ฅน คน กาแฟ
แวะมา ร้านชาไข่มุกยิ้มละไม เจ้าเดิม เจ้าประจำเพราะกะมาสั่งชานมไข่มุกรสเดิมที่ชอบ แต่ความกาแฟมันร้องเรียกดังมาก บวกกับกลิ่นหอมกรุ่นๆจากเครื่องชงกาแฟนั่นเลยอดใจไม่ไหว เผลอสั่งกาแฟไปแทนชานมฮาเซลนัทของโปรดซะแล้ว พยายามจะงด ละเลิก และ/หรือบริโภคแต่น้อย แต่ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ยาก ยากพอๆกับที่ต้องทำใจให้เลิกสนใจนายการ์ตูนนั่นทีเดียวเชียวแหละ ว่าแล้ว ภาพความหลังในวันที่ไปนั่งจิบชายามค่ำคืน ที่คาเฟ่แนววินเทจอินดี้ร้านประจำของเราก็หวนกลับคืนมาฉายชัดอยู่ตรงหน้าอีกแล้ว ที่นี่เป็นเหมือนแหล่งรวมความทรงจำและช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันอันดับต้นๆของเราเหมือนกันนะ มานั่งกันแทบทุกคืนจนพนักงาน ยันเจ้าของร้านจำและรู้จักก๊วนเราดีมาก เริ่มตั้งแต่เป็นร้านเล็กๆเพียงไม่กี่โต๊ะ กระทั่งขยับขยาย โยกย้าย เพิ่มโต๊ะ เพิ่มคน ปรับเปลี่ยน ปรับปรุงทีละเล็ก ทีละน้อยจนเป็นคาเฟ่นั่งชิวติดท๊อปของตัวเมืองเลยก็ว่าได้ ล่าสุดที่ไป ก็ยังปรับเปลี่ยนรูปโฉมเมนูใหม่แทนอันเก่าที่สภาพค่อนข้างเยินจากการใช้งานมานานแล้ว แต่ยังสะท้อนความเป็นตัวตนของร้านและเอกลักษณ์ของคนอินดี้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ครานี้บนปกเมนูมีคำโปรยเก๋ๆที่เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง 
 
"กาแฟที่ดีต้องดำเหมือนปีศาจ ขมฝาดบาดถึงทรวง และหอมอบอวลปานประหนึ่ง 'ความรัก'..."
เราไม่ได้ติดใจว่าเราได้ยินคำโปรยนี้มาจากไหน แต่ประโยคนี้มันทำให้คิดถึงใครอีกคน...อีกคนที่ไม่ใช่นายการ์ตูน และไม่ใช่ใครอื่นไกล "พ่อหนุ่มบาริสต้ามือชง จ้าวแห่งท้องทะเล" นั่นแหละ 
ว่าไป...เรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นตั้งแต่ปีก่อน บังเอิญนึกขึ้นได้เพราะการแจ้งเตือน 'วันนี้ในอดีต' ของพี่มาร์ค ซักเกอร์เบิร์กนี่แหละ มีพี่มาร์คคอยแจ้งเตือนนี่ก็ดีเหมือนกัน บางอย่างก็ลืมไปแล้วว่ามันเคยมี หรือเคยเกิดขึ้นน่ะ โดยเฉพาะบางคนที่อาจหายไปจากวงโคจรของกันและกัน ก็ช่วยขึ้นมาย้ำเตือนว่า "เห๊ยย กาลครั้งหนึ่งเราเคยรู้จักกันและมีช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันด้วยนะ" แต่นั่นแหละ ทุกอย่างมันก็เป็นอดีต จะทำไรกับมันได้หละ นอกจากนั่งคิดถึงมันอยู่แบบนี้ เห้อออ...  

วกกลับมาว่าเรื่องคำโปรยบนปกเมนู เรื่องกาแฟนั่น ตอนนั้นคิดถึงมันจริงๆแหละ เพราะหมอนั่นมันคือต้นฉบับของความขมแบบลงตัวที่เราชอบมากเลยทีเดียว ทั้งมันก็ทั้งดิบและเถื่อนมากด้วย มิหนำซ้ำฝีมือการชงกาแฟของมันยังเป็นรสชาติที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวมันได้ดีมาก ทั้งสีที่ดำ ดุดูน่ากลัวเหมือนภาพลักษณ์ภายนอกของตัวมัน ทั้งรสชาติที่ขมฝาดติดลิ้น ดกไปนิดเดียว เดินเหินดีดได้ทั้งวัน หากเป็นกาแฟนมก็หวาน มัน กลมกล่อม เข้ารส จังหวะคนส่งกลิ่มหอมยั่วยวนชวนหลงใหลมากๆ ช่วงนั้นก็ชักจะเบลอๆสับสนว่า จริงๆแล้วติดกาแฟหรือติดพ่อหนุ่มบาริสต้า คนชงกาแฟให้เรากันแน่ แรกเริ่มเดิมทีไม่เคยคิดหรอกว่าจะเข้ากันได้ ด้วยภาพลักษณ์ ด้วยประวัติ ด้วยพฤติกรรมต่างๆนานาทั้งหลายของมันไม่ได้ชวนให้เราคิดว่าเราจะรู้จัก สนิทสนมและเข้ากันได้ดีเลยสักนิดเดียว แต่น่าแปลกที่จวบจนปัจจุบันนี้ล่วงเวลาเข้ามาเกือบจะสี่ปีให้แล้ว มันเป็นคนเดียวที่ยังเสมอต้นเสมอปลายกับเพื่อนๆทุกคน เป็นคนเดียวที่ยังคุยสนิทสนม ติดต่อ เล่าสู่กันฟัง แม้จะห่างหายไม่เจอกันเป็นแรมปีแล้ว เป็นคนเดียวที่กาลเวลาผ่านไป ไม่ได้ระคายผิวมันแม้แต่น้อย อยู่อย่างไรก็อย่างนั้น เต็มร้อยกับเพื่อนเสมอ และเป็นคนเดียวที่คอยสอนและชี้ให้เราเห็นโลกด้านมืด ซึ่งมืดสนิทจริงๆ 

เราได้เห็นและเรียนรู้ เพื่อที่จะตามให้ทันโลกข้างนอก ข้อดีของมันคือ แค่ให้เห็นให้รู้วิธีการ แต่มันไม่เคยให้เราทดลองหรือเล่นอะไรพึลึกเลย แม้ว่ามีครั้งหนึ่งที่ลองแอบขอมันเล่นๆ แต่มันดันโกรธเราจริงๆข้ามวันข้ามคืน แถมหนีหายโดดงานไปอีกหลายวันเลยทีเดียว มันจะคอยบอก คอยชี้แนะพฤติกรรมอย่างนั้น พฤติกรรมอย่างนี้ สิ่งใดควรหรือไม่ควรกระทำหากอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเพลี่ยงพล้ำ และการระแวดระวังตัวเองจากการออกงานปาร์ตี้สังสรรค์ คนหมู่มากและหลากหลาย แนวโน้มการถูกไซโคและวิธีหลบเลี่ยง มันเข้ามาแต้มสีโลกเราจริงๆทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เราคิดว่า เราก็ไม่ใช่พวกโลกสวย อินโนเซ้นซ์ อ่อนโลกเท่าไหร่นะ แต่มันบอกว่า "มึงอ่ะ โคตรหลอกง่ายมากเลย" 

มีคนมากมายที่พยายามกีดกันและพาเราออกห่างจากที่อันมืดหม่น สถาบันครอบครัว โรงเรียน และสังคมที่เราเคยอยู่และใช้ชีวิตมานั้นปกป้องเราให้ห่างไกลเรื่องต่างๆเหล่านี้อย่างที่สุด เราไม่เคยรับรู้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสหรือทดลองอะไรใดๆทั้งสิ้น แต่เราก็มั่นใจว่าเราจะมีชีวิตรอดได้ในชีวิตจริงๆ เราอาจจะมาจากสังคมที่ต่างกันอยู่มากโข เราจำได้ดีถึงช่วงแรกๆที่เริ่มสนิทกัน มันเริ่มตั้งคำถามกับเราว่า "เราอายุเท่าไหร่แล้ว?" และเมื่อไปทำงานหรือถึงเวลากลับบ้านมันก็เริ่มถามว่า "ใครมาส่ง-ใครมารับ" เมื่อเราบอกว่าที่บ้าน (ซึ่งก็คือพ่อแม่ บางครั้งก็ญาติพี่น้องนี่แหละ) มาคอยรับ-ส่ง มันก็เริ่มต้นสาธยายว่า "เราน่ะโตจนทำงานทำการเองได้แล้ว ทำไมแค่มาทำงานเองมาไม่ได้หรือไง ทำไมให้ที่บ้านคอยรับส่งอยู่อีก เขาก็แก่แล้ว เขาก็เหนื่อยไหม หรือไม่ก็เขาต้องทำงานอื่นไหม ให้เขาไปทำงานสิ จะกวนเขาทำไม รถก็ขับเองเป็นนิ บลาๆ" ตอนนั้นเราก็ได้แต่มองชีวิตเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆกัน คือ เริ่มทำงานเองกันตั้งแต่อายุน้อยๆมากๆ อีกทั้งการเรียนก็ไม่ได้เป็นที่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ไม่ใช่เหตุเพราะที่บ้านไม่มีเงินส่งให้เรียน แต่เพราะความเกเร เที่ยวเตร่ มั่วสุมกันซะมากกว่า แต่นั่นมันก็ทำให้ทุกคนเริ่มจับงานและเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตจริงๆกันมาตั้งแต่เด็กๆ ผ่านบทเรียน ผ่านอะไรมาเยอะแยะมากมายและชำนาญการในวิชาโลกกันดีกว่าเราเป็นร้อยเท่าพันเท่า และพวกเขามองว่าการไม่ทำอะไรด้วยตัวเอง หรือการต้องคอยรับการช่วยเหลือจากทางบ้านนั้นเป็นวิถีของเด็กน้อย ไม่ใช่วิถีของคนวัยทำงาน 
มันก็ค่อนข้างยากนะในช่วงแรกๆที่อยากจะก้าวกระโดดไปใช้ชีวิตแบบวิถีคนทำงานดูบ้าง ความเป็นห่วงหัวอกของพ่อและแม่มันยังเต็มอยู่ในใจพวกเขา เราไม่เคยรู้สึกแปลกมาก่อนเลยเพราะการใช้ชีวิตที่ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไร ในก้าวแรกๆเริ่มต้นจะมีพ่อและแม่คอยช่วยพยุงเสมอ แม้ว่าเราต้องไปเรียนไกลๆจากบ้านมากอยู่สักเล็กน้อย ไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่ตลอดเวลา แต่นั่นมันไม่ได้ทำให้เราตกระกำลำบากสักหน่อยนี่นา เอาหล่ะ เราก็ค่อนข้างต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่นานพอสมควรเพื่อให้เขาสบายใจว่าเราสามารถไปและกลับจากที่ทำงานเองได้แล้ว กระนั้นก็มียกเว้นวันฝนตก หรือการเข้า-ออกงานเวลาค่ำ-ดึกๆ เขาก็ยังมีรับ-ส่งอยู่บ้างเป็นกรณีไป 

เรื่องของพ่อหนุ่มบาริสต้าไม่เพียงแต่เท่านี้ แต่การรู้จักกับมันพลิกบทบาท ชีวิต และสีสันในโลกของเราได้มากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะมีกลุ่มแก๊งก๊วนเพื่อนสนิทเป็นชายหนุ่มเสียส่วนใหญ่ แต่บรรดาพวกเหล่านี้ก็จัดว่าเป็นหนุ่มๆที่อยู่ในเกณฑ์ดี ประพฤติ ปฏิบัติตัวดี การศึกษาดี ฐานะดี หน้าตาไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เลย และเพราะการอยู่ในสังคมที่เป็นไปเพียงรูปแบบนี้ ทำให้เราเคยมีประเด็นถกเถียงกับพ่อหนุ่มบาริสต้าว่าด้วยเรื่อง "กลุ่มชายที่ปราศจากอบายมุขทุกประเภท" เราเคยขอให้มันเลิกสูบบุหรี่หรือทั้งหลายแหล่ที่มันทำ มันบอกกับเราว่า "อย่างอื่นน่ะพอหักห้ามใจให้เลิกได้ แต่ถ้าต้องเลิกบุหรี่ด้วยนี่ทำไม่ได้จริงๆ ไม่มีหรอกชายใด ออกไปดูได้เลย หามาให้กูดูเลยไอ้คนที่ไม่สูบน่ะ" เรายังยืนกรานเสียงแข็งว่ามันมีจริงๆนะ คนที่ไม่สูบ ไม่เหล้า ไม่ยา ไม่มั่วอะไรเลย กล้าการันตีเพราะก๊วนที่อยู่ด้วยนี่ไม่ได้รู้จักหรืออยู่ด้วยกันมาแค่ห้าหกปี มันจะสิบปีเข้ามาแล้ว และบางคนก็มากกว่าแล้วด้วย จนพวกมันทยอยออกเรือนแต่งงาน ก็ไม่ยักเห็นว่าจะมีพฤติกรรมเสี่ยงใดๆเลย ซึ่งถ้าพวกมันมั่วอะไรขึ้นมาจริงๆ เราก็ว่าเราไม่น่าพลาดหรอก เพราะพวกมาเที่ยว ค้างบ้านเราก็บ่อย เราไปบ้านพวกมันก็บ่อย ทุกหลังแล้วด้วย แต่สุดท้ายประเด็นนี้ในวันนั้นมันชนะ ด้วยการพาเราออกไปนั่งในพื้นที่สูบบุหรี่ของที่ทำงานกับมัน แล้วสังเกตพนักงานชายในที่นั้น บันทึกว่ามีใครกี่คนที่ไม่ไปสูบบุหรี่และวันหนึ่งๆชายหนึ่งคนจะสูบบุหรี่กี่ตัว ต้องบอกก่อนว่าที่ทำงานในตอนนั้นมีพนักงานชายร้อยละ 90 ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงพอที่จะเป็นค่าที่น่าเชื่อถือได้อยู่นะ ไม่พอนะ มันยังพาออกไปลาดตระเวนตามสถานที่ต่างๆและให้เบิ่งตามองกว้างๆถึงคนทั่วๆไป ไม่ใช่แค่สกู๊ปอยู่ในกลุ่มสังคมคนดีที่เรารู้จักเพียงเท่านั้น นั่นเองมันก็ทำให้เราพบความจริงและตระหนักว่า "เออ ก็จริงของมันวะ"  

ความดิบๆเถื่อนๆกระด้างกระเดื่องของมันยังมีถมเถไป เหมือนกาแฟที่มันชงนั่นแหละ ถึงจะดื่มไม่หมดในคราเดียวและแอบตั้งทิ้งไว้ หรือใครจะเติมนม น้ำตาล หรือผสมอะไรลงไป มันก็ยังไม่ทิ้งความเข้ม ความขมในตัวไปได้หรอก ถึงมันจะเป็นเหมือนคนที่ดูไม่เอาไหน ไม่สนใจอะไร เป็นรุ่นพี่ที่ดูไม่น่าให้การเคารพอย่างยิ่ง อันที่จริง มันค่อนข้างละเอียดอ่อนและใส่ใจผู้อื่นอยู่มากเหมือนกันนะ มันจะคอยแวบมาดูเราบ้าง หากเรายุ่งมาก มันจะคอยช่วยเหลือ หรือหากวันไหนต่างคนต่างยุ่ง แต่มันพอจะมีเวลา มันก็จะคอยแอบตักข้าว ตักน้ำไว้ให้เรา เพราะกลัวเราไปหลังแล้วไม่มีอะไรกิน ฮ่าๆ มันช่างจดช่างจำ จะคอยเก็บของที่เราชอบไว้ให้ แม้กระทั่งบางวันที่มันรู้ว่าไปเที่ยวไหนกับใครมา มันก็จะคอยสั่งๆและกำชับอยู่ไม่กี่เรื่อง วนๆซ้ำไป กระทั่งมีวันหนึ่งเราหนีไปเบรคกับเพื่อนซี้อีกคนหนึ่ง ซึ่งคนนั้นก็คนสนิทมันเช่นกัน เป็นวันที่เราหายไปค่อนข้างนานมากทีเดียว เพราะความเหนื่อยอ่อนที่สั่งสมมานานหลายวัน ทำให้เราเผลอหลับไปในห้องเบรคลับที่พวกเราเองแอบสร้างกันไว้ ซึ่งรู้กันไม่กี่คนเท่านั้นเอง และมันก็ตามมาเจอ มันรีบปลุกเราให้ลุกขึ้นนั่งและระรัวคำถามมาสักร้อยชุด ซึ่งในตอนนั้นต้องยอมรับว่าแทบจะไม่มีอะไรเข้าหัวเลย เพราะสะลึมสะลืออยู่ เพียงรับรู้ว่าตอนนั้นในห้องนั้นไม่มีใครอยู่เลย นอกจากเราสองคน ประโยคเดียวที่ได้ยินชัดเจนและจำได้มาจนทุกวันนี้ 
"มึงจำกูไว้นะ!! ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนจะเหมือนกูหรือเพื่อนคนดีของมึง
อย่าไว้ใจใครมากเกินไป"
แล้วมันก็บ่นๆเหมือนหมีกินผึ้งไปอีกตามเคย ก่อนจะลุกกลับออกไปในที่ของมัน ทำหน้าที่บาริสต้า ที่บางครั้งก็ชงอย่างตั้งใจ แต่บางครั้งก็แค่คนๆเล่นๆ ต่อไป...

#ขอบคุณนะคะคุณมึง #เคารพมึงดุจเดิม
#รักและคิดถึงมึงเหมือนเดิมไอ้สุดแสบสหายโจร
#ทีมงานคนดี 
SHARE
Writer
ItimZ
Smile Maker :)
A chubby girl who live in Wonderland! ;) It's always TEA time.

Comments

AnyaTonkova
3 months ago
มีคนแบบนี้เข้ามาในชีวิตมันสนุกดีนะคะ เหมือนเราได้มองโลกในอีกมุมนึง
Reply
ItimZ
3 months ago
ใช่ค่ะ ค่อนข้างจะปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาอยู่ในโลกจริงๆ ทั้งๆที่เคยคิดว่าตัวเองก็ไม่ได้หลับไปเลยแม้แต่น้อย ^^