เมื่อโดนไล่ออก...มาหนึ่งเดือนแล้ว
โดนไล่ออก...ใครจะไปนึกล่ะว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาเจออะไรแบบนี้ หลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียใจ ผิดหวัง หรือหลงมึนงงสมองตื้อไปเลย แต่สำหรับผมกลับเป็นเรื่องน่ายินดีแบบประหลาดใจ 

จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย น่าโมโห หรือว่าน่าเสียใจแต่อย่างใด เพราะเราอยู่ในองค์กรที่หาความมั่นคงทั้งรายได้และหน้าที่การงานไม่ได้อยู่แล้ว มีความคิดที่จะลาออกอยู่หลายครั้ง แต่ที่ยังทนทำอยู่เพราะอยากได้เงินชดเชยอยู่แล้วด้วย และยังสนุกกับงานอยู่

ความสนุกของงาน คือการได้เรียนรู้ชีวิต
 
งานนิตยสารมันเป็นงานที่สนุกนะ ได้ทำอะไรมากมาย ทั้งถ่ายภาพ ทำพร็อพมากมาย ออกไปเที่ยวที่ต่างๆ ได้เผชิญและร่วมงานกับผู้คนหลากหลายแบบ แล้วเหตุใดเล่าจึงหาความมั่นคงกับงานไม่ได้?

อย่างแรกเลยคือ การร่วมงานกับคนที่ทำทุกอย่างยกเว้นงานนั้น ช่างบั่นทอนเวลาและกำลังใจแบบสุดๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเอาเวลางานมาจ้องจับผิดและทำร้ายผู้อื่น ลามไปถึงคิดว่าเขาโตมายังไงถึงมีพฤติกรรมเป็นภัยกับเพื่อนมนุษย์ได้มากขนาดนี้

ต่อมาคือ การทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายเรื่องของการเดินทางและจิปาถะอื่นๆ ในช่วงแรกที่ได้ร่วมงานนั้นได้ออกกองไปถ่ายภาพตามแหล่งท่องเที่ยว โบราณสถาน อุทยานแห่งชาติ เหนื่อยแต่สนุกมาก ได้ความรู้เยอะทีเดียว แต่ภายหลังเริ่มมีการตัดงบ แถมค่อนขอดว่าเราเอาแต่เที่ยว (อ่าวเฮ้ย ลืมไปหรือเปล่าว่าทำนิตยสารท่องเที่ยว) จึงจัดแผนงานกันใหม่ และเน้นการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ใช้ค่ารถไม่เยอะ เน้นใกล้ๆ เนื้อหาเยอะๆ ไม่เหนื่อยนะ และไม่สนุกด้วย

เรื่องของรายได้ก็เช่นกัน ทำงานมาเกือบสองปี โบนัสก็ไม่มี เงินเดือนก็ไม่ขึ้นสักบาท แถมพร้อมจะหาเรื่องหักตลอดเวลา ค่ารถและค่าน้ำมันออกไปถ่ายงานจากที่ควรได้จำนวนจริง ก็ถูกบอกว่าเยอะไป แล้วก็จ่ายตามการประเมินของตัวเอง จนกลายเป็นว่าเวลาจะออกไปถ่ายงาน ถ้าเบิกเงินไม่ได้ก็ไม่ไป เรื่องอะไรจะควักเงินส่วนตัว ทำงานแลกเงินมากแล้ว ยังต้องมาออกให้อีกหรืออย่างไร เจ้าของนิตยสารรวยระดับหมื่นล้าน แต่ดันออกงบประมาณทำงานหลักหมื่นไม่ได้

สิ่งที่น่าเบื่อที่สุดคือ งานเป็นนิตยสารท่องเที่ยว แต่เมื่อออกไปสัมภาษณ์หรือถ่ายภาพ กลับถูกตำหนิว่าทำไมไม่อยู่ทำงานที่โต๊ะ ตกลงนี่ทำงานธนาคารหรืออย่างไร
 
ความน่าเบื่อถูกพอกพูนมาเรื่อยๆ ก็เลยเริ่มหางานอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ ทำบ้าง งานอดิเรกมากมายถูกงัดขึ้นมาทำเพื่อแก้เซ็ง จนมาถึงวันที่โล่งใจสุดๆ...วันที่มีหนังสือเลิกจ้างมาอยู่ในมือ

ซึ่งจริงๆ แล้วโล่งใจเพียงครึ่งเดียว เพราะยังต้องมาต่อสู้กับการฟ้องร้องเอาเงินชดเชยอีก เนื่องทางบริษัทเลิกจ้างเราแบบสายฟ้าแลบ ตามกฎหมายจะต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า แต่บริษัทกลับไม่ยอมจ่ายแถมบอกให้ไปฟ้องเอาเอง (ซึ่งจริงๆเขาต้องจ่ายอยู่แล้ว ก็จ่ายมาเลยสิ จะให้ไปฟ้องให้เสียเวลาเพื่ออะไร???)

ในขณะนี้ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่าจ่ายค่าชดเชยจริง แต่มีการต่อรองว่าขอผ่อนจ่ายเป็นงวด...นี่ค่าชดเชยนะไม่ใช่หนี้บัตรเครดิต
 
เราไม่ยอมอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องจ่ายเป็นก้อน เพราะถ้าเกิดนิตยสารปิดตัว เราก็ไม่ได้เงินไม่ครบถ้วนน่ะสิ แถมได้ข่าวว่าจะมีการลาออกเพิ่มเติมอีก คงใกล้ปิดตัวจริงๆ แล้วล่ะนะ นี่ยังไม่รวมเรื่องเอกสารการเงินต่างๆ ที่ไม่เรียบร้อยอีกนะ อยากให้เรื่องถึงหูกรมสรรพากรเหลือเกิน ฮ่าๆ

ตอนนี้กลายเป็นว่าการถูกไล่ออกจากงานของเรานั้น กลายเป็นเรื่องน่าอิจฉาของเพื่อนฝูงไปซะอย่างนั้น คงเป็นเพราะว่าเราได้อิสระและได้เวลาชีวิตของเราคืนมาแล้ว หลังจากนี้ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากขึ้น ทำอะไรมากมายอย่างที่ใจต้องการมากขึ้น แต่อย่างน้อยการที่ได้ร่วมงานกับที่นั้นๆ ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตและเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น 

ลาขาดล่ะจ้า...
 
SHARE
Writer
TAKUYA1091
Writer and Designer
...Welcome to Introspection Area...

Comments