เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า#3 (ค้นพบสารพิษในตัวเอง)
ใครจะไปคาดคิดว่า การว่างงาน หรือ มีเวลาว่างมากเกินไปจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ มันเหมือนกับตลกร้ายของชีวิต ที่เราคิดว่าการลาออกจากงานที่ทำให้เราเครียดและทุกข์ทรมาณ มันจะทำให้เรามีความสุขในชีวิตมากขึ้น

แต่...เปล่าเลย การลาออกจากงาน โดยที่ไม่ได้วางแผนไว้ว่าจะทำอะไรต่อ หรือ เริ่มทำงานที่ใหม่โดยทันที มันทำให้เราฟุ้งซ่านและจิตตก

ตอนนั้นเราอายุ 33 ปี สายอาชีพที่เราทำมาตลอดคือ สายวิชาการ มันเป็นงานที่ครอบครัวเราชอบและอยากให้เราทำ เพราะมันมั่นคง มีหน้ามีตา สามารถอวดคนอื่นได้ และ ด้วยความที่เราเป็นเด็กดี เราก็ทำอย่างที่คนรอบข้างอยากให้เราทำ อยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นเราจะไม่อยากทำก็ตาม พูดง่ายๆก็คือ เราทำตามใจคนรอบข้าง เพราะกลัวพวกเขาผิดหวังและเสียใจ และยอมทนทำในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่ได้ชอบเท่าไหร่นัก

หลังจากลาออกจากงาน มาสักประมาณเดือนหนึ่ง ฉันได้ยื่นสมัครงานไปหลายที่10-20ที่ได้มั้ง แต่ก็เงียบมาก ไม่มีบริษัทไหนติดต่อกลับมาเลย คิดไปเองว่าเป็นช่วงปลายปี 2559 คนไม่มีใครลาออกช่วงนี้หรอกมั้ง เขาคงอยากรอโบนัสกันก่อน สงสัยเราจะได้งานช่วงต้นปี 2560 มั้ง เราก็คิดปลอบใจตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วก็รอเวลาให้ถึงต้นปี 60 ไวๆ เผื่อจะได้งานใหม่

ในช่วงเวลานั้น มันมีคำถามวนเวียนอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือ ราตัดสินใจถูกแล้วไหมวะ ที่ลาออก

เป็นอาการที่สับสนว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้องแล้วใช่ไหม บางวันก็บอกตัวเองว่า เออ..แกคิดถูกแล้วที่ลาออก บางวันก็ลุกขึ้นมาด่าตัวเองว่า เมิงลาออกมาทำไมว่ะ มานั่งอยู่เฉยๆ รู้สึกโทษตัวเองที่คิดผิด น่าจะทนนั่งกินเงินเดือนไปก่อน 
จนมันกลายมาเป็นความรู้สึกที่ว่าตัวเองไร้ค่า 
สมัครงานก็ไม่มีใครเอา เพราะแก่แล้ว ค่าตัวแพง 

เรากลับมานั่งตกผลึกว่า ทำไมเราคิดแบบนั้น เธอลองจิตนาการดูนะ ตลอดระยะเวลาปีกว่าๆที่เราทำงาน แม้ว่ามันจะเครียดและกดดัน แต่เรารู้สึกว่าเรามีความสำคัญ ในทุกๆวงประชุมต้องมีเรา เจ้านายจะตัดสินใจเรื่องสำคัญก็ถามความเห็นเรา เรามีเพื่อนที่เห็นว่าเราเป็นที่ปรึกษาที่ดี เรามีอะไรทำตลอดเวลา ทุกคนเรียกหาเรา การมีงานทำ เรารู้สึกว่าเรามีค่าและเราสำคัญ

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ต้องมานอนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีใครโทรหา ไม่มีใครตามไปประชุม ไม่เจอใครเลย ไม่มีอะไรทำ มันรู้สึกว่าสิ่งที่เคยได้รับมันหายไป แถมเงินก็ถูกใช้หมดไปทุกวัน จนกลายเป็นว่าเราทำให้แฟนต้องลำบาก เพราะต้องขอเงินแฟนใช้ ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและเป็นภาระให้คนอื่น

สิ่งที่แย่ไปกว่านั้น เราค้นพบวงกลม วงที่ 2 วงที่ 3 และ วงที่ 4 ระหว่างที่เราว่างงาน คือ คนรอบข้างเริ่มเข้ามาควบคุมชีวิต และชี้ทางให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งมันขัดกับความต้องการของตัวเราเอง คือ เราอยากเปลี่ยนสายอาชีพ เพราะเราเบื่อสายวิชาการแล้ว เราอยากลองทำอะไรใหม่ๆ
**(ความหมายของคำว่า วงกลมในที่นี้ ขออธิบายว่าเป็นอิทธิพล หรือ ความต้องการของคนรอบข้างที่มีผลต่อเรา)

เพื่อให้พวกเธอเข้าใจได้ง่ายๆ เราขอสรุปเบื้องต้นว่า ก่อนที่จะเกิดโรคซึมเศร้า มันมีวงกลมเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตเรา

วงกลมที่ 1   เรื่องงาน (ปมเรื่องคนที่ทำงานเดิม นิสัยไม่ดี แทงข้างหลัง)
วงกลมที่ 2  ครอบครัวของเรา (พ่อ แม่ ของเราที่ต้องการให้เราประสบความสำเร็จในสายวิชาการ)
วงกลมที่ 3  สามีเราเอง (เขาต้องการให้อยู่บ้านเฉยๆ มีลูก ทำงานบ้าน และเป็นแม่บ้านที่ดี)
วงกลมที่ 4  ความต้องการของเราเอง (เราอยากทำงานที่สนุก ไม่เครียด งานที่ใช้จิตนาการ ได้คิดอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่งานทำซ้ำเดิมๆ เช่น พวกงานเอกสาร อยากได้งานที่เดินทาง ท่องโลกกว้าง เจอผู้คนใหม่ๆ)

จากเรื่องของอิ่ม(ในตอนที่1) ทำให้เราเริ่มตระหนักแล้วว่า มันเกิดวงกลมหลายวงขึ้นในชีวิตเรา เราเริ่มสงสัยว่าตัวเองน่าจะเป็นโรคซึมเศร้า มีวันหนึ่งเราจิตตกมากๆ คว้าแผ่นกระดาษขึ้นมาเขียน มีใจความว่า
“เรารู้สึกโทษทุกคนที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ ทั้ง พ่อ แม่ แฟน และเพื่อนร่วมงานเก่า 
เราไม่ไว้ใจใคร ไม่อยากเจอหน้าใคร ไม่อยากพูดความจริง ปิดบังทุกอย่าง 
เราต้องเป็นคนอื่นที่คนรอบข้างอยากให้เป็น แต่เรากลับไม่มีความสุขเลย
เราเริ่มเกลียดตัวเอง ไม่อยากมองกระจก ไม่อยากออกนอกบ้าน เกลียดสังคม
เกลียดคนวิจารณ์ กลัวการถูกทำร้าย ด้วยสายตา วาจา และการแทงข้างหลัง
เราไม่รู้จักแม้กระทั่งตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี เบื่อง่าย ล้มเลิกอะไรง่ายๆ
เราไม่อดทนเลย”
ช่วงเดือน พ.ย. 59 เป็นเดือนที่เราต่อสู้กับสารพิษในตัวเอง คือเริ่มรู้แล้วว่า ตัวเราเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม จากที่เคยเป็นคนคิดบวก กลายเป็นคนที่คิดลบกับทุกอย่าง สิ่งที่เราพยายามทำในช่วงนั้นคือ อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง และ ฟังโค้ช(พวก Life Coach)ที่ปลุกกำลังใจ โดยหวังว่ามันจะช่วยได้ เราอยากเยียวยาตัวเองก่อนไปหาหมอ พยายามคิดว่าเราอาจจะไม่ได้ป่วยมั้ง แค่ว่างเกินไป
และนี่คือบันทึกที่เราเขียนเพื่อ ปลุกใจตัวเองให้คิดบวก

17 พ.ย. 2559
***มันเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ลาออกจากงาน เพราะ…..***
-มันเปิดทางให้ฉันได้ทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ 
-ได้กลับมาวางแผนชีวิตใหม่ 
-ได้เลือกสภาพแวดล้อมการทำงานที่ตัวเองอยากได้ 
-ได้หันมาใส่ใจในสุขภาพตัวเอง
-ได้มีเวลาคิดทบทวนว่าตัวเองต้องการอะไร
-ได้เป็นเจ้านายตัวเอง
-ได้ใช้ความสามารถตัวเอง โดยไม่ต้องประจบนาย หรือใช้เส้นสาย
-ได้กำหนดปริมาณงานที่พอเหมาะให้ตัวเอง
-เลือกรับงานจากคนที่เราพอใจ
-ไปเที่ยวตอนไหนก็ได้
-ไม่เสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่
-ได้เลือกเจ้านายและเพื่อนร่วมงานใหม่
>>>จักรวาลเคลียร์ทางให้เราลาออก เพราะเราควรคู่กับงานที่ดีกว่า<<<
หลังจากนั้น เราก็กลับมาคิดทบทวนว่า สาเหตุที่เราไม่ได้งานใหม่สักที อาจเป็นเพราะว่า เรายังกลัวว่าเรื่องเดิมๆจะเกิดขึ้น เราฝันร้ายว่าที่ทำงานใหม่ ได้เจ้านายแย่ๆเหมือนเดิม ได้เพื่อนร่วมงานแทงข้างหลังเหมือนเดิม เราทุกข์และเหนื่อยมากในความฝัน เราตื่นมาด้วยอาการนอนไม่เต็มที่

จนเราคิดว่า นี่น่าจะเป็นปมที่เรายังคงกำมันไว้ ยึดติดกับมันอยู่ มันเป็นสิ่งที่ตามรบกวนใจเรา แม้ว่าจะลาออกมาเกือบ 2 เดือน แต่ทำไมเรายังทุกข์ ราวกับว่ายังทำงานอยู่ที่เดิม

เราหวนนึกถึงแบบฝึกหัดหนึ่ง จากหนังสือพัฒนาตนเอง นั่นคือ แบบฝึกหัดการให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา มันเป็นการเขียนจดหมายถึงคนที่เราเกลียดด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี และ แสร้งว่าคนที่เราเกลียด เขียนจดหมายตอบกลับมา (ปล. เราทำแบบฝึกหัดนี้ โดยเขียนในสมุดไดอารี่นะ ไม่ได้ส่งจดหมายจริงๆ ถ้าส่งจริงคงมีเรื่องแย่ๆตามมาอีกเพียบเลย55)
สงสัยใช่ไหมล่ะ ว่าเราเขียนจดหมายว่ายังไง นี่คือเนื้อหาที่เราเขียน (พยายามคิดว่ามันเป็นการเขียนจดหมายนะ)

ถึง พี่สมศักดิ์

"พี่เป็นคนตอแหล พูดจากลับกลอกไปมา กล่าวโทษลูกน้อง ทั้งๆที่เขาไม่ผิด วางกับดักให้หนูพูดเรื่องงาน แล้วเอาคำพูดหนูไปอ้างเพื่อประโยชน์ของตัวเอง โยนงานของพี่(ที่เป็นงานภายนอกที่ทำงาน)มาให้ทำ รับงานนายข้างบนเพื่อเอาหน้า แต่ไม่เคยคิดว่าลูกน้องจะทำไหวไหม 
พี่โกหกกับทุกคนว่าป่วย ไม่ขอเข้าทำงานทุกวัน แต่จริงๆคือ แอบไปรับงานข้างนอกทำงานอีกที่หนึ่ง พี่เป็นคนช่วยคนอื่นแล้วชอบทวงบุญคุณ ทวงบุญคุณแบบไม่จบสิ้น ไม่มีความจริงใจ หนูรู้ว่าพี่กลัวหนูจะเก่งกว่า มีครั้งหนึ่งนายข้างบนอยากให้หนูทำงานสำคัญ แต่พี่พูดขวางเอาไว้ เพราะกลัวว่าหนูจะเติบโต พี่อยากเก็บหนูไว้ใช้ทำงานให้ตัวเอง และกลัวหนูจะได้หน้ามากกว่าพี่
กูให้อภัยมึง ถึงมึงจะตอแหล แต่มึงก็ช่วยกูในบางครั้ง ให้โอกาสในการเข้ามาทำงานที่นี่ และอย่างน้อย มึงก็ประเมินผลงานกูในระดับดีมาก ได้เงินเดือนขึ้น 10% ซึ่งกูได้ครั้งแรกในเดือนที่กูลาออกพอดี 5555"

กูอโหสิกรรมให้
ฮูก้า

และเราก็สมมติว่า พี่สมศักดิ์ตอบจดหมายกลับมา

ถึง ฮูก้า

"พี่ขอโทษ เราอโหสิกรรมต่อกันนะ"

พี่สมศักดิ์

และเราก็ได้เขียนจดหมายให้อภัยกับคนที่แทงข้างหลังเรา

ถึง ตั้ม

"กูรู้ว่ามึงป่วยทางจิต มันเป็นกรรมของมึงที่ต้องเกิดมาเป็นสาย dark ทั้งขี้โกหก ขี้ขโมย ขี้เสี้ยม ชอบแทงข้างหลัง เพราะความขาดแคลนในวัยเด็กของมึง ทำให้มึงต้องดิ้นรนในทางที่ผิด แต่ความขาดแคลนไม่ใช่ข้ออ้างในการทำเลว เพราะคนอื่นที่แย่กว่ามึงเขาก็ไม่ขโมยของบริษัทไปใช้ การที่มึงพยายามกำจัดคนเก่งด้วยวิธีสกปรก มันไม่ได้ทำให้มึงเก่งขึ้นหรอกนะ
กูให้อภัยมึง ที่มึงเคยแทงข้างหลังกู ชอบเสี้ยมให้คนอื่นเกลียดกู หาเรื่องกูทุกวัน กูรู้ว่ามึงกลัวกู กลัวว่ากูจะเก่งกว่า มึงเลยพยายามกำจัดกู และสุดท้ายมึงก็กำจัดตัวเองไปด้วย ขอให้มึงโชคดีกับชีวิตที่เหลือ และคิดได้ในสิ่งที่ตัวเองทำไว้"

กูอโหสิกรรมให้
ฮูก้า

ถึง พี่ฮูก้า

"ผมจำเป็นต้องทำ ผมขอโทษ"

ตั้ม


หลังจากที่เราได้เขียนจดหมายให้อภัยกับคนที่ทำร้ายเรา เรารู้สึกดีขึ้นมาก เหมือนได้คลายปมที่เราแค้น โกรธ เกลียด คนพวกนี้

จริงๆจดหมายมีหลายฉบับมาก แต่อย่าไปอ่านมันเลยนะ เพราะบางทีการที่คนๆหนึ่ง ทำไม่ดีกับอีกคนหนึ่ง มันมีเหตุผลล้านแปด

คนเราถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน ต้นทุนชีวิตไม่เหมือนกัน การที่เราเก็บความเกลียด ความแค้นเอาไว้ มันเป็นบ่อนทำลายตัวเอง ฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ การให้อภัยทุกคนที่ทำร้าย เราจะเป็นการปลดปล่อยความทุกข์ของเราได้ดีที่สุด

วันนี้ถ้าคุณเกลียดใคร ลองเขียนจดหมายให้อภัยดูสิ อย่างน้อยมันก็จะช่วยคลายปมในใจ ลดความเครียดได้บ้าง แต่แนะนำว่าอย่าส่งจริงเลยนะ เพราะมันเป็นความรู้สึก dark ๆ ของเรา ที่มีต่ออีกคนหนึ่ง

บทสรุป ของตอนนี้คือ เราค้นพบ วงกลมหลายวง ที่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า เราค้นพบว่า ปมเรื่องที่ทำงานเก่าตามหลอกหลอนเรา ทำให้ไม่มีความสุข เราเลยเลือกที่จะแก้ปม จากวงกลมวงที่ 1 ก่อน นั้นคือ การให้อภัย ซึ่งเราเชื่อว่า การให้อภัย เป็นการ detox จิตใจ ในรูปแบบหนึ่ง

ในตอนหน้า เราจะเล่าว่า ทำไมเรามีอาการแย่ลงเรื่อยๆ และพบว่า เราไม่สามารถเยียวยาตัวเองได้ การพบ life coach ก็ไม่สามารถช่วยเราได้ เพราะเราเจอสถานการณ์ใหม่ ที่กระตุ้นให้เราเครียดมากกว่าเดิม จนเราเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตายเป็นครั้งแรก และ ตัดสินใจพบหมอจิตเวชเป็นครั้งแรกในชีวิต

ถ้าพวกเธอยังตามอ่านอยู่ ส่งเสียงมาหน่อยนะ เราจะได้มีกำลังใจเล่าต่อไป ก็ต้องขอบคุณพวกเธอจริงๆนะ เราไปอ่าน ใน comment ของตอน 1 กำลังใจที่พวกเธอส่งมา เราได้รับรู้และซาบซึ้งใจ จนผลักดันให้เราไปคุ้ยไดอารี่เก่าๆ ที่เขียนไว้กระจัดกระจายหลายเล่ม บางทีก็เป็นแผ่นกระดาษ บางชิ้นส่วนก็หาไม่เจอ เพราะมันเป็นความรู้สึกแย่ๆที่มีต่อคนรอบข้างที่เรารัก เรากลัวว่าคนเหล่านั้นจะมาอ่านและเกลียดเรา จนทิ้งเราไป เราเลยซ่อนการบันทึกสาย dark ทุกชิ้นเอาไว้ ไม่ให้ใครอ่านหรือหาเจอ

คิดไปก็สงสารตัวเองว่ะ นี่ป่วยแล้ว ต้องการกำลังใจจากคนรอบข้าง แต่ดันต้องมาแคร์ความรู้สึกคนอื่น ต้องกดความรู้สึกแย่ๆเอาไว้ ปิดบัง หลบซ่อนความต้องการที่แท้จริง (เช่น การพูดตรงๆว่า พวกมึงหน่ะแหละ ที่ทำให้กูป่วย เลิกทำให้กูรู้สึกแย่ๆได้แล้ว เลิกควบคุมชีวิตกูเสียที!!)

แต่พวกเธอไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันหาวิธีแก้ไข ปมต่างๆได้แล้ว และ ฉันจะบอกพวกเธอในตอนต่อๆไป หวังว่าเรื่องราวของเราจะเป็นประโยชน์ แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้ป่วยแบบเรา แต่เราเชื่อว่าปัญหาที่พวกเราพบเจอในแต่ละวันมันก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่หรอก ฉันหวังว่าพวกเธอเมื่อเจอปัญหาแล้วจะแก้ได้ทัน อย่าเก็บสะสมไว้แบบฉัน จนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ถ้ายังอ่านกันอยู่ comment กันมาหน่อยน้าาาาา 
SHARE
Written in this book
เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยคนหนึ่งและสาเหตุของโรคซึมเศร้า
Writer
HYGGE
Writer
HYGGE >> ชื่อเราอ่านว่า ฮุกกะ หรือ ฮูก้า แล้วแต่จะเรียก ความหมาย คือ ความสุขง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม เราเป็นนักเล่าเรื่อง...เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึก และ ข้อคิดที่ได้ เราไม่ค่อยตามกระแสคนอื่น เพราะคนอื่นมีคนเป็นไปแล้ว เป็นตัวเองง่ายกว่า เราชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะเราเกลียดความวุ่นวาย เรามักคิดต่าง ในช่วงเวลาที่คนอื่นคิดเหมือนกัน เราพูดน้อย แต่เราเขียนเยอะ งานเขียนของเรามีหลายแบบ แต่ใช้นามปากกาต่างกัน เราเขียนบทความ งานวิจัย หนังสือเตรียมสอบ เราเขียนนิยาย เรื่องสั้น How-to อืม...อะไรอีกดีล่ะ เราว่า ใน storylog คงมีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะไม่มีใครมาจ้างเขียน555 ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน จะพยายามเขียนงานดีๆออกมาให้ทุกคนได้ติดตามนะคะ

Comments

BunnyGiBz
1 year ago
รออ่านนะคะ 😁
Reply
HYGGE
1 year ago
ตอนต่อไปมาแล้วค่า ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
Passawat
1 year ago
คล้ายๆผมเลย มีเพื่อนละ
Reply
HYGGE
1 year ago
สู้ๆค่า ตอนที่ 4 มาแล้วนะคะ

maaanow
1 year ago
ตามอ่านมาตั้งแต่ตอน1 ชอบสไตล์การเขียนมากค่ะ ให้แง่คิด ตกตะกอนความคิดในหลายๆเรื่อง เป็นกำลังใจให้นะคะ :)
Reply
HYGGE
1 year ago
ขอบคุณค่า ตอนที่ 4 มาแล้วน้าาาาาาาาาา

tensun
1 year ago
กำลังจะเป้นเหมือนคุรเลย

Reply
HYGGE
1 year ago
สู้ๆค่า เราดีขึ้นแล้ว ติดตามอ่านตอนต่อไปด้วยน้า ออกมา 4 ตอนล่ะค่ะ
giffly
8 months ago
ตามอ่านนะคะ
Reply