"เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่"

“เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่”หลวงตาเตือนสติชายไม่สมหวังกับความรัก ก่อนชายผู้นั้นจะตัดสินใจบวชตลอดชีวิต..


มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้งสองตกลงจะแต่งงานกัน เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นาน ฝ่ายชายรู้ข่าวว่าคู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ ไปหาหมอเท่าไรก็ไม่ดีขึ้น ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้าน จึงเคาะประตู เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่าเป็นพระ จึงบอกว่า "ไม่ทำบุญ นิมนต์ข้างหน้า"
หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า “อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย? อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย ไม่รู้จะพอช่วยได้หรือเปล่า”



เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้ง แต่ก็บอกว่า ตัดสินใจเองไม่ได้ต้องไปถามเจ้านายก่อน แล้วเด็กรับใช้ก็เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่า

“อยากเข้ามา ก็เข้ามา!”


เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอน ก็พบว่า ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ
เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น
หลวงตายิ้มแล้วพูดว่า “อาการหนักเลยนะ” ชายคนนั้นนิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด
หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า "โทรมมากเลยนะ" ชายคนนั้นไม่สนใจ
หลวงตาบอกว่า “ไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ” ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายมองไปยังกระจกแต่งตัวในห้องนอน เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นาน ภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเลที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา


ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจ เขาก็พบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด
เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว


ต่อมาพักใหญ่ มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น เขาสงสาร จึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป


พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้งสองข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ
จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควรจึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป


จากนั้น ภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ พอสักพักก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่สอง แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก


ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า “ทีนี้เข้าใจรึยัง? ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน”
การที่จะวางความทุกข์ลงได้นั้น
เราต้องเริ่มยอมรับความจริงที่เป็นไปก่อน
ว่าเรื่องได้เกิดขึ้นแล้ว.. เป็นไปแล้ว
ไม่มีเรื่องบังเอิญหรอก เมื่อมีผลก็ย่อมมีเหตุ..
เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า“โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือด เอาเลือดเสียออกมาแล้ว”
ต่อมาไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้ออกบวชติดตามหลวงตาองค์นั้นในที่สุด
คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย


“เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่”


ในตอนที่ยังไม่จากกัน คุณได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้าก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไร



ทุกๆวจีกรรม กายกรรม และมโนกรรม ที่เรานึกคิดหรือพูด ล้วนเป็นกรรมหมด แต่จะอยู่ที่เจตนาว่าเป็นบุญหรือบาป ซึ่งล้วนส่งผลต่อปัจจุบันและอนาคตทั้งนั้น…ธรรมะสาธุ

สูตรการเลือกคู่ของพระพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนถึง วิธีการเลือกคู่ ให้แก่เหล่าชายและหญิงว่า…1 ควรมีศรัทธาเสมอกัน คือ เลือกคนที่มีความเชื่อ เลื่อมใสในศาสนา สิ่งเคารพบูชา ความคิดเห็น จุดมุ่งหมาย ตลอดจนรสนิยมตรงกัน
2 ควรมีศีลเสมอกัน คือ เลือกคนที่มีความประพฤติ ศีลธรรม มารยาท มีพื้นฐานการอบรมพอเหมาะสอดคล้องกัน
3 ควรมีจาคะเสมอกัน คือ เลือกคนใจกว้าง เสียสละ พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น เพราะเมื่ออยู่ด้วยกันก็ต้องเสียสละทั้งทรัพย์สินและความสุขของตน เพื่อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
4 ควรมีปัญญาเสมอกัน คือ รู้จักเหตุ-ผล-ดี-ชั่ว สิ่งที่เป็นประโยชน์ – ไม่เป็นประโยชน์ สามารถใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหาได้ วิธีจับสังเกตหลักง่ายๆนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า คนดีดูได้ที่ว่า เป็นคนที่คิดดี พูดดี และทำดีเป็นปรกติ คือดูสิ่งที่เขาคิด พูด ทำนั่นเอง บางคนบอกความคิดจะไปดูได้อย่างไร? คำตอบ คือ คำพูดและการกระทำจะสะท้อนจากความคิด เราจะจับได้ว่า ถ้าเขาพูดอย่างนี้แสดงว่าเขาคิดอย่างนี้ เพียงแต่คนที่กำลังชอบพอกันใหม่ๆ บางทีความรัก ความพอใจมันบังตา เห็นอะไรก็ดูข้ามไปหมด บอกไม่เป็นไร เขารักเรา เขาต้องปรับปรุงตัวแก้ไขเพื่อเราได้แน่ๆ เสร็จแล้วก็น้ำตาตกในทีหลัง ถ้าจะสรุปโดยย่อๆเลยก็คือว่า ให้เขาเป็นคนที่มีศีล อย่างน้อยศีล5 แล้วไม่ยุ่งอบายมุข ถ้าชอบกินเหล้า เล่นไพ่ เที่ยวกลางคืนทุกวัน เป็นเสือผู้หญิง เจ้าชู้แต่เอาใจเราเก่ง เราเลยชอบ อย่าเด็ดขาด เดี๋ยวเราจะเดือดร้อน น้ำตาเช็ดหัวเข่า เป็นคนชอบโกหก เป็นคนชอบขโมยของเขา คดโกงเขา เป็นคนใจคอโหดร้าย อย่างนี้เราควรหลีกเลี่ยง อย่างน้อยต้องศีล 5 และอบายมุข อย่างนี้จะไม่พลาด

รัก ที่มี ความสุข
คือ รัก ที่ให้ ความร่วมมือ
ไม่ใช่ รัก ด้วยการ ยื่นมือรับ
และยิ่ง ไม่ใช่รัก ด้วยวิธี แบมือขอ - ดังตฤณ
วิธีแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่ คู่ครองคนรักไม่ดี แก้กรรมสำหรับคนร้างคู่ หรือ มีคู่ครองแล้วแต่ไม่มีความสุข


วิธีแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่ สำหรับคนที่ไร้คู่ ตามหาเนื้อคู่ไม่เจอ หรือมีคู่แต่ชีวิตรักไม่มีความสุข เนื้อคู่ไม่ดี คนรักชอบทำตัวเจ้าชู้ ข่มเหง หรือถูกรังแกจนต้องเจ็บช้ำน้ำใจ วันนี้เราขอแนะนำ การแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่มาฝากกันค่ะ
อยากรู้ว่าเจอปัญหาชีวิตรักแบบไหน? ดวงความรักของคุณจะเป็นอย่างไร? แล้วต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร?


การแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่ คู่ครอง คนรักไม่ดี
เนื้อคู่ไม่ดีไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ท่านว่าเกิดจากการกระทำที่เคยทำมาในภพนี้หรือภพก่อนของผู้นั้น คือ เคยเป็นชู้กับผู้อื่นที่มีครอบครัวแล้ว เคยทำร้ายจิตใจคู่ตนเอง เคยยุยงคู่คนอื่นให้เลิกกัน เคยทำร้ายจิตใจในความรักที่ผู้อื่นมีให้แก่ตน


การแก้กรรมเนื้อคู่ไม่ดี แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้
1.เลิกความเป็นคนเจ้าชู้ รักเดียวใจเดียว ไม่คบคนที่มีคู่แล้วหรือไม่นอกใจคู่ของตนเอง
2.หมั่นเข้าวัดทำบุญร่วมกับคู่ของตนเองเป็นนิจ
3.หมั่นทำบุญ และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ถูกตนทำร้ายจิตใจหรือแก่่เจ้ากรรมนายเวรทั้งภพก่อน และในภพปัจจุบัน
4.ส่งเสริมความรักและยินดีต่อความสุขของคู่ครองคนอื่น เช่น ร่วมทำบุญในงานแต่ง เป็นต้น


การแก้กรรมดวงที่ร้างคู่
แก้กรรมร้างคู่ คนบางคนขาดคู่แท้ คู่ถาวร เพราะวิบากกรรมชาติก่อน อาจเคยทำให้คู่รักต้องเลิกกันไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หรืออาจเคยพรากคู่รักให้แยกจากกัน หรือเคยยุยงให้เขาแตกกัน หรือขัดขวางมิให้เขาได้ครองคู่กัน


การแก้กรรมดวงที่ร้างคู่ แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้..
ถวายเทียนคู่หรือแจกันคู่ ถวายให้ครบ 9 วัดอย่างต่อเนื่อง จะทำบุญเดือนละ 1 วัดหรือ 2 วัดก็ได้ตามแต่สะดวก ให้ถวายในวันเกิดของตน เช่น คนเกิดวันพุธ ก็ไปทำบุญวันพุธ อธิษฐานจิตขอทำบุญเพื่อแก้วิบากกรรม ตั้งจิตภาวนาขอพรเรื่องคู่ตามที่หวัง (สามารถถวายสิ่งของอื่นแก่วัดได้ แต่ควรถวายสิ่งของที่ใช้เป็นคู่ เช่น เชิงเทียน)


การแก้กรรมชีวิตคู่ไม่ราบรื่น
แก้กรรมชีวิตคู่ไม่ราบรื่น อาจเป็นเพราะชาติปางก่อน ทำบุญร่วมกันโดยไม่เต็มใจ จึงเกิดมาเป็นคู่กัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่น หรือเมื่อครั้งที่เคยเป็นคู่กันนั้น ขาดความปรองดองต่อกันหรือร่วมมือกัน จึงต้องมาทะเลาะเบาะแว้ง


การแก้กรรมชีวิตคู่ไม่ราบรื่น แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้
1 ร่วมใจกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ ต้องเป็นประจำสม่ำเสมอ ทุกเช้าวันเว้นวัน หรือทุกอาทิตย์
2 ร่วมกันทำบุญถวายสังฆทานสม่ำเสมอ ทุกเดือนหรือทุก 3 เดือน
3 ร่วมกันสวดพระคาถาบททุกวันพระ เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นสวดทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ
4 เป็นเจ้าภาพหรือร่วมเป็นเจ้าภาพเกี่ยวกับงานเลื้ยงวิวาห์ ออกแรงหรือออกเงินช่วยงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวที่ไม่รวยนัก ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ที่เรารู้จักคุ้นเคยดี
5 ตั้งตนชอบอยู่ในจริยธรรมอันดี คิดดี พูดดี และทำดีต่อคู่รักทุกคู่ มิว่าจะรู้จักกันดีหรือไม่ ช่วยให้คู่รักเขาได้สมรักหรือได้เข้าใจกัน ไม่ทำให้เขาแตกร้าวกัน จะได้อานิสงค์แรงมาก


การแก้กรรมคู่ไม่สมพงศ์ดวงกัน
แก้กรรมคู่ไม่สมพงศ์ดวงกัน คู่ที่มีดวงไม่ถูกโฉลกกัน หรือไม่สมพงศ์กันในทางพื้นเรือนชะตา เมื่อมาครองคู่ด้วยกันแล้ว ชีวิตมักจะขรุขระไม่ราบรื่น มีอุปสรรคให้ฟันฝ่าจนเหนื่อยเสมอ หรืออาจมีความลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก้าวหน้าช้า มีความขัดสน หรือมีปัญหาอื่น ๆ ที่ทำให้หาความสุขสบายแท้จริงไม่ได้


การแก้กรรมคู่ไม่สมพงศ์ดวงกัน แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้
1. ร่วมกันทำบุญ ทำทานสม่ำเสมอ ทำบุญด้วยการออกแรงแทนเงินก็ได้ นำข้าวของไปบริจาคคนยากไร้ ไปอาสาช่วยงานบุญที่วัด
2. ร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์
3. ไปไหว้พระ ทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงร่วมกัน
4. ไปไหว้ศาลหลักเมืองด้วยกัน
5. ร่วมกันปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยหอยขม โดยไปซื้อปลาที่ตลาดสดมาปล่อย หรือไถ่ชีวิตสัตว์
6. ร่วมกันล้างบ้าน จัดบ้านใหม่ ไหว้พระที่บ้าน ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง อธิษฐานขอฟ้าให้พบหน้าคู่แท้ ต้องฟังผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัวที่สูงวัย ที่ให้คำแนะนำ ตรงนี้เป็นบุญประการหนึ่ง บุญนี้จะหนุนนำให้ได้คู่ที่ดี ให้ได้ลูกที่ดีในลำดับต่อไป
ต่อมาเป็นเรื่องของการทำบุญ คือไม่ทำให้คุณพ่อ คุณแม่เดือดร้อน ปู่ย่าตายายเดือดร้อน ร้อนกายร้อนใจว่าเราเอกเขรกเกเร ทั้งนี้จะเป็นบุญกุศลหนุนนำให้เราได้พบคู่รักอันเป็นคู่แท้ประการหนึ่ง อีกหลาย ๆ ประการที่กล่าวถึงดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นบุญกุศลในเรื่องที่จะให้สมหวังในความรักทั้งนั้น
การกตัญญูกตเวทิตาต่อบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ในวงศ์ตระกูล ทำบ้านให้ร่มเย็นเป็นสุข การทำบุญกับบ้านเด็กกำพร้า การบริจาคหรือการทำบุญกับบ้านคนชรา การบริจาคหรือการทำบุญให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ การบริจาคหรือการทำบุญกับมูลนิธิเพื่อนหญิง หญิงที่ถูกทำร้าย การบริจาคหรือการทำบุญกับโรงพยาบาล
เป็นส่วนสำคัญที่จะเป็นบุญแรง เป็นบุญใหญ่ หนุนนำให้เกิดความสุขและความสำเร็จในเรื่องความรัก เพราะสถานที่ที่ได้กล่าวถึง มีสื่อทางจิตวิญญาณอันสัมพันธ์เกี่ยวกับบุญวาสนาบารมี ที่จะเกื้อหนุนให้เกิดพลังของผลบุญที่เกื้อหนุนในเรื่องของความรักและชีวิตครอบครัว เมื่อทำบุญแล้วต้องมีการอธิษฐานบุญ ขอให้ตั้งจิตอธิษฐาน เมื่อท่านสงบนิ่งแล้วให้ระลึกถึงสิ่งที่เป็นผลบุญที่ได้กระทำอันเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่ท่านได้ทำบุญมา และให้อธิษฐานว่า
“ขอให้ข้าพเจ้า ชื่อ-นามสกุลของท่าน ขอให้ประสบความสุข ความสำเร็จโดยเฉพาะในเรื่องของชีวิตคู่ เรื่องของครอบครัวขอให้มีความสุข ขอให้ได้พบคู่แท้ดังที่ปรารถนา หากใครก็ตามที่เป็นคู่แท้ ก็ขอให้พบโดยเร็วพลัน ขอให้ได้เรียนรู้ ขออย่าได้พบกับคนที่หลอกลวง แต่ถ้าหากใครคิดจะหลอกลวง ทำร้าย ทำลายน้ำใจให้มีความรู้สึกเจ็บช้ำ จงอย่าได้กล้ำกลายเข้ามา ขอให้ห่างไกลหลีกลี้หนีไปจากบารมี หลีกลี้ไปจากเรา ขอให้มีบารมี บุญบารมีธรรมคุ้มครองเราด้วยเถิด หากใครเป็นคู่แท้แล้วไซร้ก็ขอให้จงมีโอกาสเข้ามาใกล้ ประดุจเทพอุ้มสม คือเทพหนุนนำ เทวดาชักพา ให้เกิดการพบหน้า มีจิตประภัสสรให้เกื้อหนุนกันต่อไป จากปัจจุบันถึงอนาคตด้วยเถิด สาธุ”มาตรวัดความเป็นคู่บุญอย่างหนึ่ง คือ การติดนิสัยดีดีมาจากกันและกัน มากกว่าจะเอานิสัยเสียๆของอีกฝ่ายมาใช้ - ดังตฤณอะไรประมาณนี้ ท่านก็จะสมหวังตามที่ปรารถนา ส่วนอธิษฐานมีส่วนเหมือนกัน กล่าวคือ ท่านที่เกิดวันอาทิตย์นั้น การอธิษฐานควรจะอธิษฐานหรือทำบุญในวันอาทิตย์หรือวันพฤหัสบดี ท่านที่เกิดวันจันทร์ควรจะทำบุญอธิษฐานขอพรจากเทวดาฟ้าดิน ในวันจันทร์หรือวันพุธ
ส่วนท่านที่เกิดวันอังคารควรขอพรจากเทวดาฟ้าดินในวันอังคารและวันศุกร์ ท่านที่เกิดวันพุธกลางคืนควรอธิษฐานขอพรในวันพุธกลางคืนและวันเสาร์ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของการอธิษฐานขอฟ้าให้พบหน้าคู่แท้ หวังว่าท่านคงนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อความสุขของท่านเองและคนรอบข้าง ให้สมหวังดังที่ปรารถนา พบรักในเร็ววัน (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)


ว่าด้วยเรื่องคู่สร้างคู่สมตามหลักพุทธศาสนา จะเป็นคู่สร้างคู่สม เมื่อมีสมธรรม 4 ประการ
สัญญาณคู่บุญ..
รู้สึกดี เมื่อเห็น เย็นใจ เมื่อใกล้
สบายใจ เมื่อคบ พบสิ่งดีดี ร่วมกัน
“ดูก่อน คฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ทั้งสองฝ่ายนั่นแหละพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ก็จะได้พบกันและกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า” (“อากงฺเขยฺยุ ํ เจ คหปตโย อุโภ ชานิปตโย” จาก สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต – พระไตรปิฎกเล่มที่ 21)


ชีวิตคู่ครองนี้ มีคำเรียกตามนิยมว่า ชีวิตสมรส ในทางพระพุทธศาสนามีคำสอนว่า ชีวิตสมรสที่จะมีความสุข ราบรื่น มั่นคงยืนยาวได้นั้นหลักธรรมในการเลือกคู่ครอง คือ สมชีวิธรรม 4 (qualities which make a couple well matched) เราควรเลือกคู่ครองที่มีลักษณะดังนี้


คู่สมรสควรมีคู่ธรรมที่สมหรือสม่ำเสมอกัน อันจะพึงเรียกได้ว่า สมธรรม 4 ประการ คือ สมศรัทธา สมศีลา สมจาคา และ สมปัญญา สมธรรม 4 ประการนี้ เป็นฐานรองรับชีวิตคู่ครองในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าฆราวาสธรรม 4 อย่างที่กล่าวมาแล้ว เพราะแสดงถึงความมีคุณสมบัติสมกันและความมีลักษณะนิสัยสม่ำเสมอกันของคู่ครอง ซึ่งจะทำให้ผู้สมรสทั้งสองสมชีพหรือสมชีวี คือมีชีวิตที่สมหรือเสมอกัน สมธรรม 4 ประการ นั้น คือ
1. สมศรัทธา (to be matched in faith) คือ มีศรัทธาสมหรือเสมอกัน ศรัทธานั้นหมายถึงความเชื่อ ความเลื่อมใส หรือความใฝ่นิยม เช่น ความเชื่อถือในลัทธิศาสนา ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และความใฝ่นิยมในคุณค่า หรือสิ่งที่ยึดถือเข้าใจว่าเป็นความดีงามต่าง ๆ ความมีศรัทธาสมกันย่อมเป็นสิ่งสำคัญเบื้องแรกที่จะทำให้ชีวิตครองเรือน กลมกลืนสนิทสนมแน่นแฟ้น เพราะศรัทธาเป็นเครื่องหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิด เป็นพลังชักจูงใจในการดำเนินชีวิต และกระทำกิจการต่าง ๆ ความมีศรัทธาสมกัน ตั้งต้นแต่ความเชื่อถือในลัทธิศาสนาอย่างเดียวกัน ตลอดจนการมีรสนิยมแนวเดียวกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิตสมรส ถ้าศรัทธาเบื้องต้นไม่เป็นอย่างเดียวกัน ก็ต้องตกลงปรับให้เป็นไปด้วยความเข้าใจต่อกัน
2. สมศีลา (to be matched in moral) คือ มีศีล คือความประพฤติสมหรือเสมอกัน คือ มีความประพฤติที่เข้ากันได้ อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่เป็นเหตุให้เกิดความรังเกียจ ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือขัดแย้งรุนแรงต่อกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งปากร้าย ชอบกล่าวคำหยาบคาย อีกฝ่ายหนึ่งได้รับการอบรมกวดขันมาทางด้านการพูดจาสุภาพอ่อนหวาน ทนฟังคำหยาบ ไม่ได้ หรือฝ่ายหนึ่งชอบเป็นนักเลงหัวไม้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งชอบชีวิตสงบไม่วุ่นวาย ก็อาจเป็นทางเบื่อหน่ายร้าวฉานเลิกร้างกัน หรืออยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน
3. สมจาคา (to be matched in generosity) คือ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียสละสมหรือเสมอกัน ในชีวิตของบุคคลที่ต้องติดต่อเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เริ่มตั้งแต่ญาติมิตรสหายเป็นต้นไปนั้น ธรรมข้อสำคัญที่จะต้องแสดงออกอยู่เสมอก็คือ ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีใจกว้างขวาง การช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน หรือในทางตรงข้าม ก็เป็นความตระหนี่ ความมีใจคับแคบ กระด้าง คู่ครองที่มีจาคะไม่สมกันย่อมมีโอกาสเกิดความขัดแย้งกระทบกระเทือนจิตใจกันอยู่เรื่อยไป ทำให้ชีวิตครอบครัว เป็นชีวิตที่เปราะ มีทางที่จะแตกร้าวได้ง่าย
4. สมปัญญา (to be matched in wisdom) คือ มีปัญญาสมหรือเสมอกัน ปัญญาหมายถึงความรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักดีชั่ว รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ ความรู้จักคิด ความสามารถในการ ใช้ความคิดและเข้าใจในเหตุผล ความมีปัญญาสมกันมิได้หมายความว่าคู่ครองทั้งสองฝ่ายจะต้องได้เล่าเรียนศิลปวิทยาการ ทรงความรู้เชี่ยวชาญเหมือน ๆ กัน แต่หมายถึงการมีความคิด การรู้จักรับฟังและเข้าใจในเหตุผลของกันและกัน และการช่วยเป็นคู่คิดของกันและกันได้ อย่างที่กล่าวกันง่าย ๆ ว่าพูดกันรู้เรื่อง คุณธรรม ข้อนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะสามีภรรยาเป็นผู้อยู่ร่วมใกล้ชิดกันทุกเวลา จำต้องมีความเข้าใจกัน ร่วมคิดร่วมปรึกษาหารือกัน บรรเทาข้อหนักใจ และช่วยกันหาทาง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป็นกำลังแก่กันและกันได้ ความมีปัญญาสมกันนี้ นอกจากเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจทำให้มีความสนิทสนมกันด้วยดีแล้ว ยังทำให้ชีวิตของคู่ครอง ทั้งสองฝ่ายเป็นชีวิตที่ส่งเสริมคุณค่าเพิ่มกำลังแก่กันและกันอีกด้วย


คู่ครองตามที่่กล่าวไว้ใน สิทธิการิยะฯ มี 4 แบบ คือ


1. คู่เวรคู่กรรม ได้แก่ คู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะเบาะแว้ง บางคู่ถึงขั้นตบตีกันแต่ก็ไม่เลิกรากันไป ยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่มักมีเรื่องบาดหมางขัดใจกัน ทะเลาะกันอยู่เป็นประจำ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจไม่ซื่อสัตย์ อาจสุรุ่ยสุร่าย ล้างผลาญเงินทอง อาจดูถูกดูหมิ่นอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ยกย่องให้เกียรติ ไม่มีความเคารพเกรงใจกัน แม้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่มีความสุข แต่ก็ยังต้องอยู่ด้วยกันต่อไป

2. คู่ทุกข์คู่ยาก ได้แก่ คู่สามีภรรยาที่ลำบากลำบนมาด้วยกัน ฟันฝ่าอุปสรรคของชีวิตมาด้วยกัน แต่ก็รักและเห็นอกเห็นใจกันเสมอ
3. คู่สร้างคู่สม ได้แก่ คู่สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกัน ชีวิตมีแต่ความสุข มีโชคดี ไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดๆ รักและให้เกียรติยกย่องกันและกัน มีความสุขอยู่ด้วยกันจนวันตาย
4. คู่อาศัย ได้แก่คู่รัก หรือคู่สามีภรรยา ที่รักกันได้ไม่นาน ก็มีอันต้องเลิกรากันไป ถ้าคู่สมรสคู่ใด ที่ครองรักกันอย่างมีความสุขในชีวิตนี้ และมี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา สมกัน แม้ตายจากกันไปแล้ว ชาติต่อไปก็ย่อมได้เกิดมาเป็นคู่ครองกันอีก เรียกว่า คู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก


จาก อังคุตตรนิกาย มีพระสูตรที่ 2 ปฐมสังวาสสูตร และทุติยสังวาสสูตร แห่งปุญญาภิสันทวรรค ทุติย - ปัณณาสก์ จตุกกนิบาต ที่่ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างสามีภรรยามี 4 แบบ โดยเปรียบเทียบว่า คนทุศีลเป็นเสมือนผี คนมีศีลเป็นเสมือนเทวดา ดังนี้


1. การอยู่ร่วมกันแบบผีอยู่ร่วมกับผี หมายถึงสามีทุศีลอยู่ร่วมกับภรรยาทุศีล ต่างฝ่ายต่างชั่วพอๆกัน บางคู่อาจเข้าใจกันดี ไปกันได้ดี อยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน บางคู่อาจเป็นแบบ ขิงก็รา ข่าก็แรง
2. การอยู่ร่วมกันแบบผีอยู่ร่วมกับเทวดา หมายถึงสามีทุศีลอยู่ร่วมกับภรรยามีศีล สามีเลวแต่อยู่ร่วมกับภรรยาที่ดี ฝ่ายสามีจะเป็นฝ่ายที่เอาเปรียบภรรยา ปฏิบัติต่อภรรยาไม่ดี การอยู่ด้วยกัน ไม่ทำให้มีความสุข
3. การอยู่ร่วมกันแบบเทวดาอยู่ร่วมกับผี หมายถึง สามีมีศีลอยู่ร่วมกับภรรยาทุศีล สามีดีอยู่ร่วมกับภรรยาที่เลว ฝ่ายภรรยาเป็นภาระของสามี เอารัดเอาเปรียบสามี ปฏิบัติต่อสามีไม่ดี อาจไม่ซื่อสัตย์ นอกใจ หรือ ล้างผลาญสมบัติ การอยู่ด้วยกัน ย่อมไม่มีความกลมกลืน เข้ากันไม่ได้ดี
4. การอยู่ร่วมกันแบบเทวดาอยู่ร่วมกับเทวดา หมายถึง สามีมีศีลอยู่ร่วมกับภรรยามีศีล ต่างฝ่ายต่างดีพอๆกัน รักใคร่ปรองดองกัน ถนอมน้ำใจกัน ยกย่องให้เกียรติกันและกัน สามีภรรยาแบบนี้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป


พระพุทธเจ้า ได้จำแนกภรรยาไว้ 7 แบบ ดังนี้ ถ้าท่านต้องการภรรยาแบบไหน ย่อมเลือกลักษณะหญิงที่ท่านจะเลือกมาเป็นคู่ครองได้ตามลักษณะดังกล่าวนี้ คือ

ภรรยา 7 (seven types of wives) ภรรยาแบบต่างๆ ซึ่งจำแนกโดยคุณธรรม ความประพฤติลักษณะนิสัย และการปฏิบัติต่อสามี ดังนี้
1. วธกาภริยา (a wife like a slayer; destructive wife) คือ ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต
ได้แก่ ภรรยาที่คิดร้ายกับสามี เป็นผู้หญิงที่ซื้อได้ด้วยเงิน เห็นแก่เงิน ไม่ได้อยู่กินกับสามีด้วยความรัก มักเจ้าชู้ มีใจยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นไม่ยกย่องให้เกียรติ ไม่เคารพสามี
2. โจรีภริยา (a wife like a robber; thievish wife) คือ ภรรยาเยี่ยงโจร
ได้แก่ ภรรยาผู้ล้างผลาญทรัพย์สมบัติ ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักประหยัด อาจติดการพนัน หรือชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย ใช้เงินเกินตัว ไม่รู้จักประมาณตน
3. อัยยาภริยา (a wife like a mistress; Madam High and Mighty) คือ ภรรยาเยี่ยงนาย
ได้แก่ ภรรยาที่เกียจคร้าน ไม่ใส่ใจการงาน กินมาก ปากร้าย หยาบคาย ใจเหี้ยม ชอบข่มสามี
4. มาตาภริยา (a wife like a mother; motherly wife) คือ ภรรยาเยี่ยงมารดา
ได้แก่ ภรรยาที่หวังดีเสมอ คอยห่วงใยเอาใจใส่สามี เหมือนมารดาปกป้องบุตร และประหยัดรักษาทรัพย์ที่หามาได้
5. ภคินีภริยา (a wife like a sister; sisterly wife) คือ ภรรยาเยี่ยงน้องสาว
ได้แก่ ภรรยาผู้เคารพรักสามี ดังน้องรักพี่ มีใจอ่อนโยน รู้จักเกรงใจและคล้อยตามสามี
6. สขีภริยา (a wife like a companion; friendly wife) คือ ภรรยาเยี่ยงสหาย
ได้แก่ ภรรยาที่เป็นเหมือนเพื่อน พบสามีเมื่อใด ก็ปลาบปลื้มดีใจเหมือนเพื่อนพบเพื่อนที่จากไปนาน เป็นผู้มีการศึกษาอบรม มีกิริยามารยาท ความประพฤติดี ภักดีต่อสามี เป็นคู่คิดคู่ครอง เคียงบ่าเคียงไหล่สามี
7. ทาสีภริยา (a wife like a handmaid; slavish wife) คือ ภรรยาเยี่ยงทาสี
ได้แก่ ภรรยาที่ยอมอยู่ในอำนาจสามี ถูกขู่ตะคอกเฆี่ยนตี ก็อดทนไม่โกรธตอบ รักสามีมาก ยอมรับใช้และทำทุกอย่างเพื่อความสุขของสามี
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภรรยาสำรวจตนเองว่า ตนเป็นภรรยาประเภทไหน และจะให้ดีควรจะเป็นภรรยาประเภทใด


สำหรับชาย อาจใช้เป็นหลักสำรวจอุปนิสัยของตนว่าเหมาะแก่หญิงประเภทใดที่จะเลือกมาไว้เป็นคู่ครอง และสำรวจหญิงที่จะเป็นคู่ครองว่าเหมาะกับอุปนิสัยของตนหรือไม่ (สำหรับผู้เขียนเอง ขอเลือกภรรยาในแบบที่ 6 คือ ภรรยาเยี่ยงสหาย)
การปฏิบัติต่อสามีหรือภรรยา มีกล่าวไว้ใน ทิศ 6 (directions; quarters) บุคคลประเภทต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคม ดุจทิศที่อยู่รอบตัว ภรรยานั้น ถือเป็นทิศที่ 3 ปัจฉิมทิศ (ทิศตะวันตก)
ปัจฉิมทิศ (wife and children as the west or the direction behind) ทิศเบื้องหลัง ทิศตะวันตก ได้แก่ บุตรภรรยา เพราะติดตามเป็นกำลังสนับสนุนอยู่ข้างหลัง

สามีบำรุงภรรยา ผู้เป็นทิศเบื้องหลัง ดังนี้
1) ยกย่องให้เกียรติสมกับฐานะที่เป็นภรรยา
2) ไม่ดูหมิ่น
3) ไม่นอกใจ
4) มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้
5) หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส


ภรรยาย่อมอนุเคราะห์สามี ดังนี้
1) จัดงานบ้านให้เรียบร้อย

2) สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
3) ไม่นอกใจ
4) รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้
5) ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง


ความสมหรือเสมอกันของคู่ครองตามหลักธรรม 4 ประการนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะบุคคลทั้งสองมีชีวิตอยู่ร่วมกันใกล้ชิดยิ่งกว่าใครๆ จนในทางโลกกล่าวว่าเป็นบุคคลเดียวกัน การที่จะมารวมเข้าด้วยกันจึงต้องอาศัยความประสานกลมกลืนเหมาะสมกันตามทางธรรมดังกล่าวมา..



#Empath666
SHARE
Written in this book
Caretakers
วิถีชีวิต กรรม Caretakers Caregiver ความสนใจของฉัน
Writer
LensRT
Writer
U Jump I Jump.. ok?

Comments