ชีวิตกับความคิดถึง
เมื่อเราโตขึ้นเรื่อยๆ
เราจึงรู้ว่า ยิ่งโตมากเท่าไหร่
ก็ยิ่งใช้ชีวิตคนเดียวมากเท่านั้น
เราก้าวออกมาจากครอบครัว
เพื่อศึกษาหาความรู้ทำมาหากินหาเก็บ
จนตอนนี้เรารู้สึกว่าเรากำลังห่างบ้านห่างครอบครัวมากๆเหมือนตนเองก้าวออกมากจากคำว่าครอบครัวมาใช้ชีวิตลำพังมากกว่า 90% แล้วด้วยซ้ำ

ฉันเรียนอยู่ในโรงเรียนของในหลวง ร.9 ตั้งแต่ชั้นประถม 1 จนถึง มัธยมปลาย 6 ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ ท่านมีอาหารให้ครบ 3 มื้อ มีเสื้อผ้ารองเท้าถุงเท้านักเรียน มีข้าวเครื่องใช้ส่วนตัว มีที่นอนหมอนผ้าห่ม มียารักษาโรค มีหนังสือ และอีกมากมายที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่โรงเรียนนั่นนอกจากให้ความรู้ในห้องเรียนแล้วยังสอนเราขยันอดทน รู้จักการใช้ชีวิต การเอาตัวรอด การอยู่ในสังคมหมู่มาก และสอนอะไรอีกหลายๆอย่าง มันคือช่วงชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบเจอ และช่วงชีวิตของความรู้สึกที่เรียกได้ครอบครัว ครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต ขอบคุณพระองค์ท่านอย่างสุดซึ้งใจที่ทรงมอบทุกอย่างให้จนฉันมีวันนี้และได้ด้มายืนอยู่จุดนี้ตอนนี้
เมื่อก่อนฉันมักบ่นคิดถึงบ้านบ่อยๆอยากกลับบ้านอยากโทรหาแม่ แต่โทรศัพท์ก็เพิ่งเริ่มได้ใช้ที่เราว่า “โทรศัพท์ของฉัน” คือ การมีโทรศัพท์ของตัวเองนั้นแหละ เมื่อตอนปี 51 ตอนนั้นเป็นช่วงอยู่ ม.6 แต่ก็แทบจะไม่ได้ใช้เลยเพราะแอบพกเข้าในรั้วโรงเรียนที่ห้ามพกโทรศัพท์มือถือ ข้างในโรงเรียนมีตู้โทรอยู่ประมาณ 5 ตู้ให้ใช้ และใช้ได้เฉพาะนอกเวลาเรียนและสิ้นสุดเมื่อประมาณเวลา 19.00 น. กับเด็กราวๆพันกว่าชีวิตก็ใช้ได้แค่คนละไม่กี่นาที (เกรงใจคนต่อคิวค่ะ) โทรศัพท์มือถือฉันพกไปเพื่อใช้ตอนไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพราะกลัวจะติดต่อกับใครไม่ได้ต่างคนก็ต่างสอบคนละที่เพราะเพื่อนๆเราไม่ได้เลือกลงคณะและสาขาเดียวกัน

เมื่อฉันเข้ามหาวิทยาลัยฉันก็ยังคิดถึงบ้านคิดถึงแม่คิดถึงโรงเรียนประจำคิดถึงเพื่อนฝูง บ่อยครั้งที่คิดถึงจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

เหมือนทุกอย่างจะเริ่มต้นจากความคิดถึง
เมื่อฉันอยู่ปี 1 เทอม 2 ฉันเริ่มหางานทำเพื่อเอาตัวรอดในสังคม จากเมื่อก่อนนี้กินฟรีอยู่ฟรีมีทุกอย่างให้ฉันรู้เลยว่า สิ่งเหล่าที่ในหลวงท่านให้มามีค่ามากกว่าสิ่งใด แต่ตอนนี้อะไรๆก็เงินถ้าไม่มีเงินก็อดตายเพราะฐานะทางบ้านฉันยากจนแค่ทางบ้านหาเลี้ยงตนเองก็ลำบากพอแล้ว สิ่งที่ฉันคิดคือ
ถ้าฉันขอเงินแม่ แม่ก็ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีก
มันคือจุดเริ่มต้นของการตัดความคิดถึง เลิกกลับบ้านทุกสัปดาห์จะได้ไม่สิ้นเปลืองค่ารถหรืออาจเพราะฉันเริ่มโตขึ้นความอดกลั้นอดทนเริ่มมากขึ้นหรือว่า หัวใจของฉันมันแกร่งมากขึ้น ความคิดถึงทุกอย่างค่อยๆลดลง 
ฉันทำงานในเวลาว่างจากเรียนเพื่อนำรายได้มาจ่ายค่าห้องพักค่าน้ำค่าไฟและใช้จ่ายค่าอื่นๆที่จำเป็น
ตอนนั้นทุกคนทางบ้านนิทากันยกใหญ่ว่า “ฉันมีเสี่ยเลี้ยง” เพราะในบางเดือนถ้ามีเก็บได้บ้างก็ส่งกลับไปให้แม่ให้หลาน 

ฉันเริ่มสัมผัสถึงความสุขของพวกเขาที่มีรายได้จากฉันอีกทาง มันทำให้ฉันอยากพยายามหาทุกอย่างเพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป
จนตอนนี้ฉันเรียนจบแล้วค่ะแล้วฉันก็ทำงาน จนรู้สึกตัวอีกที คือ “ความสุขน่าจะเป็นการที่เรามีใครสักคนที่เรารักและรักเรา” เพราะฉันห่างบ้านมามากกว่า 90% แล้ว จากที่เคยโทรไปร้องไห้กับแม่ในยามทุกข์ก็ไม่เคยกล้าโทรไปเลย จะโทรไปแค่เวลามีความสุขและมีเรื่องดีๆ เพราะไม่อยากให้ท่านทุกข์ไปกับฉันด้วย ท่านเองก็ไม่กล้าบอกฉันเวลาท่านไม่สบายเพราะกลัวฉันจะไม่สบายใจ
อาจเพราะฉันที่มาไกลเกินความผูกพันที่เหลืออยู่ หรือ เพราะหัวใจฉันมันแกร่งพอแล้ว หรือ เพราะฉันรักแม่น้อยลง บางครั้งฉันก็สับสนในตัวเอง
แต่ในใจก็ยังอยากร้องไห้กับแม่เสมอเวลาที่ท้อแท้หรืออ่อนแอ แต่ฉันก็กลัว....
อยากมีใครสักคนที่ค่อยรับฟังฉันในยามที่ฉันอ่อนแอ
หรือเพราะนี่คือชีวิต คนเราต่างได้ชีวิตและลมหายใจมา แต่การจะใช้ชีวิตคงขึ้นอยู่กับกับว่าเราต้องดำเนินต่อไปอย่างไรให้เราอยู่รอดในสังคม

🙃เพราะเรากินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

ชีวิตลำพังแต่ชีวิตไม่พัง


...ปลวก...
SHARE
Writer
Nida_S
the story.
เพราะหัวใจมีเรื่องเล่า และมีความหลังทุกครั้งที่เวลาหมุนผ่านเข้ามาแล้วผ่านเลย

Comments