อหังการ์หมาป่าโดดเดี่ยว ล่ามกองถ่าย

หลังจากหนังจีนเรื่อง Lost in Thailand ที่มาถ่ายทำที่เชียงใหม่ กลับไปฉายในเมืองจีน แล้วทุบสถิติหนังจีนทำรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท บรรดาบริษัทถ่ายหนังกุมารจีนก็แห่พาเหรดเข้ามาในไทยมากขึ้น ทั้งที่เชียงใหม่และเมืองกาญจน์ซึ่งมีทั้งภูเขาและน้ำตก และอยู่ห่างจากกรุงเทพแค่ขับรถ 2 ชั่วโมง แรกๆก็มาดี จ้างบริษัท production house ของคนไทย หาสถานที่ หา prop อุปกรณ์ประกอบฉากให้ หลังๆนี่เฟื่องหน่อย บอกว่าจะจ้าง production house คนไทย แต่ว่างบน้อยไม่พอจ้าง ส่วน production house คนไทยก็ใจดี บอกเอางี้สิ ทำงี้ๆ ลดcostตรงนี้ ตัดฉากนี้ออก เอาเสื้อผ้าจากร้านนี้ propจากร้านโน้นสิถูกดี บราๆๆๆๆๆ อือออ แค่นี้ก็พอดีงบแล้ว ....อาทิตย์หนึ่งผ่านไป ... 2 อาทิตย์ผ่านไป บริษัทหนังจีนก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย เงียบจ้อย พอ production house คนไทย โทรไปถามก็บอกว่า อ๋อ ยกเลิกไม่ทำหนังแล้ว ..... แป่วววววว..... แล้วก็ไม่บอกกรู ปล่อยให้คอยเก้อ .... หุหุ .... แต่ก็นะ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ .... บริษัทหนังจีนเริ่มถ่ายไปแล้ว ทำตามที่ production house คนไทยบอกนั่นแหละ แต่ติดต่อเองหมด ทั้งสถานที่ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ประกอบฉาก .... ใครทำให้น่ะหรือ ก็ล่ามน่ะสิ ล่ามคนไทยนี่แหละ เป็นตัวกลางประสานงานสถานที่ ติดต่อ prop ตามที่ production house คนไทยแนะนำตั้งแต่แรกนั่นแหละ

เป็นไงสะใจดีไม๊ ล่ามไทยช่วยบริษัทหนังจีนโกง production house คนไทย .... ไทยช่วยจีนโกงไทยด้วยกันนั่นแหละ .... ผลน่ะหรือ หนังสร้างไม่เสร็จ เจ๊งไม่เป็นท่า บริษัทหนังจีนอ่านเกมส์ไม่ขาดพอ ไม่รู้จักวัฒนธรรม การติดต่อการทำธุรกิจแบบคนไทย ทำเองโดยไม่มี production house คนไทย มีแต่ล่ามคนไทย รู้ภาษาจีน แต่ทำหนังไม่เป็น ..... ในเมื่อ input, process เป็นแบบนี้แล้ว output หรือตัวหนังที่ออกมาคงดูไม่จืด ส่วนหนึ่งเพราะล่ามคนไทยยอมทำทุกอย่าง แม้สิ่งที่ตนไม่รู้ดีพอ ...

        เสี่ย

เสี่ยไม่เคยกำกับหนังหรอก หนังอาร์ทๆ หนังติสท์อะไรเสี่ยก็ไม่เคยดู แต่เสียรู้ว่าคนไทยชอบดูหนังอะไร นั่นแหละที่ทำให้เสี่ยเป็นก๊อดฟาเธอร์เจ้าพ่อวงการหนังไทย ผู้กำกับทั้งไฟแรง ไฟโรย คนไหนอยากได้เงินทำหนังเป็นต้องวิ่งมาหาเสี่ย บางคนเซลฟ์จัด ขอตังค์เสี่ยทำหนัง 25 ล้าน เสี่ยนั่งนึก ... ติ๊กต๊อกๆ ดีดลูกคิดในใจ ...

เสี่ย “ไอ้เปลว กูให้มึง 12 ล้านพอ!”
ผกกเปลว “อ้าวเสี่ย หนังผมบรรเจิดนะเสี่ย ทั้งติสต์ทั้งตลาดดูได้ ลงไป 25 ล้านนี่ เสี่ยได้กลับคืนมา”เละ”เลยนะ”
เสี่ย”กล้วย! เละพ่อมึงสิ! #%€¥*?~ ถ้าหนังมึงดีจริง มึงไม่ออกส่วนที่เหลือ 13 ล้านเองล่ะ มาขอกูทำไม เหี้ย! #}~
.... ผกกเปลวหน้าหุบ หงอยๆรับ 12 ล้านไปทำหนัง ... ส่วนใครที่เอาเงินเสี่ยไปทำหนัง แล้วเจ๊งกลับมาบ่อยๆ เสี่ยก็มีของปลอบใจ แจกไปหลายด้ามอยู่ “ไอ้เหี้ย! ไอ้กล้วย! #%~|{£€!?,*^^ ไอ้ยอด มึงทำหนังเหี้ยอะไรของมึง ลงไป 50 ล้าน ได้คืนมา 10 ล้าน! กล้วยยยย!” แต่ดาราบางคนที่เป็นลูกรัก เล่นหนังทำรายได้ให้เสี่ยเป็นพันล้าน เสี่ยก็ถึงไหนถึงกัน ขออะไรเสี่ยให้ทั้งนั้น จะ 10, 20, 30 ล้าน เสี่ยไม่ถามสักคำ ควักให้เลย ก็ลูกรักเสี่ยนี่เนาะ แล้วก็ลูกรักนี่แหละที่ทิ้งเสี่ยไป ทำให้เสี่ยกระอัก กลืนเลือดลงคอ...

หลังจากที่ “จา” ดังจากองค์บาก มีหนังต้มยำกุ้งตามมา ทำรายได้ให้เสี่ยถล่มทะลาย”เละ”กว่าพันล้าน ทั้งฉายในประเทศ ทำวีซีดี ขายสายหนังต่างประเทศได้อีกไม่รู้กี่ประเทศ ตอนนั้นเมืองไทยเริ่มเล็กไปแล้วสำหรับจา ต้องฮอลลีวู๊ดเท่านั้น บรู๊ช ลี, เฉินหลง ยังโกอินเตอร์ได้ ทำไมจาจะโกบ้างไม่ได้บ้างวะ นั่นแหละจาถึงไปจากเสี่ย ไม่ว่าเสี่ยจะซื้อบ้านหลังใหญ่ย่านเอกมัย-รามอินทรา ซื้อรถเบนซ์ให้ขับ ทุ่มเทดึงรั้งไว้เท่าไหร่ก็ตาม ตอนนั้นบ้านย่านเอกมัย-รามอินทรา คงไม่พอเสียแล้วสำหรับจา จาคงเล็งบ้านแถบ Beverly Hills ไว้มากกว่า ส่วนเสี่ยนอกจากจะเสียลูกรักไปแล้ว เสี่ยยังได้ก้อนอิฐและซ่งติงมาอีกเพรียบจากแฟนๆหนังไทยทั่วประเทศ หาว่าไม่ยอมปล่อยเด็กมันไปดัง อยากเก็บจาไว้กับตัว เสี่ยไม่ตอบโต้ ไม่ให้ข่าวใดๆ รับซ่งติง กลืนเลือดอยู่เงียบๆ

จาไปฮอลลีวู๊ดเริ่มจากบทสตันท์แมนในหนังโคตรใหญ่ แบบ “Fart 7” ที่จาเล่นเป็นตัวร้ายปรากกฏตัวออกมาแป๊ดๆ ไม่ทันหายตดเหม็นก็ตายเสียแล้ว รอโอกาสเล่นหนังเรื่องใหม่ต่อไปในบท “สตันท์” ... วงการหนังฮอลลีวู๊ดมีคำว่า “bankable star” หมายถึงดาราแม่เหล็กที่ทำเงินได้แน่ๆ บทจะห่วยแตกเหี้ยห่ายังไงคนก็ตามดู ซึ่งกว่าจะมาได้ถึงระดับนี้ไม่ง่ายเลย ทุกคนแข่งขันแย่งชิงกัน หน้าตา บทบาท ฝีมือการแสดง และที่สำคัญมีฐาน “แฟนคลับ” คอยตามดูหนัง ... ธุรกิจหนังไม่ว่าไทยหรือเทศ ลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน สร้างกันแรมปี แบ่งรายได้กับโรงหนังคนละครึ่ง ฉายได้ไม่กี่อาทิตย์ก็ลาโรง ความเสี่ยงสูงสุดๆ แต่ผลตอบแทน”เละ”มหาศาลเช่นกัน ถ้าดาราคนไหนไม่เด่นไม่ดังจริง นายทุนสร้างหนังไม่มั่นใจเอามาเล่นบทนำหรอก บางคนอาจแย้ง “อ้าว แล้วที่ดาราจีนหน้าใหม่ๆ ไปเล่นหนังฮอลลีวู๊ดตั้งหลายคนล่ะ” ตอบง่ายๆเลยนะ ประเทศจีนมีประชากรกี่คน คนดูหนังกี่คน ฐานรายได้มันผิดกันเยอะ ที่ว่าดาราดังน่ะ ดังแค่ไหน ดังจนนายทุนมั่นใจให้เล่นเป็นตัวนำหรือเปล่า แล้วรู้หรือเปล่าตอนนี้เศรษฐกิจจีนบูมมากๆ ผกก ผู้อำนวยการสร้างจากฮอลลีวู๊ดทั้งหลายไปขอทุนจีนมาสร้างหนังน่ะ ดาราจีนหน้าใหม่ๆถึงมีโอกาสไปโผล่เป็นตัวประกอบหยิมๆในหนังฮอลลีวู๊ดไง

นั่นแหละ อยู่ในวงการหนังมาทั้งชีวิต รู้จักเข้าอกเข้าใจคนดูหนัง เสี่ยรู้เรื่องเหล่านี้ดีแต่ไม่พูดสักคำ เสี่ยไม่ได้กะให้จาเป็นแค่สตันท์แมน แต่กะสร้างหนังให้จาเป็นพระเอกอีกสักสามสี่เรื่องฉายในไทย ส่งขายสายหนังไปทั่วโลก สร้างฐานแฟนคลับทั่วโลกก่อน ถึงตอนนั้นจาไม่ต้องไปฮอลลีวู๊ดหรอก ฮอลลีวู๊ดต่างหากต้องมาหาจาหาเสี่ย หรือถ้าจาจะไปฮอลลีวู๊ด ก็ไม่ต้องเริ่มจากสตันท์ แต่เป็น bankable star น้อยๆแล้ว จาที่เป็นสตันท์ใน Fart 7 กับจาที่เป็นพระเอกองค์บาก ก็จาคนเดียวกันแหละ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นช่างแตกต่างเหลือเกิน ขณะที่จา สตันท์ มาถึงจุดสูงสุดของอาชีพสตันท์รอวันตกลง หรือไม่ก็รอส้มหล่นได้เล่นบทดีๆในหนังฮอลลีวู๊ด แต่จา พระเอกองค์บากที่พึ่งเริ่มส่องแสงเปล่งประกายกลับดับวูบลงเสียก่อน เรื่องนี้สรุปได้คำเดียวว่า Positioning การรู้จักวางตำแหน่งตัวเอง perception การรับรู้ของคนมีส่วนสำคัญมาก เหมือนเราเห็นหน้าหม่ำ เท่ง หรือโหน่ง ทั้งที่ยังไม่ทำอะไรเราก็ขำก็ฮาเสียแล้วนั่นแหละ

2 เรื่องนี้ ล่ามกองถ่ายกับเสี่ย เกี่ยวกับวงการล่ามยังไง ... อาชีพล่ามเราอาจไม่ได้ทำตลอดทั้งวัน หรือทำทุกวัน แต่เป็นอาชีพที่ทำในสิ่งที่สองฝ่ายไม่เห็น อาชีพแห่งความซื่อสัตย์ แม่นยำ เที่ยงตรงในสิ่งที่แปล และต้องการความเชื่อถือสูง ถ้าลูกค้าไม่เชื่อถือเราเสียแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น การลดแลกแจกแถมตัดราคากันถือเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจ แต่ถ้าลดราคาให้ลูกค้ามากๆ ลูกค้าจะมั่นใจหรือ คุณค่าแท้จริงของเราจริงๆต่ำกว่านั้นอีกหรือเปล่า ลูกค้าเลือกเราเพราะราคา หรือเพราะสิ่งที่เราทำให้ลูกค้า ... ผมเองคนหนึ่งแหละที่ไม่ประจบเอาใจลูกค้า สุภาพให้เกียรตินะแต่ไม่เอาใจ ทั้งที่ตัวผมเองก็ง่ายๆเป็นกันเองนะ ต่อเมื่อสนิทกันระดับหนึ่งแล้วต่างหากผมถึงเป็นกันเองด้วย คนเก่งต่างจากคนธรรมดาตรงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆแบบนี้แหละ
SHARE
Writer
LOneBull
Translator
การค้นพบตัวเอง ผู้คน ความรัก อาหาร ซูชิ ธุรกิจ การเดินทาง

Comments