ใกล้ ที่(กำลัง)ไกลออกไป
เสียงสั่นของโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะ กลายเป็นจุดสนใจท่ามกลางความเงียบสงัดในห้องสมุดของคณะ


ช่วงเวลาใกล้สอบมักจะเป็นแบบนี้เสมอ นักศึกษาหลายๆคนจะมารวมตัวกันเพื่อหาที่เงียบๆสำหรับการจัดติวเก็งข้อสอบ หรือทบทวนบทเรียน ซึ่งที่แรกๆที่ทุกคนจะนึกถึงก็คือห้องสมุด และแน่นอนว่าเธอกับเพื่อนๆก็เป็นหนึ่งในนั้น


ด้วยความที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ จึงทำให้ห้องสมุดมีคนน้อยและเงียบกว่าปกติ เสียงสั่นของโทรศัพท์ที่ปรากฎข้อความจากแอพพลิเคชั่นสีเขียวดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง ทำให้เธอละสายตาออกจากกองหนังสือขนาดมหึมาข้างตัว และหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเพื่อมาตอบข้อความของใครซักคน


...คนที่เธอมักจะตอบข้อความของเขาเป็นคนแรกๆเสมอ



.

.

‘ตอนนี้อยู่ไหนหรอ?’

‘ทำอะไรอยู่’

.

.


สองข้อความสั้นๆที่ไม่ใช่ข้อความพิเศษอะไรมากนัก เป็นเพียงข้อความธรรมดาเหมือนทุกวัน ขึ้นโชว์อยู่ในหน้าต่างของห้องสนทนา

เธอตอบกลับเขาไป

และนั่นก็ทำให้รู้ว่า

เราสองคนอยู่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งสถานีรถไฟฟ้า

.

.

.


หลังจากที่เธอวางโทรศัพท์ลงเพียงไม่นาน
เสียงสั่นของโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ข้อความจากแอพพลิเคชั่นสีเขียวเหมือนครั้งที่แล้ว
แต่มันเป็นสายเรียกเข้า

จากเขา


คนที่อยู่ห่างเธอไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร





เธอกดรับสาย

.

.


‘ ตั้งใจอ่านหนังสือนะ เสร็จแล้วบอกด้วย
เดี๋ยวไปหา ’

.

.


เป็นเพียงคำพูดแสนสั้นที่ธรรมดา
แต่กลับทำให้ริมฝีปากสีชมพูของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแบบไม่รู้ตัว

.

.

.


ไม่มีสถานะที่ระบุได้
ในความสัมพันธ์ที่คลุมเครือของเรา




มันเป็นเพียงแค่
ความสัมพันธ์ที่เป็นมากกว่าเพื่อน                      แต่อาจจะเป็นไปไม่ได้มากกว่านั้น


เราสองคนต่างเป็น comfort zone ที่ดีของกันและกันเสมอ


เวลาที่เธอมีเรื่องทุกข์ใจ
เขามักจะเป็นคนแรกที่สังเกตอาการนั้นออกและถามเธอ ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากเล่าให้ฟังเสมอๆ
ซึ่งเขามักจะมีวิธีที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย หรือแก้ปัญหานั้นๆได้แทบจะทุกครั้ง

เช่นเดียวกัน

เธอจะรู้ทันที เวลาที่เขามีเรื่องไม่สบายใจหรือกำลังทุกข์ใจในเรื่องอะไรบางอย่าง แม้เธออาจจะไม่ใช่ผู้ที่ให้คำปรึกษาที่ดีหรือหาคำตอบมาให้ตามที่เขาต้องการมากนัก แต่เธอก็ปฏิบัติตัวเป็นผู้รับฟังที่ดีในทุกๆครั้ง


ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของใครคนนั้นของเขา
ที่มักจะผ่านเข้ามาในบทสนทนาของเราเสมอ

.

.

.

ด้วยความที่เรียนอยู่กันคนละที่
และต่างคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันตามชั้นปีที่เพิ่มขึ้นและวิชาเอกที่แยกกันไปคนละทิศทาง

นั่นจึงทำให้เธอและเขาได้เจอกันน้อยครั้ง

น้อยชนิดที่ว่าใน 1 ปี อาจจะเจอหน้ากันเพียงแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น

และนั่นก็เป็นสาเหตุ
ที่ทำให้เธอยิ้มออกมาแบบไม่รู้ตัวอีกครั้ง
เมื่อคิดว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
กำลังจะได้เจอหน้าเขา

หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานราวๆ 5 เดือน .





เสียงสั่นที่เกิดจากข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีชมพูจากแสงของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า

เธอละสายตาจากกองหนังสืออีกครั้ง

หยิบโทรศัพท์ข้างๆตัวขึ้นมา
เพื่อเปิดอ่านข้อความจากเขา

.

.

.

‘วันนี้ไปหาไม่ได้แล้ว’

‘วันอื่นค่อยเจอกันนะ’

.

.

.

เธอตอบกลับเขาด้วยสติ๊กเกอร์หนึ่งตัว
พร้อมกับคำว่า
ไม่เป็นไร

ทั้งๆที่ความจริงข้างใน
เธอกลับไม่ได้รู้สึกถึงคำนั้นเลยสักนิด .



.

.

บทสนทนาในห้องแชทระหว่างเรา
มักจะจบด้วยคำว่า

‘ ฝันดี ’

ในทุกๆวัน
และจะเริ่มต้นด้วยการปลุกใครอีกคน 
ด้วยคำว่า

‘ ตื่นได้แล้ว ’

ในตอนเช้าของวันถัดไปเช่นเดียวกัน



เธอและเขามักจะบอกเล่าเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวันผ่านทางหน้าต่างสนทนาเสมอ ถ้าวันไหนเจอเรื่องที่หนักหน่อย อยากจะระบายให้อีกฝ่ายได้ฟัง และทั้งสองมีเวลามากพอ เธอและเขาก็เลือกที่จะโทรคุยกัน แทนการแชทอย่างที่ทำอยู่เป็นประจำทุกวัน



บทสนทนาของเราจึงไม่เคยขาดตอน
...มันเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว




แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่า

.

เราสองคน
อยู่ใกล้กันเลยสักนิด

.

ในทุกการกระทำ
ที่เหมือนจะทำให้เรา
เข้าใกล้กันมากขึ้น
เข้าใจกันมากขึ้น

มันกลับทำให้เธอรู้สึกว่า
เรากำลัง
ห่างกันออกไปเรื่อยๆ

.

หลายครั้งที่เราอยู่ใกล้กันมากๆ
ใกล้กันจนชนิดที่ว่า


หากความคิดถึงมันมีมากพอ

เธอและเขา

จะขยับเท้าเดินเพียงไม่กี่ก้าว
เพื่อมาเจอหน้า
แล้วยิ้มให้กัน



...หากแต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น


เพราะเธอหยุดยืนอยู่กับที่
ไม่ได้ขยับก้าวไปข้างหน้า
เพียงแต่จ้องมองเขา
ที่กำลังหันหลังและเดินออกไป

ไม่มีเสียงเรียกจากทั้งสองฝ่าย




สำหรับเธอและเขา, มันเป็นเช่นนี้มาตลอด .









SHARE
Writer
yyoosoenppp
a statistics student
— you always be my favorite star even if you decided to light up other sky.

Comments