เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า#2 (วงกลมวงที่ 1 งานแบบนี้ไม่เหมาะกับฉัน)
เธอคงอยากรู้ใช่ไหม ว่าทำไมอยู่ดีๆ เราถึงค้นพบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ทั้งๆที่หลายคนมีโรคจิตเวชประจำตัวแต่ไม่เคยสังเกตเห็น เราคิดว่า เราโชคดีมาก ที่เราได้รับรู้เรื่องของอิ่มเพื่อนของเราที่เป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน ทำให้เราสังเกตตัวเองตลอดว่า เราเครียดจนสามารถเป็นโรคแบบเดียวกับอิ่มได้ไหม (หากสงสัยว่าอิ่มคือใคร โปรดอ่านตอนที่ 1)

ในตอนที่ 2 นี้ เราอยากจะเราถึงสิ่งที่คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า มันเป็นเรื่องราวแย่ๆที่สะสมมาจากที่ทำงาน มันเปลี่ยนเราจากคนมองโลกในแง่ดี กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย จากคนที่เคยมั่นใจในตัวเอง กลายเป็นคนที่ขี้ระแวง ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ไว้ใจใคร 

จนมันกลายเป็นวงกลมวงแรก ที่ไม่เหมาะ ไม่ตรงกับความต้องการของเรา เรื่องราวจะยาวหน่อย แต่หากคุณกำลังเจอสถานการณ์แบบเดียวกับที่เราเจอมา ก็ลองพิจารณาดูว่า คุณกำลังสะสมอะไรให้เกิดเป็นโรคซึมเศร้าได้ไหม ... ไปลองอ่านกันเลยค่ะ
-----
ฉันยอมรับว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ 555 เจอแต่คนดีๆ คิดดีๆ จริงใจ มีศีลธรรม (ไม่ตอแหล ไม่แทงข้างหลังค่ะ พูดง่ายๆ) ที่ทำงานเก่าๆก็ได้เจ้านายดี เพื่อนร่วมงานดีแต่เราต้องลาออกเพื่อไปเรียนต่อ

จนกระทั่งเมื่อปี 2558 เราได้เริ่มทำงานใหม่ที่บริษัทแห่งใหญ่หนึ่ง ฉันก็ค้นพบว่า คนที่ทำงานแห่งนี้ได้มีการแบ่งกลุ่มกันค่อนข้างชัดเจน พูดง่ายๆว่า เข้าทำงานแล้วต้องเลือกฝั่ง เลือกกลุ่ม เลือกนาย และ แต่ละกลุ่มก็ไม่ถูกกัน เพราะแย่งกันทำผลงาน แข่งขันกันรุนแรง ทั้งระดับหัวหน้าด้วยกันเอง และ ระดับล่างๆก็เหยียบกันเอง

คนที่อยากก้าวหน้าต้องพยายามเสนอหน้าให้เจ้านายจดจำ เพราะคนที่ทำให้เจ้านายจำได้ จะได้รับผลการประเมินที่ดีและได้เลื่อนตำแหน่งอย่างไว 

ฉะนั้นการทำงานที่นี่ มีความกดดันมากมาย เพราะไม่เพียงแต่ต้องทำงานแบบทุ่มเทโคตรๆแล้ว ยังต้อง ระวังตัวอีกว่าถ้าทำงานพลาดเมื่อไหร่ จะมีพวกมารผจญขี่ม้าสามศอก พุ่งตัวเข้าไปฟ้องนายทันที เพราะพวกมันมีแนวคิดที่ว่า ยิ่งกำจัดคนเก่งได้มากเท่าไหร่ มันยิ่งเพิ่มโอกาสให้พวกที่ทำงานไม่เก่งแต่เล่นการเมืองเก่งได้เลื่อนขั้นเร็วขึ้นเท่านั้น

เราโคตรเป็นคนใสๆก่อนเข้าทำงานที่นี่ ใครพูดอะไรมาก็เชื่อหมด จริงใจกับทุกคน ใครใช้ให้เราทำอะไรก็ทำหมด พูดง่ายๆว่าเป็นเด็กดี ใสๆ โลกสวย วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์

พอเราเริ่มทำงานที่นี่ได้สักพัก ด้วยความที่เป็นคนตั้งใจทำงานและทุ่มเทสุดพลัง นายสั่งอะไรมาเราก็ทำหมด ทำให้เราเป็นที่โปรดปรานของเจ้านาย ซึ่งเมื่อผ่านไปสักพัก ก็เริ่มมีคนกลุ่มต่างๆ พยายามชวนเราไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน และเม้าท์เรื่องแย่ๆของคนอื่นให้ฟัง วันถัดมาก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งชวนเราไปกินข้าว ซึ่งเราก็ไป และเหตุการณ์ก็คล้ายเดิม คือ พวกนางก็เล่าเรื่องแย่ๆของอีกกลุ่มให้ฟัง

ยกตัวอย่างนะคะ สมมติว่า มีคน 3 กลุ่ม  เช่น กลุ่มA  กลุ่มB  และกลุ่มC 
วันแรก     กลุ่ม A ชวนเราไปกินข้าว ก็เม้าท์กลุ่ม B และ C ให้ฟัง
วันที่สอง   กลุ่ม B ชวนเราไปกินข้าว ก็เม้าท์กลุ่ม A และ C ให้ฟัง
วันที่สาม   กลุ่ม C ชวนเราไปกินข้าว ก็เม้าท์กลุ่ม A และ B ให้ฟัง

คือสรุปพวกนางไม่ถูกกันมาก่อน ก็พยายามใส่ร้ายกลุ่มที่เหลือ เพราะต้องการดึงเราไปเป็นพวก แต่เราก็รู้ทันพวกนาง เลยพยายามทำตัวเป็นกลาง เข้าให้ได้กับทุกกลุ่ม จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็เจอกับสาย dark

สมมติว่าเป็นคนกลุ่ม A แล้วกัน มันมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่ม A เนี่ยแหละ มันมีนิสัยชอบ เบิกของชำร่วยของบริษัทไปเกินๆ แล้วเอาไปใช้เอง หรือถ้างบโครงการเหลือมันก็เอาไปซื้อของ แล้วเก็บไว้ใช้เอง เราบังเอิญต้องไปร่วมงานกับกลุ่มนี้เพราะนายสั่ง พอเรารู้เรื่องว่า คนกลุ่มนี้ ชอบทำอะไรสีเทาๆ ก็ตีตัวออกห่าง มีวันหนึ่ง คนกลุ่มนี้มันพยายามให้เราเซ็นรับของที่เบิกเกินแทนพวกมัน แล้วจะเอามาแบ่งกัน ซึ่งเราปฏิเสธ และเอาเรื่องนี้ไปฟ้องเจ้านาย

หลังจากนั้น คนกลุ่ม A ก็แอนตี้เราเพราะไม่ยอมเข้าพวกด้วย เลยหาเรื่องแทงข้างหลังตลอด ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนคุกคาม และที่แย่ไปกว่านั้น เจ้านายเราก็ดันไม่เอาเรื่องที่รู้ว่าพวกนั้นขโมยของ ทำให้เราก็ไม่ไว้ใจเจ้านายตัวเองไปอีก (เจ้านายจะกุมความลับพวกนี้ไว้ แล้วเอาไปขู่พวกมันอีกทีหากไม่ยอมทำตามนาย)

จริงๆเรื่องมันมีเยอะและยาวกว่านี้มาก แต่สรุปสั้นๆว่า เราเครียด กดดัน เป็นไมเกรน โรคกระเพาะ บ้านหมุน และระแวงทุกคน ไม่เชื่อใจใครเลย เพราะบางครั้งคนที่เราคิดว่าน่าจะเป็นพวกเรา พอจวนตัวก็ทิ้งเราและเอาตัวรอดไปซะงั้น

จนกระทั่งทำงานไปปีกว่าๆ คุณภาพชีวิตโคตรแย่ ประชุมตั้งแต่ 8.00-17.00น. นั่งทำงานต่อ 17.00-19.00น. กลับถึงบ้านมาทำงานต่ออีก(เพราะประชุมทั้งวันไม่มีเวลาทำงานหรอก) แค่นั้นยังไม่พอ เจ้านายยัง line มาสั่งงานรัวๆ ช่วง ห้าทุ่ม เที่ยงคืน และบอกว่าจะเอางานวันรุ่งขึ้น!! บ้าไปแล้ว......ซึ่งกว่าเราจะได้นอนก็ตีหนึ่ง มันเป็นแบบนี้มาปีกว่าๆจนเรารู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว
เพื่อความ real เราขอเอาบันทึก diary 
ที่เราเขียนในช่วงเวลานั้นมาให้อ่าน
11 ก.ค. 2559
สิ่งที่คิดได้วันนี้ คือ เราไม่เหมาะกับงานที่นี่ งานปัจจุบันห่วยแตก ไม่มีคนเก่งจริง เล่นเกมส์การเมือง ทำงานเดิมๆซ้ำๆ ไม่มีการพัฒนา ไม่มีนวัตกรรม วันนี้เราโดดงานอยู่บ้าน มาวางแผนชีวิต เรารู้สึกดีที่ได้อยู่กับตัวเอง เราพยายามทำอะไรให้เสร็จหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันจนเกิดความทุกข์ อยากลาออกจากงานแต่กลัวการก้าวออกจาก comfort zone ตอนนี้เรารู้สึก กลัว วิตกกังวล ไม่สบายใจ

หลังจากนั้นเราเริ่มลางานบ่อยขึ้น จะกระทั่งเราค้นพบว่า...
คนที่เราไว้ใจที่สุด หลอกให้เราพูดบางอย่างแล้วเอาคำพูดเราไปบิดเบือน 
เพื่อ discredit เรา และคนนั้น คือเจ้านายเราเอง 
วันที่เกิดเรื่อง เราร้องไห้เสียงดังลั่นคอกที่ทำงาน จนพี่ที่สนิทเรียกเราไปนั่งในห้องประชุมเล็ก ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เราบอกว่า เราไม่ได้มาทำงานเพื่อการแข่งขัน เราแค่อยากทำงานให้ดีที่สุด เราไม่ชอบเล่นการเมืองในที่ทำงาน และไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของเกมส์ เพราะมันไร้สาระ องค์กรแบบนี้จะเติบโตได้ไง และหลังจากวันนั้น เรากลับมาคิดทบทวน และตัดสินใจยื่นใบลาออก โดยขอทำงานวันสุดท้ายวันที่ 30 ก.ย. 2559

พวกบรรดาเจ้านายชั้นบนๆตกใจกันใหญ่ และพยายามหาเหตุผลว่าเราทำไมจู่ๆถึงลาออก เราก็ให้เหตุผลแค่เพียงว่า ต้องกลับไปดูแลครอบครัวและตัวเราเองก็ป่วยหนัก 

แต่เหตุผลจริงๆแล้วคือ หมดใจกับเจ้านายและการทำงานที่เละเทะ สาดโคลนใส่กันจนงานไม่เดิน

หลังจากยื่นใบลาออก เราก็เริ่มนับเวลาถอยหลัง และรู้สึกมีความสุขโคตรๆ เราใช้วันลาที่เหลืออย่างคุ้มค่า เราได้เริ่มบันทึกสิ่งที่ทำในแต่ละวัน(ช่วง 1ก.ย. - 30 ก.ย. 2559 )ตอนแรกกะว่าจะเขียนหนังสือเรื่อง 30วันก่อนลาออกจากงาน (30 days before I quit)  แต่สุดท้ายก็เขียนไม่ได้ทุกวัน อดเลย 555 
เราจะขอยกวันที่เราบันทึกได้ยาวๆ 
และคิดว่าอาจจะสะท้อนข้อคิดให้กับเพื่อนๆได้
8 ก.ย. 2559
ตอนเช้าไปทำงาน กลับมาถึงบ้าน นั่งดู Line TV เรื่องแก๊สโซฮักรักเต็มถัง ของ GDH ดูจบรวดเดียว ชอบมากรู้สึกผูกพันธ์กับนางเอก เนื้อเรื่องคือ นางเอกฝันเห็นเนื้อคู่มาตลอด และวันหนึ่งก็ได้เจอคนที่หน้าคล้ายในฝัน แต่คนนั้นเป็นเด็็กปั้มที่มาจากดอยไกล (เนื้อเรื่องจะเป็นยังไงไปตามดูเองนะไม่อยากสปอย)
ในบทนั้นนางเอกฝันเห็นอนาคตของตัวเอง แต่พระเอกกลับไม่เคยมองเห็นอนาคตของตัวเองเลย เราดูจบก็คิดกับตัวเองว่า างคนฝันเห็นตัวเองประสบความสำเร็จ บางคนฝันเห็นตัวเองมีความสุข อยู่ที่เราแล้วล่ะว่า อยากฝันเห็นตัวเองเป็นอย่างไรในอนาคต

ในตอนหนึ่งของเรื่องนี้ พระเอกเรียนจบแล้วเลือกที่จะไม่ทำงานในกรุงเทพฯ แล้วกลับไปช่วยพัฒนาหมู่บ้านตัวเอง เราเลยเกิดคำถามว่า

คำถาม: การมีเงินเดือน การมีงานทำมันสำคัญจริงๆหรือเปล่า ? 
จิตวิญญาณที่ถูกกักขังด้วยการทำงาน จริงๆแล้วเราควรทำงานเพื่อหาเงินไปวันๆ หรือ ออกไปค้นหาชีวิต ช่วยเหลือคน ปล่อยจิตวิญญาณของตัวเองให้เป็นอิสระ

เราอยากออกไปสัมผัสชีวิตชนบทที่ไม่มีกรอบเรื่องการทำงานและเงินเดือน "อยากมีชีวิต แค่ใช้ชีวิต"
จงเชื่อมั่นในจิตวิญญาณ และ พรสวรรค์ที่เรามี!!
9 ก.ย. 2559
ตื่น 10.00น. วันนี้ลาหยุด อยากอยู่กับตัวเอง เราตื่นมาพร้อมกับความสงสัยว่าวันนี้ต้องทำอะไร? อยากทำอะไร? มันเหนื่อยล้าทางความคิด รู้สึกไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ ไม่อยากอยู่ประเทศไทย อยากไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด หรือ ต่างประเทศสักพัก
-อยากได้เพื่อนใหม่ที่มีพลังบวก
-อยากเปลี่ยนสายอาชีพไปเลย เป็นสายบันเทิงดีไหมนะ555

หลังจากบันทึกช่วงนั้น เราก็วุ่นวายกับการเก็บข้าวของออกจากที่ทำงาน 
จำความรู้สึกได้ว่ามีความสุขสุดๆ ที่จะได้บินออกจากคุกที่ทุกข์ทรมาณ เราจะไม่ต้องเจอคนที่เราไม่ชอบอีกแล้ว ไม่ต้องมานั่งฟังเรื่องแย่ๆของคนอื่น คนที่คิดลบกำลังจะออกไปจากชีวิตของเราแล้วเย้!!

แค่ทว่า...การลาออกจากงานนี่แหละ ทำให้เราค้นพบสารพิษในตัวเองที่สะสมมานาน 
จนมันค่อยๆก่อตัว เป็นสิ่งที่ทำร้ายตัวเอง ในระหว่างที่เราว่างงาน และ กำลังหางานใหม่ 

ในตอนหน้า เราจะเล่าว่า เรา detox สารพิษทางความคิดออกไปยังไง และ การพบแพทย์จิตเวชครั้งแรกจะเป็นแบบไหน ช่วย comment หน่อยนะว่าพวกเธอกำลังตามอ่านอยู่ ขอบคุณค่ะ
SHARE
Written in this book
เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยคนหนึ่งและสาเหตุของโรคซึมเศร้า
Writer
HYGGE
Writer
HYGGE >> ชื่อเราอ่านว่า ฮุกกะ หรือ ฮูก้า แล้วแต่จะเรียก ความหมาย คือ ความสุขง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม เราเป็นนักเล่าเรื่อง...เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึก และ ข้อคิดที่ได้ เราไม่ค่อยตามกระแสคนอื่น เพราะคนอื่นมีคนเป็นไปแล้ว เป็นตัวเองง่ายกว่า เราชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะเราเกลียดความวุ่นวาย เรามักคิดต่าง ในช่วงเวลาที่คนอื่นคิดเหมือนกัน เราพูดน้อย แต่เราเขียนเยอะ งานเขียนของเรามีหลายแบบ แต่ใช้นามปากกาต่างกัน เราเขียนบทความ งานวิจัย หนังสือเตรียมสอบ เราเขียนนิยาย เรื่องสั้น How-to อืม...อะไรอีกดีล่ะ เราว่า ใน storylog คงมีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะไม่มีใครมาจ้างเขียน555 ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน จะพยายามเขียนงานดีๆออกมาให้ทุกคนได้ติดตามนะคะ

Comments

รออ่านตอนต่อไปนะคะ เราไม่รู้ว่าโรคที่คุณต้องเจอมันทรมานมากแค่ไหน แต่เราอยากให้คุณรู้ว่าจนถึงตอนนี้คุณเข้มแข็งมากค่ะ จะเป็นกำลังใจให้นะคะ (:
Reply
HYGGE
1 year ago
ตอนที่ 3 มาแล้วนะคะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ ตามอ่านกันไปเรื่อยๆน้า 

ค่ะจะตามอ่านตอนต่อไปเรื่อยๆแน่นอนค่ะ☺️
Safezone
1 year ago
เป็นกำลังใจอยู่นะคะ ขอบคุณที่เขียนเรื่องนี้ออกมาค่ะ :))))
Reply
HYGGE
1 year ago
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ ^^
HYGGE
1 year ago
ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ เราได้เขียน ตอนที่ 3 ออกมาแล้ว รบกวนติดตามกันด้วยน้า ขอบคุณค่า
Reply
chaokhing
1 year ago
เขียนเก่งมากเลยค่ะ รออ่านค่ะ
Reply
giffly
6 months ago
ตามอ่านอยู่นะคะ
Reply