เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า#1 (เรื่องของอิ่มช่วยชีวิตฉัน)
ฉันตัดสินใจอยู่นาน...ว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้พวกเธอฟังดีไหม?? หลังจากเป็นโรคนี้มานาน 3 ปี และตัดสินใจรักษามันอย่างจริงจัง ฉันอยากเล่าถึงประสบการณ์ทั้งหมด ที่ตัวเองได้พบเจอ ทั้งอาการของโรค สาเหตุ และ ปฏิกริยาของคนรอบข้างที่รู้เรื่องของฉัน ฉันหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์หากคุณคิดว่าคุณกำลังจะมีอาการแบบเดียวกับฉัน ให้พบแพทย์เถอะนะ อย่ามโนว่ามันจะหายไปเอง และ ถ้าคุณเจอคนรอบข้างที่มีอาการแบบฉันคุณจะได้ดูแลเขาได้อย่างถูกต้อง อย่างน้อยก็คือ สิ่งที่ฉันอยากได้รับในตอนนี้หน่ะแหละ 555

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 ฉันมีเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อ อิ่ม เราเจอกันในงานสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองแห่งหนึ่ง เราสนิทกันเร็วมาก เหมือนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว55

ในปีนั้นฉันกำลังทำเพจของตัวเอง เขียนเกี่ยว how-to ทำยังไงให้ผู้หญิงมีความรักที่ดี แล้วอิ่มก็ดันเป็น บรรณาธิการของนิตยสารแห่งหนึ่ง อิ่มเข้าไปส่องงานเขียนในเพจของฉัน แล้วก็ชวนฉันเขียนบทความลงในนิตยสารของเธอ เราติดต่อกันตลอด  แล้วอยู่ดีๆอิ่มก็หายไปจากชีวิตฉัน

เวลา..ผ่านไป 2 ปี ฉันเจออิ่มอีกครั้ง เรานัดเจอกันที่ร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า ที่หายๆไปเพราะไปเปิดร้านกาแฟ และ ทำงานประจำไปด้วย แล้วก็บ่นๆเรื่องลูกค้ากับความกดดันจากแม่ให้เราฟัง เธอทำงานหลายอย่างมาก ทั้งเป็นบรรณาธิการ เข้าร้านไปชงกาแฟเอง แล้วเธอก็มีความฝันอยากทำงานอื่นๆอีกมากมาย ฉันก็ได้แต่รับฟัง แต่ก็แอบสงสัยว่าเพื่อนเราดูไม่ค่อยเหมือนเดิมเท่าไหร่ ก่อนจะลาจากกัน เราทั้งสองอัพเดทเบอร์โทรกันใหม่ พอเรากำลังจะลุกออกจากโต๊ะ อิ่ม ก็พูดขึ้นมาว่า "เฮ้ย..แก ฉันลืมกินยา" แล้วอิ่มก็ควักน้ำเปล่าออกมา แล้วหยิบยา หน้าตาประหลาด ออกมากิน ฉันเลยถามอิ่มว่า... "เออ..อิ่ม แกป่วยเป็นไรหรือป่าวว่ะ??" อิ่มทำท่าไม่อยากพูดอะไร แล้วบอกว่า "แก..ฉันมีธุระต่อ เดี๋ยวว่างๆโทรคุยกัน"

เราลาจากกันที่ร้านกาแฟแห่งนั้น แล้วฉันก็ไม่ได้เจอหน้าอิ่มอีกเลย.. 
2 สัปดาห์ถัดมา อิ่มโทรมาหาฉัน บอกว่าได้ project ใหม่ ทำนิตยสารให้กับสายการบิน
ฉันดีใจกับอิ่มมาก อิ่มโทรมาเพื่อทาบทามฉันให้เขียนคลอลัมภ์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

พอคุยเรื่องงานเสร็จ อยู่ๆใจเราก็นึกถึงภาพที่อิ่มควักยาหน้าตาแปลกๆขึ้นมากินตอนที่เราเจอกัน เลยตัดสินใจถามเธอว่า "เออ..อิ่มแล้วตอนนี้แกเป็นไงบ้าง หายป่วยหรือยัง??" ฉันถามไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าอิ่มป่วยเป็นโรคอะไร 

เสียงในสายโทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง...แล้วตอบกลับมาว่า "ฉันเป็นโรคซึมเศร้าว่ะแก"
ฉันอึ้งไปครู่หนึ่ง ในใจก็คิดว่า "มันคือโรคอะไรวะ แม่งไม่เห็นรู้จัก" ก็เลยถามอิ่มไปว่า
"อาการมันเป็นยังไงเหรอแก..แล้วหาหมอหรือยัง?"
อิ่มตอบกับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ในหัวคิดแต่เรื่องแย่ๆ"

เมื่อฟังอิ่มตอบมา เราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ควบคุมตัวเองไม่ได้เป็นยังไง 
ก็เลยชวนคุยต่อว่า "แล้วหมอเขาว่ายังไงบ้างอ่ะ ต้องรักษายังไง"
อิ่มตอบว่า "เขาก็ให้ยามา กินจนกว่าอาการจะดีขึ้น"
ตอนนั้นใจเราคือเป็นห่วงเพื่อนมาก ไม่รู้ว่าเพื่อนป่วยเป็นอะไร
(ปีนั้นเป็นปี 2556 ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ไม่ชัดเจน ไม่เป็นกระแส ไม่มีหนังสือ หรือ ซีรีย์ที่พูดเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า และยังไม่ค่อยมีข่าวคนฆ่าตัวตายเพราะป่วยเป็นโรคนี้) 

"แล้วอยู่ดีๆ ทำไมแกถึงป่วยวะ ฉันก็เห็นแกมีความสุขดี" ฉันถามอย่างสงสัย
"หมอบอกว่า มันเกิดจากความต้องการของคนรอบข้างกับตัวฉันขัดแย้งกัน" อิ่มตอบ
"ยังไงว่ะ กูงง" ฉันหงุดหงิดที่อิ่มเล่าไม่หมด เลยใช้ภาษาพ่อขุนรามซะงั้น 55

"กูจะอธิบายแบบที่หมอวาดภาพให้กูดูล่ะกัน มันเหมือนมีวงกลม 3 วงในชีวิตฉัน วงกลมแรก คือความต้องการของเจ้านายฉัน วงกลมที่ 2 คือ ความต้องการของแม่ฉัน วงกลมที่ 3 คือความต้องการของฉันเอง วงกลม 3 วง เปรียบเหมือน สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของฉัน ภาพที่หมอ อธิบาย คือ วงกลม 3 วงนี้ มันแยกกันอยู่ ไม่มีตรงไหนซ้อนกัน หมายความว่า เมื่อฉันเลือกทำอะไรอย่างหนึ่ง มันจะทำให้อีกวงกลมหนึ่งไม่พอใจ" อิ่มพยายามอธิบายแบบใส่อารมณ์ ประมาณว่าทำไมเมิงไม่เข้าใจกูว่ะ

"แล้วเจ้านายมึง กะแม่มึง เขาอยากได้อะไรจากแกว่ะ" เมื่อการสนทนาเข้มข้นขึ้นฉันก็ถามแบบเจาะลึกเหมือนนักข่าว
"คือ แม่กูอยากให้กูหยุดงานบรรณาธิการ หยุดทุกอย่าง มาอยู่เฝ้าร้านกาแฟ มีธุรกิจของตัวเอง ส่วนนายกู เขาอยากให้กูทำงานอย่างเต็มที่ไม่ต้องทำร้านกาแฟ แล้วก็เอาprojectใหม่โยนมาให้กูทำตลอด" อิ่มเล่าแบบพรั่งพรู
"แล้วใจมึงอยากทำอะไร" เราก็ถามต่อเพราะอิ่มยังไม่ได้เล่าถึงวงกลมที่ 3 คือ ความต้องการของตัวเอง
"กูก็ชอบงานหนังสือนะมันท้าทายดี แต่งานมันก็ไม่แน่นอน แล้วนายกูก็คาดหวังกะผลงานกูมาก แทบจะทิ้งทุกอย่างให้กูทำแทน ส่วนร้านกาแฟกูทำเพราะเอาใจแม่ว่ะ แม่กูว่างเขาคงอยากหาอะไรทำ กูก็เลยเอาเงินเก็บและยืมเงินญาติๆมาทำร้าน คือ กูอยากเป็นลูกที่ดีไง กูไม่อยากขัดใจแม่ ส่วนใจตัวกูเองตอนนี้ แม่งอยากทำงานเป็นนักข่าว หรือ ทำงานเกี่ยวกับทีวีว่ะอยากลองอะไรใหม่ๆ" พออิ่มเล่าถึงวงกลมที่ 3 น้ำเสียงดูสดใส มีความหวัง ต่างจากวงกลมอีก 2 วงที่เล่าด้วยน้ำเสียงหม่นๆ
"แล้วแกได้บอกเจ้านายกะแม่แกป่าวว่ะ ว่าป่วย พวกเขาจะได้ไม่กดดันแกมากไป" ใจเราตอนนี้ คิดอยากให้เพื่อนพักงานมากกว่า แต่ก็เห็นว่ามันยังวิ่งทำงานตลอดเวลาแล้วจะหายป่วยได้ไง

"กูบอกพวกเขาแล้ว กูเอาเจ้านายและแม่ ไปคุยกับหมอด้วย" อิ่มพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
"อ้าว..แล้วพวกเขาว่าไง ก็น่าจะเข้าใจในตัวแกมากขึ้นป่าวว่ะ" เราถามอย่างสงสัย
"เออ...แม่กูร้องไห้เลย ไม่เชื่อว่ากูจะป่วย เขารู้สึกผิดที่ทำให้กูป่วยด้วย" พอพูดถึงจุดนี้ อิ่มก็เสียงสั่นๆเหมือนจะร้องไห้
"ส่วนนายกู เหมือนจะไม่เชื่อว่ากูป่วยจริง เขาก็ยังให้กูทำงานเหมือนเดิม แต่ลดงานลง" อิ่มเล่าต่อ

พออิ่มเล่าจบ เราสับสน งุนงง ไม่รู้ว่าจะปลอบใจ หรือ พูดอะไรดี

อิ่มได้เล่าอาการต่างๆให้ฟังอีกมากมาย สรุปใจความได้ว่า อิ่มมีความเครียดและความกดดันจากสภาพแวดล้อมและคนรอบตัวรวมถึงความต้องการของตัวเอง ยาวนานกว่า 2 ปี อิ่มรู้สึกผิดและโทษตัวเองว่าดีไม่พอสำหรับใครเลย

จนบางครั้งมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากทำอะไร พอทุกอย่างไม่เป็นดังใจ ก็โมโหกรี้ด ระเบิดอารมณ์ และมีอาการคิดวนเวียนอยู่เรื่องเดิมๆ เกี่ยวกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ มองเห็นความสุขไม่เจอ ซึ่งพยายามทำอะไรที่มีความสุข แต่มันไม่มีความสุข คิดแต่อยากตาย...

ก่อนวางสายจากกัน เราพูดกับอิ่มว่า "อิ่ม..กูรักมึงนะ กูเป็นห่วงมึง ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกกูได้นะ"
อิ่มตอบมาสั้นๆว่า "ขอบคุณนะแก" พร้อมน้ำเสียงที่สดใส

เวลาผ่านไป เราไม่ได้ติดต่อกับอิ่มอีกเลย แต่รู้มาคร่าวๆว่า อิ่มลาออกจากงานบรรณาธิการ ปิดร้านกาแฟ และ ได้ทำงานทีวีสมใจ แต่ก็เห็นความเครียดในการทำงานของอิ่มอยู่เนืองๆ อ่านได้จาก สเตตัสใน line และ facebook ว่าเธอไม่โอเค กับเพื่อนร่วมงาน

ในฐานะเพื่อนก็ได้แต่เป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ เราเชื่อว่าอิ่มจะเข้มแข็งพอ ที่จะฝ่าฟันมันไปได้

แต่.......

ฉันก็ไม่อยากเชื่อเลยว่า...ไม่กี่ปีถัดมาฉันจะเป็นโรคเดียวกับอิ่ม 
จากที่เคยเป็นผู้ฟัง และเป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ 
กลับกลายมาเป็นผู้ป่วยเสียเอง
ฉันพบว่ามันทรมาณมากที่จะต้องผ่านมรสุมต่างๆด้วยตัวเอง
ฉันไม่กล้าบอกใคร ว่าฉันป่วยเป็นโรคนี้ 

อาการของโรคมันเกิดขึ้นในปี 2559 แต่มันได้สะสมมานานแบบที่ฉันไม่รู้ตัว
ต้องขอขอบคุณเรื่องราวของอิ่ม ทำให้ฉันรู้ตัวได้เร็วว่าฉันป่วยเป็นโรคนี้จริงๆ
ตอนแรกฉันคิดว่าคง เครียดไปเอง แต่มันคงไม่ใช่แล้วล่ะ
เพราะฉันเคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง ในช่วงปี 2559-2560 ปีนี้

ปีนี้ ปี2561 แล้ว อาการเราดีขึ้นมาก เลยตัดสินใจอยากเล่าเรื่องให้พวกเธอฟัง และหวังว่าวันหนึ่ง มันจะกลายเป็นหนังสือ ให้ทุกคนได้อ่าน และป้องกันตัวเองไม่ให้เครียดเกินไป และสามารถอธิบายให้คนรอบข้างเข้าใจ ว่าคนป่วยโรคนี้ไม่ได้บ้า..และหายได้เอง ควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ถ้าพวกเธออยากรู้ว่าช่วง 3 ปี ที่แล้วฉันเจออะไรมาบ้าง ช่วยส่งเสียงมาหน่อยนะ 
ฉันจะได้รู้สึกว่ามีคนอยากอ่านและสนใจเรื่องนี้จริงๆ 5555
SHARE
Written in this book
เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยคนหนึ่งและสาเหตุของโรคซึมเศร้า
Writer
HYGGE
Writer
HYGGE >> ชื่อเราอ่านว่า ฮุกกะ หรือ ฮูก้า แล้วแต่จะเรียก ความหมาย คือ ความสุขง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม เราเป็นนักเล่าเรื่อง...เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึก และ ข้อคิดที่ได้ เราไม่ค่อยตามกระแสคนอื่น เพราะคนอื่นมีคนเป็นไปแล้ว เป็นตัวเองง่ายกว่า เราชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะเราเกลียดความวุ่นวาย เรามักคิดต่าง ในช่วงเวลาที่คนอื่นคิดเหมือนกัน เราพูดน้อย แต่เราเขียนเยอะ งานเขียนของเรามีหลายแบบ แต่ใช้นามปากกาต่างกัน เราเขียนบทความ งานวิจัย หนังสือเตรียมสอบ เราเขียนนิยาย เรื่องสั้น How-to อืม...อะไรอีกดีล่ะ เราว่า ใน storylog คงมีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะไม่มีใครมาจ้างเขียน555 ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน จะพยายามเขียนงานดีๆออกมาให้ทุกคนได้ติดตามนะคะ

Comments

HYGGE
2 years ago
ตอนที่ 3 ออกแล้วน้าาาา ไปตามอ่านกันได้จ้า ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจค่ะ ^^
Reply
MissAA
2 years ago
สู้ๆค่ะ✌🏻
Reply
HYGGE
2 years ago
ขอบคุณค่า ตอนใหม่ออกแล้วอย่าลืมติดตามกันนะคะ
ilovevanilasky
2 years ago
สู้ๆนะ (:
Reply
HYGGE
2 years ago
ขอบคุณค่า หวังว่าข้อมูลน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆค่ะ
FeLiCiTyy
2 years ago
สู้ๆนะคะรออ่านคะ เป็นกำลังใจให้คะ
Reply
HYGGE
2 years ago
ขอบคุณค่า ตอนนี้เขียนถึงตอนที่ 5 แล้วนะคะ ตามอ่านกันเรื่อยๆน้า

giffly
1 year ago
เราก็เป็นโรคนี้ค่ะ รักษามา 1 ปีกว่าแล้วยังไม่หาย ตามอ่านนะค้า
Reply