อาจารย์ผู้เดินเท้า
อาจารย์ผู้นี้ผมเจอท่านครั้งแรกเมื่อตอนมาเรียนปีหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่
ท่านบอกว่าท่านสอนวิชากฎหมายมหาชนในชั้นปีที่สอง
ตอนนั้นเจอท่านที่หน้าหอพักเก่าตอนปีหนึ่ง

อาจารย์มักจะเดินออกกำลังกายในตอนเช้าเสมอ
และตอนที่ผมอยู่ปีหนึ่งนั้น ผมก็เห็นอาจารย์เดินอยู่ริมถนนซึ่งมีทุ่งหญ้าอยู่สองฟาก

เป็นถนนสายที่ทอดเข้าสู่มหาวิทยาลัย

ในตอนเช้าที่ผมจะไปหาซื้ออาหารกิน
บางครั้งผมก็ได้ยินเสียงลิฟท์ดัง แล้วก็มาจอดที่ชั้นสอง

ผมลงบันไดไปก็เจออาจารย์พอดี
ผมก็ไหว้อาจารย์

ครั้งหนึ่งผมซื้อหมี่สำเร็จรูปมาจากร้านสะดวกซื้อ
มาพบกับอาจารย์เข้า
อาจารย์บอกว่า
ตอนที่อาจารย์มาสอนใหม่ๆ อาจารย์ก็กินหมี่แบบนี้ แล้วทำให้ผมร่วงเยอะ
อาจารย์แนะนำว่าให้ไปหาซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งกินยังจะดีกว่า

ผมจำได้ถึงวันนี้
วันนั้นอาจารย์ยังมองนาฬิกาตัวเอง
แล้วก็ถามผมว่าทำไมตื่นแต่เช้า
ผมก็บอกว่าผมหิว (แหะๆ)

ครั้งหนึ่งที่ผมได้แสดงหนังสั้นตอนปีหนึ่ง
มีฉากโดนผู้หญิงตบด้วย (เจ็บมาก)
แล้วอาจารย์ท่านคงไปเห็นเข้า

ในวันที่เดินสวนกับผมเข้าวันหนึ่ง
อาจารย์ก็ถามว่า
ไปแสดงหนังมาเมื่อไหร่ แล้วก็หัวเราะ

วันนั้นผมภูมิใจมากเลยนะครับ (อิอิ)


ตอนนั้น ผมอยู่ปีหนึ่ง พักหอพักเดียวกันกับอาจารย์ 
ผมอยู่ชั้นสอง
อาจารย์อยู่ชั้นห้า

และอาจารย์ก็มักจะเดินจากหอไปสอนที่มหาวิทยาลัยเสมอ
และเป็นภาพที่ติดตาประจำในครั้งนั้น



พอขึ้นปีสอง
ผมย้ายหอใหม่
และก็ขี่มอเตอร์ไซด์ไปหาอะไรกินตามประสาคนหิว
ผมก็เจออาจารย์บนทางเดิมอีก 
ตอนนั้นผมก็คำนับอาจารย์แต่ไม่ได้พูดอะไรมาก
เห็นอาจารย์ทักอะไรสักอย่างผมไม่ได้ตอบไป

และครั้งนั้น
ทำให้ภาพของอาจารย์ติดตาผมเสมอ เวลาที่ผมขับรถผ่านที่นั่น



อาจารย์ได้มาเริ่มสอนวิชากฎหมายอาญาเพิ่ม
และผมได้เรียนตอนปีสองเทอมสอง

วิชากฎหมายมหาชนเรียนเทอมแรก
และตกเพราะทำตัวไม่ดี

ผมมาแก้วิชากฎหมายมหาชนตอนภาคฤดูร้อนนั้น

ได้เรียนกับอาจารย์ และรู้เรื่องมากกว่าเก่าเยอะ
แถมได้ข้อคิดดีๆ มากมาย
มีการบ้านที่ต้องทำส่ง และได้ฝึกตัวเองทุกๆ วัน

ครั้งหนึ่งผมโดดเรียนไปไหว้เช็งเม้ง
อาจารย์ถามว่าไปไหน
ผมก็ตอบตามตรง
แล้วอาจารย์ก็หัวเราะเหมือนไม่เชื่อ
สุดท้ายอาจารย์ก็ยอมรับ
และให้ผมหนึ่งวัน



ฤดูร้อนปีนั้น มีการโต้วาทีเป็นกลุ่ม
ผมได้ไปพูดด้วย ตื่นเต้นมากและพูดไปเรื่อยเปื่อย

อาจารย์บอกว่าผมพูดออกทะเลไปเลย

สอบครั้งนั้น
ผมได้เกรด บี มา

อะไรไม่สำคัญเท่าการที่ได้ไปเรียนบ่อยๆ
มีความสุขเวลาเลิกเรียนและตอนไปซื้อขนมจีบกิน 
บางครั้งก่อนเลิกก็ไปถามอะไรอาจารย์นิดหน่อย

เรียนครั้งไหนก็ไม่เคยมีความสุขเท่าหน้าร้อนครั้งนั้นเลย



ตอนปีสี่
ก็ได้เรียนวิชากฎหมายปกครองกับอาจารย์

ซัมเมอร์ที่ผ่านมาก่อนเทอมที่จะเรียนปกครองนี้
ผมลังเล
แต่แล้วก็ตัดสินใจเข้าไปหาอาจารย์
แล้วก็คุยกับอาจารย์เรื่องเรียน



อาจารย์พูดถึงหลักวิชาที่สำคัญในวิชาต่างๆ
ตอนนั้นอาจารย์กำลังหาข้อมูลเพื่อจะไปสอนนักเรียน
ผมไปนั่งตรงหน้าอาจารย์

อาจารย์ยื่นลูกอมตราลูกกตัญญูให้
ผมไม่ได้เอามากิน
อาจารย์หาว่าผมกลัวอ้วน

ผมถามอาจารย์ว่าซื้อมาจากเมืองจีนเหรอครับ
อาจารย์ถึงบอกว่า คือ ยาอมตราลูกกตัญญู

วันนั้นอาจารย์ถามถึงว่า
จบมาอยากจะทำงานอะไร
ผมบอกไปว่า อยากเป็นครู
อาจารย์หัวเราะ บอกว่า หน้าอย่างเอ็งนี่นะจะเป็นครู

ถ้าเป็นครูเอ็งห้ามหากินกับเด็กนะเว้ย

ผมประทับใจมากครับ 


แล้วอาจารย์ก็พูดถึงเรื่องการคบเพื่อน
วันนั้นผมพูดว่าผมเรียนไม่เก่ง
กลัวทำในสิ่งที่ต้องการไม่ได้
อาจารย์บอกว่า อย่ามาพูดคำนี้กับอาจารย์

แล้วอาจารย์ก็เล่าเรื่องคนที่ไปปีนเขาเอเวอร์เรสให้ฟัง
อาจารย์เล่าว่า
มีคนพยายามหาข้อเท็จจริงของคนที่ปีนเขาว่า
ระหว่างทางที่ศพเขานอนตายอยู่กลางทาง
จะเป็นกรณีที่เขาตายก่อนขึ้นถึงยอดเขา
หรือตายเมื่อถึงยอดเขาแล้วเดินทางกลับลงมา
 
อาจารย์บอกว่า
ในความคิดอาจารย์

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร
แต่นักปีนเขาก็ได้ปีน
 


วันนั้นผมรู้อะไรได้เยอะเลยครับ

จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันเกิดน้องสาว
ตอนเย็นไปกินหมูกระทะกับน้องสาว
และวันนั้นเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดในฤดูร้อนนี้

แม้จะไม่มีวิชาที่ลงเรียนของอาจารย์ก็ตาม



อาจารย์สอนว่า
เรื่องจริงไม่ซับซ้อน เรื่องซับซ้อนไม่จริง
 
คนเราถ้าจะประสบผลสำเร็จได้ ที่ติด Top3 มีดังนี้
อันดับสามคือขยัน
อันดับสองรักในสิ่งที่ทำ
  และที่สุดยิ่งกว่าความรัก คือความสม่ำเสมอ
 
คนเรานั้นจะประสบผลสำเร็จ ก็ต้องเข้ากับคนในสังคมให้ได้
 
สิ่งที่คนเรามักกลัว คือ ความไม่รู้
 
อาจารย์สอนให้รู้จักพัฒนาตนเองเสมอ 
และก็มีอะไรอีกมากมายที่ผมก็เลือนๆ ไปแล้ว



ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยสอนวิธีเรียนให้ฟังว่า
ล้างหน้า มองกระจก ให้ความมั่นใจกับตน
แล้วมัดเชือกรองเท้าให้แน่น
จะมีสมาธิในการเรียน
 
ผมเขียนได้ไม่ตรงกับคำสอนจริงๆ ของอาจารย์นัก
เพียงเขียนได้คร่าวๆ เท่านั้นเอง



ปีที่เรียนปกครองกับอาจารย์
อาจารย์บอกว่า
คนที่จะได้โอกาสที่ดีมาอยู่ในมือได้
ต้องมีสติปัญญาและความกล้าหาญ
 
สอนวิธีเตรียมพร้อมสำหรับโอกาส
และสอนให้เชื่อมั่นในตนเองมากกว่าดวง



 
อาจารย์เล่าเรื่องกบแป๊ะซะว่า

กบเวลาที่จับมันลงในน้ำร้อนมันจะกระโดดออกจากหม้อ
ต่างจากการที่แช่มันไว้ในน้ำที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ 
มันจะไม่กระโดดหนี
น้ำจะค่อยๆ ร้อน แล้วมันก็ตาย
 
เปรียบเทียบกับเด็กที่กังวลว่าจะสอบตก
ทำให้รีบอ่านหนังสือ

ซึ่งเด็กที่ไม่กังวลนั้น
จะไม่อ่านหนังสือ พอสอบก็จะทำไม่ได้
ไม่ต่างจากกบที่อยู่ในน้ำบนเตาที่ตั้งไฟ 
ตายเพราะไม่รู้ตัวนั่นเอง 


อาจารย์มีอารมณ์ขันมาก

ผมเคยตอบคำถามวัดดวง ห้าสิบ ห้าสิบ
พอผมตอบผิด อาจารย์ไล่ให้ไปกินหญ้า

บางครั้งอาจารย์ก็เอาผมเป็นตัวอย่างในการสอน
นานๆ ครั้งเท่านั้น
 
อาจารย์เคยยกตัวอย่างพนักงานรถไฟ

โดยให้ผมเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟ
เพราะหน้าผมเหมือนรถไฟดี
แถมกระทำผิดโดยการข่มขืนผู้โดยสาร
เพื่อนมันก็หันหน้ามามองผมยิ้มๆ
ผมจึงชอบเรียนวิชาที่อาจารย์สอนมากครับ 


เรื่องของอาจารย์มีอีก 
แต่ผมคงเขียนไม่หมดหรอกครับ
บางอย่างถ่ายทอดออกมาไม่ได้ด้วย 
เป็นความรู้สึกน่ะครับ


และคำสอนอาจารย์ผมก็จำได้ไม่หมด
ทั้งๆ ที่ผมอยากจำให้หมด
เรื่องราวที่ผ่านมามันมักเลือนรางแบบนี้แหละครับ

แต่เมื่อไหร่ที่ผมผ่านไปที่ทุ่งหญ้าสองฟากริมถนน
ผมรู้สึกมีความสุขปนความเศร้านิดๆ
มันเป็นความสุขเดียวที่ผมรู้สึกถึงมันได้ชัดเจนเหลือเกิน

บางครั้งผมคิดว่าผมต้องจากสิ่งนั้นไปแล้วหรือ
อธิบายไม่ถูกจริงๆ ครับ
ความสุขที่ปนเศร้าเนี่ย
ผมว่ามันจะเป็นความสุขที่แท้จริงที่ฝังใจผมไปนาน

ผมอาจเศร้าที่ภาพเหล่านั้นกลายเป็นอดีตก็ได้กระมัง
และผมก็มีความสุขเพราะว่าผมสามารถระลึกอดีตที่เกี่ยวกับอาจารย์ได้

แม้เสี้ยวหนึ่งก็ยังดี
SHARE
Writer
KIMHANVISUWAT
คิมหันต์วิษุวัต
ไม่ว่าฤดูร้อนปีไหนๆ กลางวันและกลางคืนที่ผ่านไป คงเป็นเวลาที่เท่ากันเสมอ

Comments