Hello darkness my old friend

" พี่เป็นโรคกลัวที่กว้าง " เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มและผ่อนคลายในช่วงเย็นของวันที่น่าเบื่อหน่าย
" ผมเคยได้ยินแต่กลัวที่แคบ " สีหน้าของเขาแสดงอาการแปลกใจเล็กน้อย
" มันมีที่มาที่ไป " เธอกล่าวตอบ 
บุหรี่ถูกบี้ลงบนถ้วยชาเก่าจนเธอแน่ใจว่าดับมันสนิทดีแล้ว จึงเริ่มเปิดฉากเล่าเรื่องราวที่เธอไม่ค่อยได้พูดถึงมันบ่อยนัก
ครั้งหนึ่งนั้น
เธอคือเด็กดื้อที่ถูกกระหน่ำสั่งสอนด้วยไม้หวายที่ถูกเหลาไว้อย่างปราณีต 
แข้งขาตลอดจนเนื้อตัวของเธอมีรอยแดงและลายพร้อยไปด้วยลวดลายที่ไม่น่าภิรมย์นัก 

ไม้หวายคือศัตรูของเธอ 
พอๆ กับที่เธอตั้งแง่ต่อความรุนแรงที่ประดังเข้ามาตั้งแต่จำความได้
เธออยู่ร่วมกับเจ้าไม้หวายนั้นมาโดยไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งเธอเข้าโรงเรียน

มันไม่ปกติอีกต่อไปแล้ว ไม่เห็นเพื่อนคนไหนมีรอยแดงที่ขาเหมือนเราสักคน
 เธอเที่ยวไล่ถามเพื่อนสนิทมิตรสหายไปจนถึงบุคคลแปลกหน้า
" เธอ เคยโดนตีมั้ย "
" ไม่เคยนะ / เคยดิ นานๆ ที / เคยแต่โดนแม่ด่า โดนฟาดบ้างนานๆ ครั้ง "
" แล้วที่บ้านมีไม้หวายเอาไว้ตีหรือเปล่า "
" ไม่มีหรอก นานๆทีก็ไม้เเขวนเสื้อ "


เธอเดินอย่างเลื่อยลอยในภวังค์ความคิด ย่อตัวลงที่ฟุตบาทระหว่างทางกลับบ้าน
มือพลางเลิกกระโปรงนักเรียนตัวยาวที่ซื้อเอาไว้เผื่อเธอโตขึ้น 
เธอไม่รู้้ดวยซ้ำว่าทั้งชีวิตจะสามารถโตพอที่จะใส่กระโปรงนักเรียนตัวนี้ได้พอดีหรือไม่

เธอแง้มดูรอยแดงรูปรอยริ้วของไม้หวายหลายเส้นบนเรียวขาเนียนขาว 
จะว่าไปก็รอยมันก็สวยดีเหมือนกัน เพียงหากแค่มันมีรอยเดียวและเป็นสีดำ
คงไม่ต่างอะไรกับรอยสักศิลปะของผู้ใหญ่มากนัก

เธอชินกับรอยแดงและสภาวะความกลัวขณะเกิดรอยนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไร
เธอหวาดกลัวจนเดาทางได้ว่าเดี๋ยวมันก็จะเกิดขึ้น จบลง เกิดขึ้น และจบลงเช่นเคย
เธอเพียงแค่ฉงนใจ เมื่อเธอโตขึ้นมาเล็กน้อยจนกระทั่งเข้าโรงเรียนได้
ทำไมรอยแดงนั้น ไม่ปรากฏอยู่บนเนื้อตัวเพื่อนคนอื่นๆ เฉกเช่นเธอ

แต่ช่างประไร

เธอเดินกลับบ้านเป็นระยะทางสามกิโลเมตร 
แต่เปล่าหรอก เธอไม่ได้ต้องเดินกลับบ้านไกลๆ เช่นนี้ทุกๆวัน 
แต่เธอดันใช้เงินค่ารถสองแถวสำหรับกลับบ้าน หมดไปกับโคล่าหน้าโรงเรียนด้วยความกระหาย 

เมื่อถึงบ้าน 
เธอภาวนาขออย่าได้ลืมอะไรไว้ที่โรงเรียนเลย 
เพราะชะตากรรมของเด็กขี้ลืมก็คงไม่พ้นรอยแดงอีกเช่นเดิม

คำภาวนาไม่ได้ผล
ปิ่นโตแสตนเลสสามชั้นอันตธานหายไปจากมือน้อยๆ ที่ควรจะหอบหิ้วมันกลับมาเช่นทุกครั้ง

เสียงถอนหายใจแผ่วๆ เธอนั่งยองๆ พิงประตูรั้วสีฟ้าขนาดใหญ่หน้าบ้าน 
เธอเริ่มร้องไห้
เพราะหากเธอก้าวล่วงเข้าประตูสีฟ้าสดใสไปเมื่อใด น้ำตาของเธอจะไร้ฤทธิ์เดชเมื่อนั้น


เย็นคล้อยลง
เธอปาดน้ำตาและเบิกตาบวมของเธอให้โตขึ้น รอจนจมูกและนัยตาเริ่มจางสีแดงลง
จึงเดินเข้าบ้านคอตกและไม่พูดถึงปิ่นโตนั้นอีก ใจเธอเต้นแรงจนแทบจะเป็นเพลงระนาดสามชั้น
มันรัว เร็ว และสั่นไหว

หากแต่โลกนี้ไม่เคยมีอะไรเข้าข้างเธอ 
น้องชายของเธอทักถึงปิ่นโตกลางสำรับอาหาร
เธอแทบจะทรุดลงเสียตรงนั้น แต่หากยังทำใจดีสู้เสือ
และอธิบายเหตุผลข้างๆคูๆ เท่าที่เธอจะนึกได้ในขนาดนั้น 

แต่เธอหารู้ไม่
คำโกหกของเธอใช้ไม่ได้ผลเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทุกคนในโลกต่างรู้ ว่าเมื่อใดที่เธอล่าวเท็จ 
เธอจะทำเสียงขึงขัง จมูกเชิด คอตั้ง ตัวตรง และพูดช้าๆ เพื่อพยายามดับความร้อนรนในใจ

ทุกคนในโลกต่างรู้ว่าเธอไม่มีพรสวรรค์ด้านการโกหกเลยแม้แต่น้อย
ทุกคนรู้ ยกเว้นเธอ 

ไม่มีเสียงตอบรับใดใด
ไม้หวายยังคงอยูที่เดิม
ไม่มีการสำเร็จโทษด้วยความเจ็บปวด

แต่คงเป็นการสำเร็จโทษในความเงียบที่ฝังรากความกลัวไว้อีกนาน

ระเบียงบ้านกว้างที่เธอชอบออกไปยืนรับลมในยามเช้า
ระเบียงบ้านกับทิวทัศน์เเขียวชะอุ่มด้วยต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์จนเรียกได้ว่ารกชัฏ

กลายเป็นคุกขังสำหรับเด็กหญิงตัวน้อย
ด้วยเหตุผลที่ว่า เธอด้านชากับรอยไม้หวายเสียแล้ว

ครั้งนี้เธอร้องไห้อย่างไม่อายและไร้ความทระนง
ปากพร่ำบอกและสารภาพความผิดอย่างซื่อสัตย์

ประตูระเบียงถูกปิดและลงกลอนแน่นหนา
คล้ายจะกักขังเธอไว้ชั่วนิรันดร์
คืนนั้นดันเป็นคินเดือนมืดเสียด้วย

อีกแล้วสินะ
ไม่เคยมีอะไรเข้าข้างฉันเลยแม้แต่พระจันทร์นวลที่เคยอ่อนโยนเสมอมา

เธอค่อยๆ ย่องไปที่หลืบมุมของระเบียงบ้าน
ระเบียงที่ทุกคนเคยบ่นว่าเเคบเกินไปที่จะตากผ้าของทุกคน
แต่กลับกลายเป็นระเบียงบ้านที่กว้างไปด้วยความมืดสุดลูกหูลูกตา

เธอกลัว
เธอกลัวสุดชีวิต

เธอกลัวความเย็นที่ถูกคายออกมาจากต้นไม้และเจือมากับความมืด
เธอกลัวจินตนการที่ดุร้ายของเธอยามเธอมองไม่เห็นแสงใด
ความมืดรุกเร้าเธออย่างหนัก
เธอเด็กเกินไปที่จะกลัวมนุษย์มากไปกว่าสัมภเวสีที่เคยได้ฟัง

เธอต้องทำอะไรสักอย่าง

เธอร้องเพลงเสียงสั่น
ทำนองเพลงหวานถูกเปล่งออกมาเพื่อกลบเสียงจิ้งหรีดเรไรที่น่าหนวกหู
เธอเคยชอบเสียงของมันในยามเช้า
หากแต่ ณ ขณะนี้ เธอมิอาจคาดได้ว่า 
นั่นคือเสียงของเจ้าสัตว์ปีกหรือเสียงของเปรต

เธอทำได้เพียงร้องเพลง 
หลับตา
มือน้อยอุดหูแน่น
กล้ามเนื้อเกร็งและผ่อน เกร็งและผ่อน ไม่เป็นจังหวะ

นานเท่าไรไม่มีใครรู้
เสียงกลอนประตูถูกบิด เเสงสว่างแง้มออกมาส่องใบหน้าของเธอ
เธอโผเข้ากอดหญิงร่างท้วม พูดไม่เป็นภาษา

" กลัวไหม " เสียงหญิงท้วมร้องถาม
" กลัวค่ะ " เธอกล่าวจบพลางสะอึกเสียงสั่น
" อย่าทำอีก " เธอกล่าวเสียงหนักแน่น

...


" นับจากนั้น พี่ก็กลัวที่กว้างมาตลอด "
ครับ



ความเศร้าคืออารมณ์ที่ทรงเสน่ห์
ฉันรู้ว่าคุณเข้าใจ ว่าฉันหมายถึงสิ่งใด
เพราะเมื่อใดเราแง้มภวังค์ความเศร้าให้เข้ามาในจิตใจ
เราต่างรู้วิธีจัดการกับมัน  เบื้องลึกแล้วเรารู้เหตุและผล เราเห็นทางออกที่ไม่ใช่ทางตัน
แต่ก็เป็นเราอีกนั่นแหละที่เลือกหลับหูหลับตานั่งลงดิ่งสู่ความมืดของอารมณ์




SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย สนใจชีวิตของมนุษย์ผ่านการอ่านงานวรรณกรรม และการเดินทาง ทุกวันนี้ติดกาแฟ ติดการ์ตูน ติดทุกอย่างที่เข้ามาในวงจรชีวิต และติด F หลายวิชา ”

Comments

SuperEgg
12 months ago
เราต่างคนต่างก็ลัวประสบการณ์ที่เลวร้ายของตัวเอง เราก็กลัว :(
Reply
TodayIDie
12 months ago
แต่เราจะผ่านไปได้ ต้องอาศัยความกล้าหาญนะคะ :)
Charmolypix
12 months ago
เราต่างรู้เหตุผล และวิธีจัดการกับมัน แต่สิ่งที่ยากคือเราทำไม่ได้ บางครั้งมันไม่ง่ายเลยแม้เราจะรู้ที่มาและทางออกของมัน
Reply
TodayIDie
12 months ago
:)
HolySecond
11 months ago
เราเองเป็นคนหนึ่งที่มักจะเปิดแง้มประตูให้ความเศร้าเข้ามาเสมอ หากแต่กักขังมันไว้เมื่อมันเข้ามาเต็มตัว
Reply
TodayIDie
11 months ago
แล้วคุณเผชิญกับมันยังไงคะ ?