ศิลปะนั้นสั้น..
ศิลปะนั้นสั้น..แต่ผลประกอบการนั้นสิยืนยาว หลังจากที่ผมได้ติดตามข่าวเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2561ทราบว่า หอศิลป์ฯ กทม. กำลังถูกเปลี่ยนการบีิหารงานไปสู่สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ทั้งๆที่ตัวเลขจากการบริหารงานของมูลนิธิหอศิลป์ฯ กทม. เมื่อปี 2560 สรุปออกมาสวยงาม ไม่มีติดลบแต่ประการใด และทางผู้ว่าฯ กทม. หวังจะเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้เป็น "Co-working space"....

การที่คนๆนึงจะเดินเข้ามาเสพศิลปะและใช้เวลาในนับชั่วโมง คงไม่ใช่สิ่งที่บังเอิญหรือจะมองว่าหอศิลป์เป็นตัวเลือกสุดท้ายก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปาก การได้ผ่อนคลายจิตใจผ่านศิลปะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเครียดได้ไม่แพ้กับการออกกำลังกายหรือการเดินทอดน่องในสวนสาธารณะ หอศิลป์จึงเป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงศิลปะ ในนิทรรศการบางงานมีการสะท้อนสังคมได้อย่างชัดเจน พื้นที่กลางเมืองหลวงแห่งนี้เปรียบเสมียนกระดาษสีขาวที่รอให้ศิลปินและเยาวชนได้มาแต่งแต้มความคิดที่สะท้อนไปถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่ประเด็นที่ผมสนใจ สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดคือ พื้นที่แสดงศิลปะแห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่ศูนย์การค้าที่มาในชื่อ "Co-working space" แน่นอนว่ามันจะต้องมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือร้านอ่านตามมาอีกไม่มากก็น้อย พื้นที่อันสงบเงียบและเป็นที่พักผ่อนของคนรักศิลปะคงไม่สงบอีกต่อไป แน่นอนว่าการมาชมศิลปะจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ผมจังเกิดข้อสงสัยว่าทำไมประเทศเราถึงมองไม่เห็นความสำคัญของการมีพื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อความสุนทรีย์ของคน หลายๆประเทศทั่วโลก มี Free Art Galleries and Museums มากมายและน่าสนใจมาก อาจจะเป็นเพราะความสนใจโดยรวมภายในประเทศไม่ได้ทุ่มเทไปเพื่อสุนทรียภาพของชีวิต แต่หากทุ่มเทไปที่การทำมาหาเลี้ยงเพื่อเอาตัวให้รอดไปวันๆเท่านั้น หากแต่ประเทศที่เจริญแล้ว สิ่งที่มีควรค่าแก่ประชาชนไม่น้อยกว่าสวัสดิการของรัฐก็คือการมีพื้นที่แสดงศิลปะ พื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นแรงบรรดาลใจให้เยาวชน.....

SHARE

Comments