เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า: ตอนพิเศษ (เรื่องเล่าเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา)
ฉันพยายามรวบรวมพลังกายที่เหลือ และกำลังสติลุกขึ้นมาเล่าเรื่องให้พวกเธอได้รับรู้ว่า การป่วยในระยะเวลายาวนานและต่อเนื่อง มันต้องใช้ความเข้มแข็งขนาดไหนที่จะก้าวผ่านมันมาให้ได้

ในตอนนี้ฉันจะยังไม่เล่า เรื่องว่าการพบหมอครั้งแรกเป็นยังไง แต่ขอเล่าความรู้สึกสดๆ ในตอนนี้ (21/3/61)

ฉันเพิ่งตัดสินใจรักษาอย่างจริงจัง เมื่อเดือน ธ.ค.60 ด้วยความดื้อของตัวเองและเชื่อคนรอบข้างว่า โรคนี้ถ้าทำให้ตัวเองมีความสุขโรคซึมเศร้ามันจะหายไปเอง 55

ซึ่งมันไม่จริง เพราะมันไม่เคยหายไปไหน และ มันเป็นเรื่องของอาการป่วยเกี่ยวกับสารสื่อสมองที่ต้องใช้ยาช่วย

ขอกระโดดข้ามมาเรื่องของยาก่อนละกัน ก่อนหน้านี้ฉันกินยาอยู่ 2 ตัว 
ตัวแรก >> ช่วยในเรื่องของการนอนหลับ และคลายเครียด
ตัวที่สอง >> ช่วยในเรื่องของการปรับอารมณ์

หมอบอกว่าการรับยาพวกนี้ ต้องติดตามอาการ 6 เดือน ถึงจะเห็นผล 
ฉันตัดสินใจว่า 6 เดือนก็ได้ว่ะ!! จะเอาจริงๆแล้วนะ ฉันต้องหาย ฉันต้องเป็นคนใหม่

ในระยะแรกที่รับยา // ยาตัวที่ 1 มันทำให้ฉันหลับง่ายขึ้น แต่....มันมีข้อจำกัดว่า
1) กินแล้ว อีก 15 นาทีต่อมาจะง่วงทันที ตอนแรกหมอบอกให้กินหลังอาหารเย็น ซึ่งถ้ากินตอน 18.00 น. แล้วยังอยู่นอกบ้าน พูดได้เลยว่า ไม่สามารถกลับบ้านได้เอง ขับรถไม่ได้ เหมือนโดนยาสลบช้าง เราเลยโทรไปปรึกษาเภสัชของ รพ.ว่า ขอเปลี่ยนเป็นทานก่อนนอนนะ กินแล้วนอนเลย เขาก็บอกว่า ok กินก่อนนอนก็ได้
2) หากวันใดนอนไม่ครบ 8 ชม. (ตื่นก่อนที่ยาจะหมดฤทธิ์) จะมีอาการเหมือนคนไม่ตื่น พูด หรือ ทำอะไรไม่รู้เรื่อง  มีครั้งหนึ่ง เรากินยาประมาณ ห้าทุ่ม กว่าๆ แล้วนอนเที่ยงคืน แล้วมีเหตุต้องตื่น 6 โมงเช้า เช้าวันนั้นมีอาการเป็นซอมบี้ ไร้สติ เหมือนคนไม่ตื่น เบลอ งง ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร ต้องไปไหน เสียบปลั๊กน้ำร้อนแล้วลืมถอดปลั๊ก ลืมปิดพัดลมก่อนออกจากบ้าน ล็อกประตูแล้วแต่คิดว่ายังไม่ได้ล็อก ย้ำคิดย้ำทำ ง่วงนอนตลอดจนกว่ายาจะหมดฤทธิ์ ฉะนั้นทางแก้ของเราคือ เข้านอนเร็ว และนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง ตื่นเช้ามากินน้ำเยอะๆ เพื่อฉี่ให้ยาออกไปให้หมด เมื่อแก้แบบนี้เราก็จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ที่เพิ่มเติมคือ เรานั่งสมาธิและสวดมนต์ ฝึกกำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องคิดถึงอดีต ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ลมหายใจอยู่ที่ปัจจุบันขณะ จะได้ไม่ต้องย้ำคิดย้ำทำ หรือ ลืมว่าต้องทำอะไร จำให้ได้แค่ว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ก็พอ

ส่วนยาตัวที่ 2 นั้น ยิ่งแล้วใหญ่ ยาตัวนี้เป็นยาปรับอารมณ์ (ทานมาสักพักคิดว่าน่าจะช่วยเรื่องสมองซีกขวา ซึ่งเป็นส่วนควบคุมอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ)
การทานยานี้ในช่วงแรกทำให้รู้ว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐมาก เพราะเป็นยารุ่นใหม่ คนไข้แต่ละคนตอบสนองยาไม่เหมือนกัน อารมณ์ว่ากินแล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็คาดเดาไม่ได้ บางคนกินแล้วสบายดี บางคนกินแล้วแพ้ เคยขอหมอว่าเปลี่ยนยาได้ไหม หมอบอกว่าถ้าผ่านมันไปได้ อาการจะดีขึ้นและได้ผลดีที่สุด ฉันจะเล่าถึงอาการเมื่อทานยาตัวนี้ในช่วงแรกๆ

เมื่อได้รับยาตัวนี้มา เภสัชบอกว่าให้ทานหลังอาหารเช้า
อาการวันแรก เมื่อรับยา >> เวียนหัว คลื่นไส้ ไม่สามารถขับรถได้ เวลาผ่านไปสัก 2-3 ชั่วโมง มีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว จนต้องโทรไปยกเลิกงานในเช้าวันนั้น เพราะคลื่นไส้ ปั่นป่วนกระเพาะ อยากอ้วก เวียนหัว ต้องนอนอย่างเดียว

เราเลยโทรไปหาเภสัชของ รพ.อีกแล้ว ขอว่าปรับยาได้ไหม หรือกินยาช่วงอื่น เพราะทำงานไม่ได้เลย (ถ้าทำงานไม่ได้จะมีเงินมาจ่ายค่าหมอค่ายาไหม 55 ) เภสัชและหมอเลยบอกว่าให้ทานพร้อมกับยาตัวที่ 1 ก่อนนอนเลยแล้วกัน เพราะตัวที่ 1 ทำให้ง่วง ตัวที่ 2 ทำให้คลื่นไส้ ถ้าหลับไปแล้วก็จะไม่รู้สึกคลื่นไส้ 555 

เราก็เลยทานยา 2 ตัวแรก พร้อมกันก่อนนอน 
ผลข้างเคียงคือ บางครั้งยาตัวที่ 2 ออกฤทธิ์ก่อน ทำให้ปั่นป่วนกระเพาะ หัวใจเต้นเร็ว สมองโลดแล่นคิดโน่นนี่ แล้วตามมาด้วยยาตัวแรกออกฤทธิ์พยายามให้เราหลับ กลายเป็นคนครึ่งหลับครึ่งตื่น เหมือนร่างกายหลับ แต่สมองกับหัวใจทำงาน ทำให้นอนไม่พอ ตื่นมาก็ยังง่วง วันไหน โชคดี ยานอนหลับออกฤทธิ์ก่อนก็ไม่เป็นอะไร

ซึ่งด้วยความกินยากของยาตัวที่ 2 ทำให้เรา งอแง ไม่อยากกินยา เพราะหากวันไหนที่รู้ว่ามีงานสำคัญในวันถัดไป ก็จะไม่กินยาตัวที่ 2 เพราะมีความเสี่ยงว่าไม่ได้นอน
ใน 1 เดือนมี ประมาณ 5-10 ครั้งที่หัวใจเต้น นอนไม่หลับ ต้องกินน้ำและตื่นมาฉี่4-5ครั้งตลอดคืนเพื่อให้ยาหมดฤทธิ์ถึงจะได้นอน มันทรมาณมากและร่างกายอ่อนเพลียด้วย

เราเลยหาวิธีของตัวเอง คือ กินยาตัวแรก ไปก่อน 15 นาที พอเริ่มเคลิ้มๆจะง่วงแล้ว ค่อยกินยาตัวที่ 2 แล้วปิดไฟนอนเลย ฉะนั้นที่หัวนอนเรา จะมียา และ ขวดน้ำปริมาณ 1 ลิตร วางไว้ตลอด จะได้ไม่ต้องเดินไปที่ห้องครัวหรือตู้เย็น ลดความเสี่ยงในการล้มและหลับไปเอง ซึ่งจะเป็นอันตราย

พูดถึงผลข้างเคียงของยาตัวที่ 2 ต่อนะ ข้อเสียของมันคือ กินยาก คลื่นไส้ เวียนหัว ปั่นป่วนกระเพาะ และอีกผลข้างเคียงสำคัญคือ มันทำให้เรา "ไม่หิว" ไม่อยากอาหาร ซึ่งตอนแรกเราดีใจลิงโลดมาก อุ้ย น้ำหนักลง ไม่หิวก็ไม่กิน คงไม่เป็นไรมั้ง กินไป 1-2 เดือนแรก นน.ลดลง 4 กิโล อะโห!! แบบว่าดีใจ ผอมลง แต่......ผลที่ตามมาคือ

เรามีโรคเพิ่มคือ โรคกระเพาะ และ กรนไหลย้อน .....ป่อย....ด้วยความสุดโต่ง ในการกิน ไม่หิว ก็ไม่กิน บางทียาออกฤทธิ์ถึงเช้า ก็ทำให้ตื่นสาย กินอีกทีมื้อเที่ยงเลย ทำให้เราไม่ได้กินข้าวเช้า โรคกระเพาะมันมาก่อน จากนั้น กินอาหารไม่ตรงเวลา ก็เลยมีโรคกรดไหลย้อนตามมา 
ซึ่ง...ความลำบาก ในการกินยาหลายตัว ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าคือ 
คุณต้องแจ้งหมอ และ เภสัชว่า คุณกำลังทานยา โรคซึมเศร้าอยู่
มันสามารถทานร่วมกับยาใหม่ที่หมอจะให้ได้ไหม?
เราต้องใช้ความกล้าพอสมควร ที่ต้องบอกความจริงกับหมอใหม่ๆ ที่เข้ามารักษาเราในโรคอื่น
เพราะเขาจำเป็นต้องรู้ว่าในทุกๆวัน เราทานยาอะไร เพราะยาบางตัวมันจะขัดกัน ทำให้ร่างกายเราแย่ลงไปอีก ฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ดีกว่าไปโกหก หรือ ปิดบังความจริง ทำให้ผลเสียตกมาอยู่ที่ตัวเราเอง 

ฉะนั้น เมื่อคุณไป รพ. แล้วมีพยาบาล หรือ หมอถามว่า "มีโรคประจำตัวอะไรไหมคะ??" นั่นแหละคือ ช่วงเวลาที่คุณจะหยิบรูปถ่ายของยาอื่นๆที่คุณกำลังกินอยู่ให้คนเหล่านั้นดู ถ้าคุณไม่อยากพูดอะไร ก็เปิดรูปยาในมือถือให้เขาดูแค่นั้น เพราะอย่าลืมว่าถ้าคุณกินยาหลายๆตัวแล้วเป็นอะไรขึ้นมา มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องหาคนรับผิดชอบ หากเราไม่แจ้งเบื้องต้นว่าเรากินยาอะไรอยู่ และหมอให้ยาที่ขัดกันมา คุณจะเรียกร้องอะไรไม่ได้เลย เพราะผู้ป่วยไม่ได้แจ้งข้อมูลไว้ กันไว้ดีกว่าแก้เนอะ

เมื่อเราพูดถึงข้อเสียของยามาแล้ว ขอเล่าถึงข้อดีของมันบาง เราก็ไม่รู้หรอกนะว่า มันเป็นผลจากยาตัวไหน แต่คิดว่าหลักๆน่าจะมาจากยาตัวที่ 2 
1) เราอารมณ์ดีขึ้น ชอบฟังเพลง รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น
2) ได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ แต่ก่อนเป็นคนบ้างาน งานไม่เสร็จนอนไม่หลับ แต่พอกินยามันเหมือน ถึงเวลาแล้วแกต้องนอน แล้วค่อยตื่นมาทำให้ เป็นการบังคับให้ปรับเวลาการนอนให้เหมาะสม
3) สมองแล่นดีมากคิดโน่นนี่นั่นได้ตลอด โดยเฉพาะสมองซีกขวาที่เป็นส่วน ศิลปิน creative เราหัดเล่น อูคูเลเล่ ช่วง ตค 60 ก่อน กินยา แต่พอหลังทานยาแล้ว เราสามารถแต่งเพลงได้เอง!! บ้าไปแล้ว มันมาเอง ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยเรียนดนตรีมาก่อน ฝึก3-4 เดือน เล่นได้ไม่กี่คอรต์ แต่แต่งเพลงได้ อันนี้คือเรื่องมหัจรรย์มาก เราเลยพยายามตามหาว่า ความสามารถส่วนนี้มาจากไหน เลยฟังพวก the secret // the top secret มันจะมีเนื้อหาประมาณว่าถ้าคุณอารมณ์ดี จะดึงดูดสิ่งดีๆ สมองส่วนอารมณ์ใช้งานได้ดี จะมองเห็นภาพรวมได้ดีกว่าคิดแยกย่อย 

ส่วนการทานยาในเดือนนี้ (มี.ค. 61) หมอบอกว่า
คุณดูดีขึ้นเยอะมากเลยนะ งั้นหมอจะเอายาตัวแรกออก ให้คุณนอนหลับเอง
แล้ว เอายาตัวที่ 2 กลับมากินหลังอาหารเช้า
เธอรู้ไหม ฉันคิดว่า ยาตัวนี้กินมา 2 เดือนแล้วน่าจะ ชินกับมัน ไม่มีผลข้างเคียงอะไร แต่...เปล่าเลย มันก็ยังมีอาการคลื่นไส้ เวียนหัวอยู่บ้าง แล้วก็หัวใจเต้นแรงในช่วง 2-3 วันแรก นั่นก็คือช่วงที่ฉันหายไปจากการเขียน stoylog นั่นแหละ

บทสรุปของตอนนี้คือ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า นอกจากจะต้องต่อสู้กับอาการของโรคคิดลบ คิดวนเวียนในสมองแล้ว ยังต้องต่อสู้กับผลข้างเคียงของยา ที่มันจะมาในรูปแบบไหนก็ไม่รู้ ทั้งยังต้องเปิดเผยข้อมูลตัวเองแก่หมอคนอื่นๆ พยาบาล และ เภสัช ว่า เราป่วยเป็นโรคนี้นะ ช่วยให้ยาที่กินร่วมกันได้ โรคที่คุณอาจจะอยากปกปิดมันไว้ให้ลึกสุดใจ ไม่อยากให้ใครรู้ มันเป็นไปได้ยาก 

แต่ก็อยากให้มองโลกในแง่ดีว่า สักวันเราจะหาย อาการของโรคต่างๆ เขามาเตือนเพื่อให้เราใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้อง ทำงานมากไป นอนไม่พอ ฝืนร่างกายตัวเอง คุณอาจจะไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าแต่อาจจะเป็นโรคอื่นๆ ที่เป็นผลจากการใช้ชีวิตสุดโต่ง ใช้ชีวิตไม่สมดุลย์
เพื่อนของฉันทำงานหนักเกินไป บ้างก็เป็นเส้นเลือดในสมองแตก // หัวใจเต้นผิดปกติ // กล้ามเนื้ออ่อนแรง  ซึ่งเราเองก็ได้หันกลับมามองถึงสัจธรรมของชีวิตว่า เราทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น เราละเลยที่จะดูแลร่างกายเราเอง ร่างกายเราก็เสื่อมถอยเป็นธรรมดา และอีกอย่างคือ
เงิน ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ลาภยศ ที่เราพยายามเพียรสร้างมา 
จะมีประโยชน์อะไร
หากวันที่เราได้มา เราไม่มีลมหายใจอยู่แล้ว
ดังนั้น จงใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ ทำอย่างที่อยากทำ และรักตัวเองให้มากพอ 
ขอบคุณพวกเธอนะ ที่คอยตามอ่านเรื่องของฉัน ยอมรับว่าช่วงนี้เหนื่อยกับการต้องทนกับผลข้างเคียงจากการโดนปรับยาอีกครั้ง
แต่ฉันเชื่อว่ามันจะดีขึ้น ฉันจะต้องหายในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ฉันอยากหยุดยา และกลับมาเป็นตัวเองที่เข้มแข็งอีกครั้ง

หากพวกเธอยังตามอ่านอยู่ช่วย ส่งเสียงหรือ comment มาหน่อยนะ ^^
SHARE
Written in this book
เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยคนหนึ่งและสาเหตุของโรคซึมเศร้า
Writer
HYGGE
Writer
HYGGE >> ชื่อเราอ่านว่า ฮุกกะ หรือ ฮูก้า แล้วแต่จะเรียก ความหมาย คือ ความสุขง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม เราเป็นนักเล่าเรื่อง...เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึก และ ข้อคิดที่ได้ เราไม่ค่อยตามกระแสคนอื่น เพราะคนอื่นมีคนเป็นไปแล้ว เป็นตัวเองง่ายกว่า เราชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะเราเกลียดความวุ่นวาย เรามักคิดต่าง ในช่วงเวลาที่คนอื่นคิดเหมือนกัน เราพูดน้อย แต่เราเขียนเยอะ งานเขียนของเรามีหลายแบบ แต่ใช้นามปากกาต่างกัน เราเขียนบทความ งานวิจัย หนังสือเตรียมสอบ เราเขียนนิยาย เรื่องสั้น How-to อืม...อะไรอีกดีล่ะ เราว่า ใน storylog คงมีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะไม่มีใครมาจ้างเขียน555 ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน จะพยายามเขียนงานดีๆออกมาให้ทุกคนได้ติดตามนะคะ

Comments

LY
2 years ago
เป็นเหมือนเราเลย เป็นกำลังใจให้อยู่นะคะ
Reply
HYGGE
2 years ago
ขอบคุณค่า ตอนต่อไปมาแล้วนะ

Caffeinez
2 years ago
พอจะบอกชื่อตัวยาให้ทราบได้ไหมคะ
Reply
HYGGE
2 years ago
เด๋วบอกหลังไมค์แล้วกันค่ะ ^^
Safezone
2 years ago
เป็นกำลังใจนะคะ ตามอยู่ตลอด ผ่านไปด้วยกันนะคะะะ :)))
Reply
HYGGE
2 years ago
ขอบคุณค่า ตอนต่อไปมาแล้วนะ


jeeao
1 year ago
คิดว่าตัวเองก็เคยเป็นอยู่เมื่อสองสามปีก่อนนะคะ แต่มาหายเพราะ คิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมาว่าเป็นที่เราเคร่งและจริงจังกับชีวิตมากไป ไม่ปล่อยและวาง พอเริ่มทำความเข้าใจกับชีวิตว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะพอใจหรือไม่พอใจ มันก็เป็นธรรมดาตามปกติของชีวิต ที่มีความหลากหลาย ปลงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเลยค่่ะ มองทุกสิ่งเป็นธรรมดา
Reply