวเองยอมแพ้ในที่สุด โดยบริษัทเขียนคำอธิบายถึงเกมส์ของเขาว่ามันจะช่วยทำให้เราตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดในชีวิตจริงได้อย่างสงบมากขึ้น ตัวสโลแกนของเกมส์ก็บอกไว้ว่า “ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคือที่อยู่ในหัวของเรา”

สื่อโฆษณาต่างๆทดลองใช้ซอฟแวร์เดียวกันในกลุ่มสนทนาแบบ focus group เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการตอบสนองของผู้เข้าร่วมทดสอบโดยไม่ต้องอธิบายว่าตัวเองนั้นรู้สึกยังไงกับสินค้าแต่ละตัว (หรือโฆษณาที่เห็น)​ หลักการง่ายๆของการทดสอบแต่ละครั้งคือการพยายามค้นหาว่าส่วนไหนของโฆษณา, คลิปวีดีโอ, โปรแกรมซอฟแวร์ หรือ เกมส์ที่น่าเบื่อไม่ดึงดูด ส่วนไหนที่ผู้ชมส่วนใหญ่เริ่มไม่ค่อยสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า โปรแกรมของ Affectiva จะทำการเก็บข้อมูลและสร้างออกมาเป็นรายงานทางอารมณ์ (emotional journey) ของผู้เข้าร่วมทดลอง หลังจากนั้นก็สามารถมาปรับแต่งกันอีกครั้งก่อนปล่อยออกสู่ท้องตลาด

ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่มีทางแม่นยำ 100% เพราะโปรแกรมของ Affectiva ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นเครื่องจับเท็จ แน่นอนว่าต้องมีกลุ่มคนพยายามหลอกระบบเพื่อความบันเทิงและอยากรู้ต่างๆนานา (ตัวผมเองก็อาจจะทำ) แต่โดยรวมแล้วผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งในอนาคตหากมีข้อมูลผู้ใช้ที่มากขึ้น AI ของโปรแกรมก็สามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีกเรื่อยๆ

นอกเหนือจากธุรกิจเกมส์และโฆษณา เทคโนโลยีของ Affectiva ยังสามารถนำไปประยุกต์ไช้ได้อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่นเฟสบุ๊คหรือยูทูป บริษัทเหล่านี้สามารถติดตาม “อารมณ์” ของผู้ใช้ขณะที่กำลังดูโพสต์อันใดอันหนึ่งอยู่ แล้วให้คะแนนความน่าสนใจของแต่ละโพสต์จากข้อมูลอารมณ์ของแต่ละบุคคล เมื่อนำมาผสมกันเป็นตัวเลข โพสต์ไหนที่ได้คะแนนสูงๆก็อาจจะถูกวางไว้ด้านบนของ news feed ส่วนโพสต์ที่คนดูแล้วหาว ทำหน้าเบื่อๆ บางที่อาจจะไม่มีคนเห็นเลยก็ได้

ในส่วนด้านฮาร์ดแวร์ผู้ผลิตหุ่นยนต์ ก็สามารถดึงศักยภาพในการวิเคราะห์อารมณ์ผู้ใช้งานเพื่อนำมาพัฒนาสมองกลได้เช่นเดียวกัน สมมุติว่าหุ่นยนต์เห็นคนกำลังร้องไห้เสียใจ สำหรับหุ่นยนต์ทั่วไปแล้วอาจจะไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่ถ้าเป็นหุ่นยนต์ที่รู้หน้าก็รู้ใจว่ามนุษย์กำลังมีความทุกข์ อาจจะเดินเข้ามาถามว่าช่วยอะไรได้บ้างไหม เดินไปหยิบทิชชู่มาให้ หรือแม้แต่เดินเข้ามาโอบกอดปลอบใจ มันไม่ใช่เรื่องที่เกินจินตนาการอีกต่อไป

ในพื้นที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยอย่างงานคอนเสิร์ต อีเว้นท์ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่สวนสนุก สถานที่เหล่านี้ถ้านำซอฟแวร์ของ Affectiva มาใช้ก็สามารถติดตามอารมณ์ของคนที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ถ้าเกิดเห็นว่าคนเริ่มเฉื่อยๆ อาจจะมีการนำตัวมาสคอตออกมาเดินโชว์ เปิดเพลงที่ครึกครื้นมากขึ้น อาจจะมีกิจกรรมออกมาให้ร่วมกันทำ สร้างจุดสนใจใหม่ๆได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าไปทวีตบ่นออนไลน์ ธุรกิจเหล่านี้ล้วนมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ทั้งสิ้น

แต่เทคโนโลยีใหม่ล้วนสร้างผลกระทบต่อชีวิตเราเสมอไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่ง อย่าง Affectiva เราต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว (privacy) ให้มากยิ่งขึ้น มันดูดิสโทเปียและน่าขนลุก ที่ต้องรู้สึกว่ามีใครสักคนคอยจับตามมองเราทุกฝีก้าว ถึงแม้ว่าผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง Rana จะเคยเน้นย้ำในบทสัมภาษณ์ว่าทางบริษัทที่ใช้โปรแกรมนี้ต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้าและได้รับการยินยอมก่อนเสมอ

“เราอยากให้ผู้ใช้รู้เลยว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้บ้าง และรู้ตัวว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่”

แต่นี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควบคุมได้ยาก เพราะธุรกิจของพวกเขาสร้างเม็ดเงินจากการให้ข้อมูลเหล่านี้กับบริษัทต่างๆ พวกเขาจะรับมือยังไงถ้าเกิดว่ามีบริษัทหนึ่งที่ใช้ซอฟแวร์ของบริษัทโดยที่ไม่ยอมแจ้งให้ลูกค้าทราบ หรือแม้แจ้งแต่ก็เป็นเพียงหมายเหตุดอกจันเล็กๆที่ไม่ถ้าไม่สังเกตก็ไม่มีทางรู้ บริษัทจะเอาหูไปนาเอาตาไปธนาคารรึเปล่า? คำตอบตรงนี้ผู้บริโภคตาดำๆทั่วไปอย่างพวกเราอาจจะไม่มีทางทราบได้ คิดไปแล้วก็ไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ เพราะเรารู้หน้าแต่ไม่มีทางรู้ใจบริษัทเหล่านี้ได้ แต่ในทางกลับกัน Affectiva แค่มองหน้าก็อาจจะรู้แล้วว่าเราต้องการอะไร



SHARE
Written in this book
Start It Up!
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments