กูรูอกหัก
ผมชอบพูดคุยเรื่องอกหักครับ



เพราะผมเคยอกหักมาก่อน



อย่าเพิ่งตกใจครับ ผมไม่ใช่คนโรคจิตที่คลั่งไคล้การอกหักนะ



ใครๆก็อยากมีความรักดีๆ ทั้งนั้นแหล่ะ



แต่คนมันอกหักจะให้ทำไงได้ล่ะครับ



อกหักน่ะมันไม่เท่าไหร่หรอก



แต่ประสบการณ์หลังการอกหักสิ มันมีค่ามากกว่า



ความรู้สึกเจ็บปวด ที่ไปหาหมอแต่หมอก็ตรวจหาไม่เจอ



การคิดถึงคนคนหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ตายไปไหน แต่ก็ไปเจอไม่ได้



โลกที่เคยมีสีสันสดใส กลายเป็นโรคสีเทาๆ ที่เรามองเห็นอยู่คนเดียว



โอ้โห...เพลงนี้มันมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเราเพิ่งมารู้วันนี้ว่ามันแต่งมาเพื่อเราชัดๆ



เห็นมั้ยครับ ความดรามาไม่ต่างจากละครทางโทรทัศน์ที่เราชอบดู



แล้วเจ้าอาการอกหักเหล่านี้มันต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะหายล่ะครับ



ถ้าตีเป็นตัวเลขจากสถิติมีระบุไว้ว่า คนประมาณ71% จะสามารถMove Onต่อไปได้ หลังจากที่เวลาอกหักผ่านไปแล้ว3 – 6 เดือน เพราะฉะนั้นใครเพิ่งอกหักยังไม่เกินครึ่งปีแล้วยังเสียใจอยู่บอกเลยว่าเป็นเรื่องธรรมดามากๆ



แต่คนที่ไม่ธรรมดาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะ



ผมไง



อกหักครั้งล่าสุด ผมใช้เวลา 2 ปีกว่าเลยครับในการรักษาตัวเอง

อะไรจะนานขนาดนั้น วันๆ ไม่ทำอะไรรึไง



เปล่าครับ ทำทุกอย่างเหมือนปกติ แต่รู้สึกคิดถึงอยู่ตลอดเวลา



เนี่ยแหล่ะอาการอกหักของผม



คิดถึงแล้วทำไงล่ะ



ส่องสิครับ



เฟสบุค ไอจี ทวิตเตอร์ ทำยังไงก็ได้ขอให้ได้เห็นหน้าและรู้ว่าอีกฝ่ายทำอะไร



ทักไลน์ไปก็บ่อย (แต่ใช่ว่าอีกฝ่ายจะสนใจนะ เขียนไปสามย่อหน้า ตอบมาสองคำหรือไม่ตอบเลยก็มี)



แต่รู้นะครับ ยิ่งทำแบบนั้นยิ่งทรมานตัวเอง (แต่ก็ยังพอใจที่จะทำ)



ว่ากันว่าบางครั้งคนเราก็เสพติดความเจ็บปวด เหมือนๆกับที่เราชอบไปนวดกันไง



รู้ว่าตอนนวดนี่มันปวดร้าวแค่ไหน ก็ยังไปนวดกัน เพื่อความสบายใจและสบายตัวในภายหลัง



หรือแม้แต่เรื่องของภาพยนตร์ รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องไหนผี เรื่องไหนเศร้า

แต่เราก็ยังไปดู สรุปเราชอบความกลัวและความเศร้าเหรอ?



ผมใช้เวลานานมากกว่าจะหลุดพ้นการอกหักมาได้ ถามว่าทำไมถึงหลุดพ้นมาได้



อย่างแรก คงต้องขอบคุณเวลา ยิ่งเวลาผ่านไปมากแค่ไหน ความรู้สึกตรงนั้นจะค่อยๆเจือจางลงไป นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้ เพราะตัวผมเองเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนและไม่เชื่อ (เป็นคนดื้อครับ)



“ไมว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนฉันก็จะรักเธอตลอดไป”

พระเอกละครไหมล่ะครับ ฮ่าๆ



แต่พอเวลาผ่านไปจริงๆ ก็คงต้องถอดบทพระเอกออก เพราะละครจบแล้ว เราคงต้องไปแสดงเรื่องอื่นๆต่อ



ไม่ได้มีใครมาบังคับนะครับ มันเลิกเล่นบทนี้ไปเองโดยไม่รู้ตัว



อีกอย่างคงต้องขอบคุณหนังสือ หนังสือเป็นสิ่งที่ดึงสมาธิได้มากที่สุดในเวลาที่มีความทุกข์สำหรับผม เรียกง่ายๆว่า ทุกข์เมื่อไหร่ เอาสมาธิไปจดจ่อกับเนื้อหาในหนังสือเลยละกัน



ยิ่งอ่าน ยิ่งเหมือนตัวเองหลุดเข้าไปในโลกของหนังสือเล่มนั้น

ข้อดีอีกอย่างของการอ่านหนังสือคือ ยิ่งอ่านยิ่งง่วงครับ



ถ้าง่วงแล้วก็หลับไปเลย ไม่ต้องเหลือเวลาให้คิดอะไร พอตื่นมาแล้วความรู้สึกเก่าๆ หายไปแบบแทบจะไม่รู้ตัวเลย



แต่ต้องมีเงื่อนไขอย่างนึงนะครับ หนังสือที่อ่านอย่าเป็นเรื่องรักๆใคร่ๆ หรือแนวอกหักล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นเติมเชื้อฟืนไปกันใหญ่



นี่แหล่ะครับเคล็ดลับของผม



ถ้าสมมติว่าวันนี้เจอแฟนเก่าขึ้นมาแล้วจะยังรู้สึกอะไรอีกไหม

คงต้องตอบว่า ไม่รู้สึกแล้วครับ ทุกวันนี้ก็เข้าไปดูในเฟส ในไอจีอยู่บ้างแต่ไม่ได้รู้สึกแบบเดิมแล้ว



ทำไมน่ะเหรอครับ



คนที่เค้าไม่รักเรา ต่อให้เราทำยังไงเค้าก็ไม่รักเราหรอกครับ...ผมอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งน่ะ



และถ้าให้ผมแนะนำเคล็ดลับสำหรับคนที่กำลังอกหักอยู่ตอนนี้



ผมคงบอกว่า “เดี๋ยวพอเวลาผ่านไปก็คงจะดีขึ้นเอง ระหว่างนี้ลองหาหนังสือมาอ่านสักเล่มสิ” ล่ะมั้ง
SHARE
Writer
pratpreecha
Writer
ชอบเขียนครับ อยากจ้างเขียนอะไร ลองติดต่อมาได้นะครับ^^ ฝากติดตามFacebook <<Better Me Free Happiness:ดีกว่าเดิม สุขกว่าเดิม>>ด้วยนะครับ https://www.facebook.com/bettermefreehappiness/

Comments