5555 ปรึกษาปัญหาหัวใจ (Binkyeong)



บางครั้งการทำงานหักโหมมากเกินไปมันก็ไม่ดีกับคนรอบข้าง ...และกับตัวคุณ 

มันอาจทำให้การดำเนินชีวิตของคุณผิดปกติ อย่างการอดหลับอดนอนบ้าง การโดปกาแฟติดกันหลายๆวันบ้าง หรืออย่างการเมินเฉยต่อคนรอบข้าง...

และใช่ ฉันรู้ดี


เพราะฉันเพิ่งเลิกกับแฟนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า





ฉันบ้างานเกินไป


แฟนที่คบกันมาราว 6 ปีได้ เราคบกันตั้งแต่อยู่โรงเรียนเก่า วางแผนจะเก็บเงินแล้วแต่งงานกัน วาดฝันไว้ซะดิบดีว่าอยากไปเที่ยวรอบโลก
.
.
อยากไปเทศกาลหิมะที่ซัปโปโร 
.
.
อยากไปดูพีระมิดที่อียิปต์ 
.
.
อยากไปตามหาแสงเหนือด้วยกันที่นอร์เวย์
.........
.....
...
.

แต่ทุกอย่างก็เป็นแค่ความฝันเหมือนเดิม ...หรืออาจจะเป็นแค่ของฉันคนเดียวก็ได้ตอนนี้


"เห้ยยยยย ร่าเริงหน่อยดิวะ ทำหน้าเป็นตูดแบบนี้กุไม่อยากทำงานไปด้วยเลยเนี่ย"

คังซึลกิ เพื่อนซี้ข้างโต๊ะทำงานของฉันพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง ผิดกับฉันลิบลับที่ตอนนี้นั่งซึมกระทือ ไม่เป็นอันทำงานทำการสักเท่าไหร่

"หาเรื่องอู้ไม่ทำงานสิไม่ว่า มึงน่ะ" 

ฉันแขวะมัันกลับไปหนึ่งดอก เหมือนมันจะอยากเถียงกลับตามประสาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร คงเพราะเห็นว่าฉันเพิ่งเจอปัญหาหนักไปเมื่อเร็วๆนี้

"เออ มึงก็รีบดึงตัวเองขึ้นมานะกยอง พวกกุเป็นห่วง"

เหมือนจังหวะซิทคอม พอซิลกิพูดจบก็มีหน้าของเพื่อนซี้ที่เหลือโผล่ขึ้นมาตรงที่กั้นระหว่างโต๊ะ เป็นเวนดี้และยูฮาทำหน้าเป็นห่วง แต่หน้ามันออกจะเหมือนตัวตุ่นที่โผล่ออกมาจากหลุมมากกว่า เห็นแค่นี้มันกยองก็หลุดขำออกมาแบบกลั้นไม่อยู่

"พวื้ดดดดดดด 55555555555555555"

"ขำไรวะมึง" ซึลกิมองอย่างสงสัย

"เปล่าๆ"
"ขอบคุณพวกมึงมากเว้ย กุไม่เป็นไรหรอก"

"มึงก็อย่าโหมงานมากไปกยอง จะแฮงค์ทั้งกายทั้งใจเอา" ยูฮาพูดเสริมแล้วเดินมาตบบ่าเพื่อนอย่างเป็นห่วง

"อืม แต่กุว่าทำงานหนักๆแหละดี จะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่าน"

พอว่างก็จะคิดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ชอบคิดว่ารู้งี้น่าจะทำแบบนั้น รู้งี้น่าจะทำแบบนี้ ...จริงๆเลย

"มึง กูมีอะไรมาแนะนำ รับรองว่าปัญหามึงจะเบาบางลงเหมือนผมหน้าม้ามึงแน่นวล" เวนดี้จีบปากจีบคอพูดพลางโยกหัวซ้ายขวา

"กุเกลียดอีท่าโยกหัวยึกๆมึงมากอีเวน"

"ก็ตั้งแต่ไปคลุกคลีกับพี่.... อะไรน้าที่อยู่แผนกขาย ก็ติดท่าทางเค้ามาหมด ถถถถถถ"

"พี่อะไรน้าอิเวนนน คิกๆๆๆๆ"

ทั้งซึลกิกับยูฮาก็หัวเราะคิกคักแซวเวนดี้กัน มีแต่มินกยองที่ไม่รู้ว่าพี่ที่หมายถึงคือใคร

"ใครอ่ะ?? ทำไมกูไม่รู้อยู่คนเดียว?"

"วันๆมึงทำแต่งาน รู้ตัวอีกทีได้รับการ์ดเชิญจากพวกกูไปละมั้ง" ซึลกิเบ้ปาก

"เอาเป็นว่าช่างมันเถอะนะกยอง สนใจเรื่องที่กุจะพูดก่อน"

"ไหน มีอะไรมาเสนอขายกูจ๊ะเพื่อนเวน" 

"กูชื่อเวนดี้ เวนดี้น่ะ เวนดี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มึงจัมม!"

"ค่ะๆๆ คุณเวนดี้"

"อ่ะนี่ เอาไป"

เวนดี้วางสมาร์ทโฟนลงบนโต๊ะทำงานมินกยอง จอสี่เหลี่ยมโชว์เพจๆหนึ่งที่มีรูปเฮดเป็นเลขสี่หลัก พร้อมข้อความเชิญชวนให้เข้ามาใช้บริการตามที่ระบุไว้


'โทร 5555 รับปรึกษาปัญหาสารพัด กับผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วทั่วราชอาณาจักร ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะปัญหาของคุณไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่เราจะพยายามเข้าใจ ยูโน้ว'





"เพจเชี่ยไรเนี้ย"

"มึงอย่าดูถูกไป ได้ผลจริงนะ เคยมีคนโทรมาแล้ว" เวนดี้พูด

"แล้วมึงรู้ได้ไงว่าปรึกษาได้จริง" มินกยองไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ แค่คำโปรยก็ไล่ลูกค้าแล้ว

เวนดี้ทำหน้าคิดพลางควักมือถืออีกเครื่องออกมาแล้วกดอะไรยิกๆอยู่สักครู่ แต่เดี๋ยว...


นั่นมันโทรศัพท์กูวว!


"อิเวน! มือถือกู!!"

"ขู่เป็นหมาเลยนะมึง"

เวนดี้ส่งมือถือคืนมาแล้ว แต่ที่หน้าจอมันมีการกดโทรออก แล้วที่โทรออกคือเบอร์ 5555 เชี่ยไรนั่นด้วย เวรละมั้ยล่ะ

"มึงนี่เวนสมชื่อจริงๆ 55555555555555"

"มึงชมหรือด่ากุวะเพื่อนกิ แต่ก็ขอบคุณ"

"กวอนเมิงช่วยกุด้วย"

"มึงก็กดตัดสายสิวะ อีง่าว!"

"เออว่ะ"

แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้กดตัดสาย ก็มีคนรับพอดี เวรละ!

"ฮัลโหลสัสดี... เอ้ย! สวัสดีค่ะ" 

เสียงปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงที่ออกทุ้มๆ ดูเสียงใหญ่ๆยังกับคนดัดเสียง เหมือนเคยได้ยินที่ไหน แต่นึกไม่ออก

มินกยองรีบเดินออกไปทางจากห้องออฟฟิซ ไม่เดินเปล่าแต่ลากพวกเพื่อนตัวแสบตามไปด้วย อีกมือก็จับคอเสื้อเวนดี้ อีกมือก็ถือมือถือค้างไว้ เดินดุ่มๆไปทางบันไดหนีไฟโดยที่มีซึลกิกับยูฮาตามมาอย่างอยากรู้อยากเห็น

"เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะคะ?" มินกยองทวนคำพูดปลายสายอีกครั้ง

"พูดว่าสวัสดีค่ะ ไงคะ"

"...หรอวะ" หันไปถามเพื่อนด้วยความงง ก็ไม่รู้ว่าฉันหูฝาดไปเองหรือเปล่าที่ได้ยินว่าคอลเซนเตอร์พูดว่าสัส

"มีอะไรจะปรึกษาคะ ทางเรายินดีช่วยเต็มที่เลยนะคะคุณ"

"...."

"แต่จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องนะ"

"อ้าว ไหงงั้นล่ะคุณ"

"ฉันไม่ใช่ดีเจพี่เผือกพี่ต้นหอมพี่ลูกกอล์ฟนะคะจะได้แก้ได้ทุกเรื่อง"

เสียงใหญ่ๆที่ดูกวนติงไม่น้อยถูกส่งผ่านโทรศัพท์มา มินกยองที่เปิดลำโพงไว้ทำให้ทั้งเวนดี้ซึลกิและยูฮาได้ยินทั้งหมด ทั้งหมดได้แต่กลั้นหัวเราะ ไม่เคยเห็นคอลเซนเตอร์ที่ไหนเถียงต่อปากต่อคำกับลูกค้า

"คือ...ชั้นจะมาปรึกษาเรื่องแฟนน่ะ"

"ว่ามาเลยค่ะ"

"ปรึกษาได้จริงๆใช่มั้ย"

"ได้สิคะ"

"แน่นะ?"

"ถามอีกทีชั้นจะบล็อคเบอร์"

"แปปนะคะคุณคอลเซนเตอร์"

เมื่อแน่ใจแล้ว ฉันก็โบกไม้โบกมือไล่พวกเพื่อนทีี่มาด้วย มีแต่กวอนคนเดียวที่ทำท่าจะไป ที่เหลือไม่ยอมไปกัน จนกวอนมันต้องล็อคคอซึลกิกับเวนดี้ออกไปทางประตู 

"มาแล้วค่ะคุณคอล"

"ไม่ใช่คอลเซนเตอร์ค่ะ นี่รับปรึกษาปัญหาเฉยๆ"

"อะไรก็ช่างเถอะค่ะ ฉันเรียกว่าคุณคอลก็แล้วกัน"

"คุณจะปรึกษาปัญหาเรื่องแฟนใช่ไหมคะ"

"ใช่ค่ะ"

"ว่ามาเลยค่ะ"

ฉันเล่าปัญหาทั้งหมดไปให้อีกฝ่ายฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่ตอนที่เราคบกัน เราผ่านอะไรๆมาด้วยกัน จนถึงตอนที่เราเลิกกัน ฉันเล่าให้คุณคอลฟังอย่างหมดเปลือก เหมือนได้ระบายปัญหาที่ฉันไม่สามารถบอกกับคนรู้จักได้ทั้งหมด 

แม่เค้าไม่ปลื้มฉันสักเท่าไหร่ ฉันจึงตั้งใจทำงาน เก็บเงินให้ได้เยอะๆ พิสูจน์ตัวเองว่าฉันสามารถจะดูแลลูกสาวของเขาได้ จนในที่สุดเราก็ได้รับอนุญาตให้คบหาดูใจกัน เมื่อฉันสัมผัสได้ว่าฐานะทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ฉันจึงตะบี้ตะบันทำงานจนแทบไม่ได้พักผ่อน แทบไม่ได้พูดคุยกับแฟนด้วยเหมือนกัน เรื่องเพื่อนก็แทบไม่รู้เพราะสนใจแต่งาน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายไปซะแล้ว

"...ปัญหาของฉันน่ะ"
"ทำยังไงให้เค้ากลับมาได้หรอคะ..."

"อืมมม...พูดยากนะคะ"

"คะ?"

"คุณแคร์เค้ามั้ยคะ"

"แคร์สิคะถามได้" มินกยองตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด

"แล้วทำไมคุณถึงโหมทำงานหนักโดยที่ไม่ได้สนใจแฟนคุณเลยล่ะคะ"

"ที่ฉันทำงานหนักก็เพื่อเค้านะคะ เรามีความฝันว่าจะได้ไปเที่ยวรอบโลกด้วยกัน ไปฮันนีมูนมีความสุขด้วยกัน...."

"แต่ความสุขของเค้าคือคุณไม่ใช่หรอคะ"
"คุณกำลังสนใจเรื่องตรงหน้า แต่คุณไม่ได้สนใจคนรอบข้างแม้แต่น้อย เพื่อนคุณ แฟนคุณ คนที่เค้ารักคุณกำลังจะหายไปเพราะคุณมัวแต่สนใจงานไม่ใช่หรอคะ"

พอพูดมาถึงตรงนี้มันทำให้ฉันรู้สึกใจหายวูบ นึกถึงช่วงเวลาที่เราเคยอยู่ด้วยกัน เพราะฉันทะเยอทะยานอยากจะมีเงินเยอะๆ ไม่ได้สนใจกันเท่าที่ควร จนในที่สุดเธอก็ไป ...สมควรแล้วสินะ...

ฉันปล่อยให้หยดน้ำตาไหลลงมาอย่างที่ไม่ได้ใส่ใจจะปาดทิ้ง มือถือโทรศัพท์ค้างไว้อยู่ที่เดิม จากที่ร้องไห้น้อยๆกลับสะอื้นตัวโยน ฉันร้องไห้ให้กับความโง่เง่าของตัวเอง ฉันคิดไปเองว่าถ้าฉันทำงานหนักเราจะมีความสุขมากกว่านี้ 


...ว่าฉันเป็นคนโง่เหนือใครๆ

มีรักแท้อยู่ ดูแลไม่ได้ จะรู้ค่ามันก็สายเกินไป

ปวดร้าวคิดอยากย้อนเรื่องราวแค่ไหน ได้แต่ฝัน...



ปลายสายเปิดเพลงของพี่ปั๊บโปเตโต้ที่ฉันเองก็เคยฟัง มันยิ่งทำให้ฉันคิดถึงเธอมากขึ้นไปอีก  น้ำตาแต่ละหยดมันทำให้ฉันรู้ว่าเธอมีค่ามากแค่ไหน และฉันก็โง่มากพอที่จะเสียคนๆนั้นไป

"ฉันขอโทษ...คังเยบิน ฉันขอโทษ ฮือ......ฮึกๆ"
"ฉันมันโง่เอง ใช่! ฉันมันบ้า กว่าจะรู้ตัวเธอก็ไปแล้ว ...สมควรแล้วสินะ ฮ่ะๆ ฮึกก...."
"แต่ฉันคิดถึง...ฉันคิดถึงเธอ คังเยบิน...ฮืออๆๆๆๆ"

ฉันร้องไห้อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่สนใจว่าเสียงจะดังลอดออกประตูหรือเปล่า เพราะตอนนี้ในหัวฉันมีแต่คังเยบิน คนที่ฉันรักมากที่สุด แต่ฉันกลับทำร้ายเธอ...ใช่ การที่เราทำร้ายคนที่เรารักคือการหมางเมิน ไม่สนใจกัน หลายวันที่ฉันปล่อยให้เธอกินข้าวคนเดียว ฉันเองก็กลับดึกๆดื่นๆ เช้ามาก็รีบไปทำงานทั้งๆที่เธอทำอาหารไว้ให้แล้วแท้ๆ

"พอแล้ว..."

เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างๆ ฉันว่าฉันคิดถึงเธอมากไปจนถึงขั้นจินตนาการเสียงเธอขึ้นมาเอง ใช่ ฉันคิดถึงเธอ แม้แต่เสียงเธอฉันก็ไม่มีวันลืม กลิ่นของเธอเช่นกัน...ฉันก็จำมันได้...

แต่ว่า...ทำไมกลิ่นมันชัดเจนขนาดนี้ล่ะ?

ฉันปาดน้ำตาเหมือนเด็กสองขวบแล้วหันไปยังทิศทางที่ได้กลิ่นของเธอคนนั้น 

...ไม่ใช่แค่กลิ่น แค่เสียง แต่ตัวจริงก็ปรากฎตรงหน้าฉันเช่นกัน



"...ทะ...ทะ..."

ราวกับความฝัน ฉันพูดออกมาไม่เป็นคำเลยแม้แต่น้อย แค่จะถามว่าทำไมยังพูดไม่ได้เลย แถมเสียงที่พูดออกมามันก็อู้อี้ฟังไม่รู้เรื่องด้วย เพราะร้องไห้นั่นแหละจมูกฉันถึงมีแต่น้ำมูก แถมที่หน้ายังอาบไปด้วยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งดีด้วยซ้ำ 

ทั้งๆที่ฉันหยุดร้องไปแล้ว แต่พอได้เห็นหน้าเธอมันทำให้น้ำตาฉันไหลอีกครั้ง คราวนี้ฉันโผเข้ากอดเธอแน่น ร้องไห้เหมือนเด็กอนุบาลที่ไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะกลัวจะห่างจากแม่ ฉันไม่รู้ว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทำไม เพราะอะไร แต่ต่อให้ฉันก้มลงกอดขาเธอฉันก็จะรั้งไม่ให้เธอไปไหนอีกแล้ว

"ฮือออ ฉันขอโทษ ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว ....ฮึกๆ ฉันสัญญา"

"บ้ารึไง ไม่ทำงานเดี๋ยวก็ได้อดตายกันพอดี"

เยบินกอดตอบร่างที่สูงกว่าด้วยความอ่อนโยน ลูบหลังไปมาเหมือนโอ๋เด็กน้อยขี้แยในร่างไททั่น เธอกอดกระชับกันและกันด้วยความคิดถึง เยบินเองก็คิดถึงไม่แพ้อีกฝ่ายเช่นกัน

"สัญญาแล้วนะว่าจะไม่เป็นแบบนี้อีก"

ฉันพยายามระงับเสียงสะอื้นลงด้วยความยากลำบาก

"สัญญา! ฉันสัญญา"
"เธออย่าไปไหนอีกนะเยบิน ...ฉันคิดถึงเธอมากเลยนะรู้มั้ย"

"เธอรู้มั้ยมินกยอง ทำไมฉันถึงทำแบบนี้"

"ตอนนี้ในหัวชั้นคิดอะไรไม่ออกแล้ว เธอบอกชั้นหน่อยสิเยบิน"

ฉันลงไปยืนอยู่ตรงบันไดขั้นที่ต่ำกว่าของเยบิน แล้วซบหน้าลงที่ไหล่ของเธอตรงหน้าฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ เหมือนความทุกข์ตลอด 1 สัปดาห์มันหายเป็นปลิดทิ้งจริงๆ

"ฉันไม่ได้ทำเพราะอยากทำนะ แต่ฉันต้องทำเพราะเธอกำลังไปไกล..."

"..."

"ฉันเองก็ไม่เคยมีชีวิตคู่เหมือนเธอมินกยอง แต่ถ้าในอนาคตมันจะเป็นแบบนี้ ฉันว่ามันไม่ดีแน่"

"...แต่ฉันอยากเก็บเงินให้ได้เยอะๆเร็วๆ ฉันอยากพาเธอไปทุกที่ๆเราเคยวาดฝันเอาไว้"

"เงินน่ะค่อยๆเก็บก็ได้ เราเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง แถมลูกก็ไม่มีเหมือนคู่อื่นเค้า" เยบินลูบหัวมินกยองน้อยไปมาด้วยความอ่อนโยน ถึงมินกยองจะไม่ค่อยมีผมให้ลูบเท่าไหร่แต่เยบินก็ชอบที่จะทำ เป็นอย่างนี้มา 6 ปีกว่าแล้ว

"มีเค้าเป็นลูกแล้ว ตัวไม่ต้องมีลูกเพิ่มหรอกนะคะ" มินกยองยิ้มแป้น ทำเอาเยบินหมั่นไส้

"ลูกแหง่ซะด้วยสิ...เห้ออ555" 

สำหรับมินกยอง หนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้เจอเยบินเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก พอมาเห็นอีกฝ่ายยิ้มใกล้ๆอีกครั้งยิ่งทำให้มินกยองรู้สึกดีมากขึ้นไปอีก เธอคิดถึงรอยยิ้มที่มีเอกลักษณ์ของอีกคน สายตาซื่อตรงที่ส่งมายังมินกยองก็ไม่เคยเปลี่ยน ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม คังเยบินก็ยังเป็นคังเยบินคนเดิมตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอจนถึงตอนนี้


อย่าดื้ออีกนะคะ คนดีของบิ้น
 

คนตัวเล็กบีบจมูกที่แดงๆจากการร้องไห้ของฉัน แล้วก้มลงมาจูบแบบไม่ทันตั้งตัว ทำเอาฉันแทบเข่าทรุดเพราะการรุกอย่างกระทันหันของอีกฝ่าย แถมที่นี่ยังเป็นที่ออฟฟิซอีกด้วย ใครมาเห็นอาจจะไม่ดี

"ด...เดี๋ยวก่อนสิเยบิน ทีนี่มัน....อะ..."

พูดยังไม่ทันจบเยบินก็สอดลิ้นเข้ามาในช่องปาก เป็นการปิดปากฉันไปโดยปริยาย ลิ้นตวัดอย่างรวดเร็วทำให้ฉันรู้สึกวูบวาบที่ท้องน้อย รู้สึกอ่อนระทวยขึ้นมาทันที แต่เยบินก็จับเอวฉันเอาไว้แน่น ส่วนอีกมือก็ลูบแก้มฉันลามไปถึงใบหู เธอเขี่ยติ่งหูเล่นไปพลาง มันทำให้ฉันแทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้วในตอนนี้

เสียงหอบหายใจของฉันดังขึ้นรัวๆ เพราะบ่อยครั้งที่ฉันจะเป็นฝ่ายนำ ไม่ชินที่จะเป็นฝ่ายตาม การที่เยบินนำมักจะทำให้ฉันรู้สึกหมือนจะละลายทุกครั้ง ฉันจึงมีมาตรการห้ามไม่ให้เธอรุกบ่อยๆ เดี๋ยวจะเสียการเสียงานเอา 

ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก...

ฉันนี่แหละจะถอนตัวไม่ขึ้นซะเอง...


"ตี้ดๆๆๆๆ ตี้ดๆๆๆๆ ตี้ดๆๆๆๆ"

เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นที่กระเป๋ากางเกง ถึงจะเสียดายนิดๆแต่ฉันว่ามันก็ดีกว่าทำให้อะไรๆมันเลยเถิดไปกว่านี้ เยบินดูท่าจะขัดใจไม่น้อย ยอมปล่อยฉันแต่โดยดีแต่ก็ทำคิ้วขมวดกันซะยุ่ง รู้สึกว่าเยบินจะน่ารักกว่าเมื่อก่อนมาก หรือฉันจะคิดไปเองกันนะ

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเบอร์ก็พบว่าเป็นเบอร์ของซึลกิ ฉันจึงกดรับสาย

"แหม๊ๆๆๆๆๆ ทำไมไปนานจังเลยน้าาา ปรึกษาไปถึงไหนแล้วเนี่ย" เสียงเวนดี้
"มึงถามงั้นได้ไงวะ ไม่เนียนไปเรียนมาใหม่นะอิเวน" เสียงซึลกิ
"กยองมันได้ยินหมดละมั้ง อิพวกควายบึง" เสียงยูฮา

"...เนียนอะไร?"

...หรือมันเห็นที่ฉันจูบกับเยบิน...!?

"ก็...ตรงบันไดหนีไฟน่ะ ไม่เนียนเลยนะคุงเพิ่นนน อิอิส์"

เป็นเสียงเวนดี้ที่ตอบกลับมา ฉันอยากจะเอาหน้ามุดดินซะตรงนี้ แต่ก็ติดที่ว่ามันไม่ใช่ตึกชั้นแรก การขุดดินมุดจึงเป็นปัญหานิดหน่อย...ถุ้ย! ใช่ซะที่ไหนละโว้ยยยย

เยบินเดินมาอยู่ข้างหน้าฉัน แล้วหยิบโทรศัพท์ของฉันไปกดตัดสายไอ้พวกบ้านั่นให้เหมือนอ่านใจได้ แต่เยบินก็กดๆอยู่ที่มือถือฉันสักพักหนึ่ง แล้วก็ยื่นกลับมาให้ หน้าจอโชว์เบอร์ 5555 ที่ฉันโทรไปเมื่อไม่นานมานี้ มันทำให้ทุกอย่างกระจ่างได้โดยที่เธอไม่ต้องพูดอะไร

"ตี้ลี้ลี้ลี้ลิด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ"

เสียงโทรศัพท์เยบินดังขึ้น เธอกดรับสายพร้อมกับที่ฉันพูดฮัลโหลลงไป

"ฮัลโหล"

"จะปรึกษาเรื่องอะไรดีคะคุณลูกค้า"

"จะปรึกษาว่า ...ทำยังไงให้คืนนี้รอดพ้นจากคนตรงหน้าดีคะ"

"ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ค่ะ กรุณายอมซะเถอะนะคะ ...คนดีของบิ้น"

Fin.




ตอนนี้ก็เป็นวันช็อตสั้นๆของคู่บิ้นกยองนะคะ เขียนมาเพราะรู้สึกปลงกับการทำงานเยอะๆ เลยอยากจะมาเขียนเผื่อวันนึงเราทำงานจนไม่ลืมหูลืมตา ถ้ากลับมาอ่านอาจจะได้ข้อคิดดีๆแบบที่ตอนนี้คิดได้น่ะค่ะ 5555555555555555

การทำงานหาเงินก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่สำคัญที่ว่าเราทำอะไรอยู่ ทำเพืิ่ออะไร อย่าโหมงานหนักจนลืมคนที่สำคัญกับเรานะคะ ใครที่มีคู่แบบบิ้นกยองในเรื่องนี้ก็ดูแลกันดีๆนะคะ ส่วนใครที่โสดเหงาหงอยก็อย่าเพิ่งเสียใจ เราคือพวดเดียวกันค่ะ 555555555//ร้องไห้ทำไม 

ไว้เจอกันนะคะ ตอนหน้าจะเป็นวันช็อตหรือจะเป็นโอนลี่วันกันนะ แต่ดูท่าไปทางวันช็อตน่าจะรุ่งกว่า //ครุ่นครีส

เลิฟยูว.
SHARE
Writer
MrsDERR
FicPRISTIN & GLStory
/ช่วงไหนหายไปคือโดนวิชาเอกเสพความตายไปแล้ว /แวะเข้าไปพูดคุยกันด้าย ทวงฟิคด้าย ด่าอิฮซซให้ฟังก้อด้าย

Comments

Npott
1 year ago
ตอนนี้น้องบิ้นน่ารักใจเย็นสมกับเป็นน้องบิ้น
ยัยหนูของพี่ พี่กยองก็ต้องทำตัวดีๆนะรู้ไหม
เก็บเงินค่อยไปเที่ยวกว่าจะได้ไปแรงก็ถดถอย ทำไปเที่ยวไปสนุกกว่านะ บางทีเวลาก็ไม่เคยรอใคร และเวลาของใครบางคนก็ไม่เคยรอเรา คิดได้หลังจาก ทำงานจนไม่มีเวลาไปเยี่ยมคุณตาที่อยู่รพ. ได้เจอหน้าอีกทีคือท่านนอนในโลงแล้ว เลยลาออกจากงานนั้นมาเลย คนเขียนสู้ๆนะ แนวคิดดีมากๆ
Reply
MrsDERR
1 year ago
ฮือออ ดีใจที่ชอบนะคะ 😂😂 ส่วนตัวเราก็ว่าเขียนทั้งทีอยากจะสอดแทรกสิ่งที่มีประโยชน์ไว้บ้าง เผื่อเป็นข้อคิดดีๆให้ใครหลายๆคนที่เข้ามาอ่าน
ชีวิตต้องเดินต่อไปนะคะ สู้ๆค่ะ ไฟติ้งงงง👊👊
aitwentytwo
1 year ago
ปัญหานี้มันแก้ยากมากเลยนะคะ 555 หัวเราะทั้งน้ำตา ไอ้เราก็อยากเก็บเงินให้ได้เยอะๆ เพราะปัจจุบันอะไรก็ต้องใช้เงิน จนบางทีเราก็ละเลยทุกสิ่งอย่าง ไม่ใช่แค่คนข้างๆที่อยู่กับเรา สุขภาพเราเองเรายังไม่สนใจเลย รู้ตัวอีกทีก็ป่วย เงินที่เก็บไว้ก็ต้องเอามารักษาตัวเอง 
Reply
Yaebinnie
1 year ago
เข้าใจความรู้สึกคนบ้างานเลยค่ะ พอมามองย้อนดูอีกที อาจจะไม่เหลือใครอยู่ข้างๆเราเลยก็ได้ เศร้าา
Reply