First time as a performer.
ว่ากันว่าการขึ้นเวที พูด แสดงอาการ ความรู้สึก ความคิดเห็นต่อหน้าผู้คนหลักร้อย ไม่ว่าจะในฐานะนักการเมือง คนร้าย นักแสดงหรือนักร้องเป็นเรื่องยาก โพสต์นี้ก็ไม่ได้บอกว่าง่ายเช่นกัน เรื่องที่จะเล่านี้เป็นเรื่องจริงจากม.ดังภาคเหนือ เรื่องเล่าของกิจกรรมๆนึงจากสายตาคนๆเดียว คนสุดท้ายที่น่าจะมาอยู่ส่วนนี้ได้ นั่นก็Singing part- SihnSart Show 15

ว่าด้วยตัวงาน ถือว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีของสำนักวิชา(คณะ)ศิลปศาสตร์ ใช้เวลาเตรียมการโดยรวมก็เทอมครึ่งกว่าๆ+ปิดเทอมเดือนนึง เรียกว่าสปิริตมีจริงในงานนี้เลยทีเดียว

จริงๆพาร์ทที่อยากทำในสินสาดโชว์คือแบ็ตเสตจ คือฝ่ายจัดการ ทีมงาน แรงงาน ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ปกติตอนทำงานจะมาสายเลเบอร์ ดิบๆ ลุยหมดทุกสนาม กลัวแค่ตอกนิ้วตัวเองเเทนตะปู แต่ปีก่อนงานถูกยกเลิก ฝันสลาย จอบอ

ด้วยความเป็นคนคร่อมจังหวะ สิ่งเดียวที่ตอบสนองต่อเสียงเพลงคือการฟัง ตบมือก็ไม่ตรงชาวบ้านเขา การมาอยู่พาร์ทร้องทำให้ . . . อึ้ง . . .

เริ่มที่วันออดิชั่น ไม่มีความคิดจะมาขึ้นเวทีอะไรเลย ไปทำไม พี่คนนึงทักมา “สืบ วันนี้มีพี่คนเดียว ว่างมาช่วยหน่อย” โอเคว่างพอดี ไปช่วยได้ เมื่อการออดิชั่นจบลง ได้ยินพี่อีกคนบ่นมาว่าขาดเสียงผู้ชายในการทำเพลงAcappella พี่แกหันมาพูดด้วยว่า “เห้ย ขอสักเพลง” ด้วยความที่เราเคยทำกิจกรรมจุดเทียนของมหาวิทยาลัย เราก็ร้องเพลงเทียนไปแบบขำๆ เสียงตอบรับคือ “ดีๆ พี่จองนะ” ฮะ เอ่อ ครับ ก่งก๊ง

ก็นึกว่าล้อกันเล่น แต่พี่แกเอาจริง มีนัดคุยบ้างไรบ้าง ในใจก็มีคำถามว่า”ฮะ กูเนี่ยนะร้องเพลง” แล้วก็ตอบตัวเองสั้นๆด้วยเหตุผลประมาณว่าโอกาสไม่ได้มากันเล่นๆ

การซ้อมอาทิตย์แรก แทบไม่รู้จักใคร เล่นกันอยู่2-3คน ซ้อมAcapella ก็เหมือนท่องมนต์ วนไปวนมาอยู่คนเดียว หันหน้าใส่กำแพง สาเหตุนึงเพราะได้ยินคำหลุดออกมาว่าทำไม่ได้ การตอบสนองต่อเสียงดนตรีมีแค่การยืนตามระเบียบพักตามปกติ วันสุดท้ายของการฝึกช่วงนั้นก็ได้คุยกับพี่หัวหน้าพาร์ท ทำให้รู้สึกอุ่นๆขึ้นมาหน่อย ได้แม่เพิ่ม

ความเป็นคนทำกิจกรรมทำให้ตารางแน่น ขอลาซ้อมบ่อย มักจะลากตัวเองไปที่คำถามว่า”จะไหวเหรอ ขนาดซ้อมประจำยังไม่ค่อยรอด” บางช่วงก็ขอลาจนไม่กล้าขอ หายเลย(แฮ่) บางช่วงต้องลาไปทำงาน ก็มีอีกคำถาม”เห้ย ทำไมมันรู้สึกไม่ดีงี้ ไม่เต็มที่เลย” ทั้งหมดก็ผ่านไปได้แบบก่งก๊งอีกรอบ นี่เป็นช่วงที่ท้อ ฝึกไปเรื่อยก็ไม่เห็นความคืบหน้า ถามตัวเองซ้ำๆไปเรื่อย แม้การฝึกจะเป็นสิ่งที่ผ่อนคลายที่สุดในกิจวัตรช่วงนั้นก็ตาม

ช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนแสดง สองวันแรกก็เดิมๆ วันต่อมาก็เหมือนโดนของ จากหน้าที่ไม่ค่อยยิ้มก็ยิ้มจนเหงือกเเห้ง ท่าเต้นก็โยกหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ไปโดนตัวไหนมา โอเค ไม่โดนรีวิวแล้ว ดีใจ
โดยส่วนตัวแล้ว ความกดดันที่สุดคือรีวิวใหญ่รอบแรก พี่ทุกพาร์ทจะมาดูและคอยติงเราหลังการรันโชว์จบ นอกจากนี้ ทุกรอบนับจากครึ่งอาทิตย์ก่อนแสดงรู้สึกเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติจนรู้สึกทะแม่งๆเพราะคนรอบๆเขาเครียดกัน เช่นคืนก่อนแสดง ที่รันเสร็จแล้วแทบทุกคนร้องไห้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

วันจริง ทุกคนมารันก่อนตอนเช้าและมาแต่งตัวแต่งหน้าตอนบ่าย แปลกใจตัวเองที่สุดคือ 1. ทำไมไม่ค่อยตื่นเต้นเลยวะ 2. เสื้อนี่ก็แน่นจริง 3. ทำไมมันขาดพร็อบ(ขี่รถกลับไปหยิบแว่นดำ)
ก่อนขึ้นเวที บางคนสั่น บางคนเครียดออกสีหน้า เป็นธรรมดาเนื่องนี่เป็นการขึ้นเวทีครั้งแรกของหลายๆคน ทุกคนยกเว้นเราที่ไม่ปกติ หลังเวทีจึงมีแต่การจับมือ ให้กำลังใจ เธอทำได้ นายเก่ง ประสานมือร้องเห้กันไป

ตอนเดินออกไปบนเวทีเองในฐานะคนนำแถว มันตื่นเต้น แต่ก็ต้องเดินไป คว้าแว่นดำมาใส่ทั้งๆที่ไฟปิด มองไม่เห็นทาง(ไม่เสียฟอร์ม) โดยมีเสียงหัวเราะปนกรีดร้องจากคนดู ที่เป็นคนรู้จักราวๆ 35% เราคีพคูล เดินหน้าหาไมค์

เพลงแรกขึ้น ภาษากายของเราบอกชัดเจนว่าความกลัวไม่มีอีกแล้ว ร้อง(จึ่ม)เต็มที่ ความสนุกบังเกิด

ทุกอย่างต่อจากนี้ราบรื่น อาจมีการเร่งจังหวะบ้าง แต่ยังไม่โป๊ะและเรา16คนก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชมราว500-600ข้างหน้าผิดหวังแต่อย่างใด(หวังว่า) ดูจากฟีดแบ็คทางสื่อออนไลน์

มานั่งคิดๆดูแล้ว ถ้าทางมหาวิทยาลัยไม่มีการจัดกิจกรรม เราจะได้ลองมาใช้ชีวิตแบบนี้ไหม คงยากน่าดูสำหรับลูกข้าราชการ ที่บ้านสอนให้รับเงินเดือน แถมเป็นคนคร่อมจังหวะ ตึงโป๊ะ

ทุกอย่างตรงนั้นเกิดขึ้นเพราะเราเสี่ยงยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้น ที่จะดีหรือร้ายบอกตอนนั้นไม่ได้ โอกาสที่ได้ไม่ได้มาง่ายๆ การปฎิเสธเป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง สิ่งจะเกิดขึ้นไม่มีใครรู้ เราอาจทำงานปัง เราอาจทำงานล่ม แต่เรามักจะได้อะไรติดมือกลับบ้านในที่สุด

ยังไงก็ขอขอบคุณพี่ๆทีมงาน นี่อาจจะเป็นงานที่ทำแล้วรู้สึกดีที่สุดงานนึงก็ได้
พี่เตยอย่าเครียด ฮึบ
SHARE

Comments