ข้อแตกต่างของ ผู้ที่มีความเอาใจใส่ (Empaths) กับ ผู้ที่มีความสงสาร (Sympaths)

จากบทความก่อนๆที่เราลงไว้เกี่ยวกับความหมายของ Empaths หรือ Empathy และสัญญาณที่จะบ่งบอกว่าคุณเป็นบุคคลประเภท Empaths หรือไม่? รวมถึงการแยกประเภทของ Empaths ไปแล้ว

ในบทความนี้ เราจะมากล่าวถึงบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า Sympaths หรือ Sympathy และข้อแตกต่างที่เหมือนจะไม่แตกต่างระหว่าง Empaths กับ Sympaths กันนะคะ 
ก่อนอื่น.. เราจะมาทบทวนอีกครั้งกับ ความหมายของ Empaths
Empath ย่อมาจาก Empathy เป็นหนึ่งในหลักของจิตวิทยาที่กล่าวถึง บุคคลที่สามารถรับรู้เข้าใจในความรู้สึก พลังงาน และความคิดของผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง แต่หากให้ความหมายในหลักของพลังจิต คนที่มี Empathy นั้น ไม่ใช่เพียงแค่อ่านความรู้สึกคนอื่นได้ แต่สามารถรับรู้ได้เลยว่าบุคคลอื่นคิดอย่างไร ซึ่งมันไม่ใช่พลังจิตในด้านการอ่านความคิด แต่เป็นพลังจิตที่จะทำให้รับรู้ และซึมซับความรู้สึกจากบุคคลอื่นนั่นเอง

คุณหลายๆคนอาจจะคิดว่าการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) กับความสงสาร (Sympathy) นั้นคือสิ่งเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีความสงสารใครสักคนหนึ่ง มันก็คงจะไม่ต่างอะไรกับการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง
เเต่ในความเป็นจริงเเล้ว Empathy กับ Sympathy นั้นมีข้อเเตกต่างอย่างเห็นได้ชัดมาก เเละการที่เราสามารถรู้จักเเยกเเยะได้ว่า ทั้งสองความหมายนั้นเเตกต่างกันอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการช่วยให้เราสามารถเชื่อมต่อ เเละบำรุงรักษาความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่นๆได้ 

เราไปค้นพบการบรรยายของ Brene Brown จึงทำให้เรารู้ว่าจุดประสงค์ของ Empathy นั้น คือการ “เชื่อมต่อสายสัมพันธ์ผ่านความรู้สึก” ระหว่างคนสองคน ส่วนจุดประสงค์ของ Sympathy คือการ “ตัดสายสัมพันธ์ทางด้านความรู้สึก”

Empaths มีเอกลักษณ์ที่เป็นคุณสมบัติของตัวเองอยู่ประมาณสี่ข้อ
ข้อที่หนึ่ง คือ Empaths จะเอาทัศนคติของคนอื่นมาใส่ในใจเรา (perspective-taking) ซึ่งทัศนคติของคนอื่นนี้ ตัวเราเองอาจจะไม่เห็นด้วย หรืออาจจะไม่เข้าใจเลยก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไม เพื่อนสนิทของเรายังคบกับคนที่ทำให้ตนเองต้องมาร้องไห้ให้เราเห็นถึงขนาดนี้ ซึ่งการมี perspective-taking คือ การเข้าใจว่า ในสิ่งที่เราไม่เข้าใจนั้น มันอาจจะเป็นความจริง (truth) สำหรับคนอื่นๆก็ได้
ข้อที่สอง คือ Empaths จะไม่ตัดสินความผิดถูกชั่วดีในสิ่งที่คนอื่นนำมาเล่าให้เราฟัง (staying out of judgment)
ข้อที่สาม คือ Empaths จะอ่านความรู้สึกของบุคคลอื่นเป็น
เเละข้อที่สี่ คือ Empaths จะสามารถสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างที่เขากำลังรู้สึกอยู่ได้ด้วย (ขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแกร่งของความเป็น Empaths ของแต่ละคน)

ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองของ Empaths ทั้งหมดทั้งมวลนั้น บางครั้งก็ประสบปัญหา ยกตัวอย่างปัญหาใหญ่ๆเช่น บุคคลอื่นบางคนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ Empaths ในช่วงเวลาที่พวกเขาได้รับอารมณ์ของคนอื่นมา บ้างก็ว่าโอเวอร์ บ้างก็ว่าขี้เหวี่ยง ขี้วีน บ้างก็ว่า sensitive จะอะไรนักหนา ที่หนักสุดก็เห็นจะเป็นการไปพบเจอกับคนใกล้จะเสียชีวิต แล้วไปรับฟัง ความฝัน ความหวังของพวกเขาเหล่านั้น จนกลับมานอนซมไปเลยก็มีค่ะ 
ทางออกของ Empaths เหล่านั้น แค่ต้องหาจุดศูนย์กลางทางอารมณ์ของตัวเองให้เจอ แล้วลองเริ่มต้นฝึก ไม่ว่าจะด้วยสมาธิหรือวิธีอะไรก็ได้ที่สามารถทำให้จิตใจเราสงบมากพอที่จะควบคุมจุดศูนย์กลางทางอารมณ์ของตัวเองได้ เวลามีอะไรเข้ามา หรือเวลาที่เราเผลอรับอารมณ์ของบุคคลอื่นโดยไม่ตั้งใจ เราก็จะสามารถรับมือได้มากขึ้น รวมถึงเราจะได้ใช้ชีวิตสบายขึ้นด้วยค่ะ

ข้อควรระวัง : Empaths จะต้องคอยสังเกตบุคคลประเภท Psychopaths ให้ดี เพราะบุคคลประเภท Psychopaths มักจะชอบเข้าหาบุคคลที่มีลักษณะขี้สงสาร และมีความเมตตาอย่าง Empaths เสมอ ซึ่งบุคคลประเภท Psychopaths ก็มักจะหลีกเลี่ยงบุคคลประเภท Psychopaths ด้วยกัน (เราจะกล่าวถึงบุคคลประเภท Psychopaths กับ Sociopaths และ High Functioning Sociopaths ในบทความหน้าค่ะ)

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น Brene Brown ก็เลยสรุปว่า Empaths คือ บุคคลที่เอาความรู้สึกของคนอื่นมาเป็นความรู้สึกของตัวเอง เเล้วการปฎิบัติที่เป็น Empaths กับ Sympaths นั้นเเตกต่างกันตรงไหนล่ะ? 
สมมติว่า เพื่อนของเรากำลังตกอยู่ในหลุมชีวิตที่ลึก เเละมืดมิด เขากำลังรู้สึกมืดเเปดด้าน เขาไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตของเขาดี
ความเป็น Empaths ในที่นี้ คือการที่เราบอกกับเพื่อนของเราว่า “เราเข้าใจถึงความรู้สึกของนายในขณะนี้นะ เเละเราอยากให้นายรู้ไว้ว่านายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว นายยังมีเราอยู่..” 
ส่วน Sympaths คือ การที่เราบอกกับเพื่อนเราว่า “เฮ้ย เป็นไงบ้าง ชีวิตนายมันจะเเย่ขนาดนั้นเลยเหรอ อืม.. มันก็ไม่น่าจะเเย่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง อย่าไปคิดถึงมันดีกว่า เสียเวลา..”

สำหรับคนหลายๆคน การมี Empathy หรือการเป็น Empaths นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า Empathy เป็น choice ที่สร้างความอ่อนเเอให้กับภูมิคุ้มกันความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจที่เรามี
ความเป็น Empaths นั้น เท่ากับหมายความว่า เราจำเป็นจะต้องค้นหาความรู้สึกที่อาจจะไม่ดีในใจของเราเอง เพื่อที่เราจะได้สามารถรู้สึกถึงความรู้สึกที่ไม่ดีของบุคคลอื่นๆ ที่พวกเขาอาจจะกำลังรู้สึกอยู่
ส่วน Sympaths นั้น จะเป็นการที่เราพยายามจะทำให้ตัวเราเองรู้สึกดีขึ้น หลังจากที่ได้รับฟังเรื่องเเย่ๆของเพื่อน หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง การถูกจัดอยู่ในบุคคลประเภท Sympaths คือ บุคคลที่มีความพยายามที่มากเกินไป ในการที่จะทำให้คนที่กำลังทุกข์ รู้สึกว่าสิ่งที่เขากำลังรู้สึกอยู่นั้น เป็นเรื่องเล็ก เป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อย เเละด้วยเหตุผลนี้เอง บุคคลประเภท Sympaths จึงมักจะเริ่มต้นประโยคของการปลอบประโลม หรือมักจะมีคำว่า “อย่างน้อย” เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของประโยคเหล่านั้นของตน

ยกตัวอย่างของ Sympaths 

บุคคลอื่น : “เธอ ฉันเพิ่งเเท้งลูกไป..”
Sympaths : “อย่างน้อย.. เธอก็รู้ว่าเธอท้องได้นะ”

บุคคลอื่น : “เธอ ฉันคิดว่าสามีฉันไปมีเมียน้อย..” 
Sympaths : “อย่างน้อย.. เธอก็มีโอกาสได้เเต่งงานนะ”

บุคคลอื่น : “เธอ ลูกสาวเราเรียนตกป.3..”
Sympaths : “อย่างน้อย.. ลูกชายเธอก็เรียนดีนี่นา”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นเพราะว่า Sympathy นั้น มาจากความรู้สึกที่เรา “อยากจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น” ซึ่งก็เป็นความรู้สึกที่เรามีบ่อยๆ เวลาที่มีคนมาเล่าเรื่องที่ทำให้เขาต้องทุกข์ให้เราฟัง

เเต่ Brene Brown บอกว่า ถ้าฉันกำลังเล่าเรื่องที่ทำให้ฉันทุกข์ใจให้ใครฟัง ส่วนใหญ่เเล้ว ฉันไม่ได้ต้องการให้เขาคนนั้นมาเเก้ปัญหาให้กับฉันหรอกนะ เเต่สิ่งที่ฉันอยากจะได้ยินมากกว่า ก็คือ..
“I don’t even know what to say right now. I’m just glad you told me.”
“ฉันก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเหมือนกัน ฉันเเค่ดีใจที่เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง”
ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะว่า น้อยครั้งมากที่คำเเนะนำที่ฉันได้รับจากการเเชร์ความรู้สึกเเย่ๆที่ฉันมีให้คนอื่นฟัง จะสามารถช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของฉันได้จริงๆ เเต่สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยฉันได้ทันที ก็คือ connection หรือความรู้สึกที่ว่า เขาเข้าใจ เเละรู้สึกตามความรู้สึกที่ฉันมีอย่างจริงแท้



เครดิต : เรียบเรียงจากไทยพับลิก้า
#Empath666
SHARE
Written in this book
The book of shadows

Comments

Milddivinelove
2 years ago
I love your message.
Reply
HydrangeaHirta
2 years ago
Wowww.. I'm glad you like it kaa. ieie
Mystogan
2 years ago
ผมก็เป็นเช่นนั้นมีทั้งสองด้านแต่ผมจะบอกคนที่พยายามอธิบายปัญหาให้อีกคนฟังมันไม่เข้าใจปัญหาเท่ากับคนที่พบมาจริงๆ ไม่ใช่เขาเราไม่รู้หรอกผมจะเงียบเพื่อฟังสิ่งที่เขาระบายจนจบถ้าเขาต้องการคำแนะนำ ผมก็จะช่วยคิดหาวิธีที่ผมคิดว่าดี แต่ไม่ได้บอกว่าจะดีที่สุด อยุ่ที่ตัวของเรากำหนดว่าสิ่งไหนดีไม่ดี
Reply
HydrangeaHirta
2 years ago
ถูกต้องเลยค่ะ ผู้รับฟังแต่ละคนมีนิสัยต่างกัน ทำให้วิธีการคุยกับพวกเขาต่างไปด้วย เนอะ