CHAPTER 2 : NICE DAY, ISN'T IT ?
เชื่อเถอะ ไม่ว่าเธอจะไปญี่ปุ่นสักกี่ครั้ง มันจะไม่เหมือนกันสักครั้ง - Anonymous - 
การที่โลกของเราโคจรหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นระยะเวลาประมาณ 365 วัน มีผลกระทบทำให้เกิดฤดูต่างๆและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมากมาย หากแต่ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นคือทุกพื้นที่บนโลกนี้ล้วนมีสภาพอากาศโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้สถานที่หลากหลายแห่งทั่วโลกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดผู้คนให้ได้เดินทางไปสัมผัสความมหัศจรรย์เหล่านั้นด้วยตัวเอง

                          ... "ญี่ปุ่น" ก็เป็นหนึ่งในสถานที่เหล่านั้นเช่นกัน ...

ก่อนจะได้เดินทางมาเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น มีคนเคยบอกเราไว้ว่า
"เชื่อเถอะ ไม่ว่าเธอจะไปญี่ปุ่นสักกี่ครั้ง มันจะไม่เหมือนกันสักครั้ง"
ดูท่าว่าคำพูดเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริงเมื่อได้ลองมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง

คุณไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสภาพอากาศในระยะยาวของประเทศเกาะนี้ได้ว่า ในปีนี้ หน้าร้อนจะร้อนแค่ไหน? หน้าหนาวจะมีหิมะตกไหมเมื่อไปโตเกียว? อีกนานไหมกว่าซากุระจะบาน? ใบไม้จะเปลี่ยนสีหรือยังในช่วงนี้?

ยกตัวอย่างเช่น เดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าเข้าสู่การเป็น "ฤดูใบไม้ผลิ" ของญี่ปุ่นแล้วนั้น หากโปรแกรมพยากรณ์อากาศในโทรศัพท์ของคุณบอกว่า "วันนี้มีแดด" นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถเดินยิ้มแฉ่งออกจากบ้านด้วยกางเกงขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าแตะได้ ....เพราะถึงแม้มันจะอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยก็จริง แต่บางทีลมก็สามารถพัดมาชนิดที่ว่าตัวแทบจะปลิวและทำให้ปากสั่นได้เช่นกัน และการมีเสื้อคลุมกับผ้าพันคอก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ดี

เพราะฉะนั้น หากคนญี่ปุ่นเดินมาพูดกับคุณว่า "วันนี้อากาศดีนะ" 
นอกจากจะเป็นการเปิดบทสนทนาพื้นฐานแล้ว เขาอาจจะหมายความอย่างนั้นจริงๆก็ได้เช่นกัน 

ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะทอดยาวจากเหนือจรดใต้ ทำให้สภาพภูมิอากาศในแต่ละท้องที่แทบจะไม่เหมือนกันเลย และนั่นก็ทำให้นิยามคำว่า "ร้อน" "หนาว" "กำลังดี" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่อให้จะอยู่ในประเทศเดียวกันก็ตาม (แตกต่างจากคนไทยที่สามารถบอกได้ว่า "อ๋อ เมืองไทยเหรอ? มี 3 ฤดูไง ร้อน ร้อนมาก โคตรร้อน") อีกทั้งญี่ปุ่นยังมีภูมิประเทศเป็นเกาะที่ล้อมรอบไปด้วยทะเลทั้งสี่ด้าน มิหนำซ้ำยังตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งถูกเรียกว่า "วงแหวนแห่งไฟ" อันเลื่องชื่อ  ซึ่งสามารถจะเกิดภัยพิบัติตอนไหนก็ได้ไม่มีใครรู้ แน่นอนว่าหนึ่งในภัยพิบัติยอดฮิตอันเป็นตำนานของญี่ปุ่นที่เเทบทุกคนจะต้องเคยมีประสบการณ์ก็คือ 
"แผ่นดินไหว"

ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยที่นี่จะได้ทำการอบรมเบื้องต้นแก่พวกเราทุกคนเกี่ยวกับเรื่องการรับมือภัยพิบัติต่างๆแล้ว มันก็ยังคงเป็นความตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อตอนที่นั่งๆอยู่แล้วรู้สึกเหมือนบ้านมันสั่นไปทั้งหลังเหมือนเราอยู่ในขวดน้ำแล้วมีใครมาเขย่า จากตอนแรกเป็นความกังวลอยู่ตลอดว่า "เอ๊ะ! เราจะมุดลงใต้โต๊ะตอนไหนดีนะ?" หลังๆมาเมื่อเริ่มปรับตัวได้ ด้วยคำถามเดิมที่เคยถามตัวเอง เรากลับเหมือนกำลังพูดคุยกับมันว่า "เฮ้ย! แกหยุดแล้วใช่ไหม? หรือแกยังไม่หยุด ฉันจะได้มุดเข้าใต้โต๊ะ" ซึ่งเราก็ยังไม่ทันจะได้มุดลงไป มันก็หยุดไหวลงเสียแล้ว เป็นความตลกของธรรมชาติที่เหมือนรู้ว่าเราเป็นคนบ้าจี้ ก็ยังมาแกล้งจิ้มเอวแล้วจากไปเสียดื้อๆนี่เอง 

นอกจากแผ่นดินไหวแล้ว อีกหนึ่งแพ็กเกจลดแลกแจกแถมประจำปีคงจะหนีไม่พ้นช่วง
ฤดูใบไม้ร่วง ที่มีอีกชื่อเล่นว่า 'ฤดูไต้ฝุ่น' และช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะ

ถึงแม้ว่าการชมใบไม้เปลี่ยนสีจะเป็นความงดงามที่น่าประทับใจของฤดูใบไม้ร่วง แต่สิ่งที่ติดสอยห้อยตามมาพร้อมกับพี่เขาคือพายุไต้ฝุ่น ฝนตก และลมกรรโชกแรงบ่อยครั้ง
 
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ในช่วงเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่พายุไต้ฝุ่นเข้าหนักมากของปีนี้ 

                 เกิดมาก็เพิ่งจะเข้าใจเสียงลมพัด ฟิ้ว! แบบในการ์ตูนว่าเป็นอย่างไร

จักรยานล้มระเนระนาดต่อหน้าต่อตา ฝาของที่ใส่ขยะที่ทำจากเหล็กตีกันไปมาปึงปัง 
เศษกิ่งไม้เอยอะไรเอยปลิวว่อนมากระทบกับหน้าต่างเหมืือนมีคนมาเคาะอยู่ตลอดทั้งคืน 
มีประกาศรถไฟหยุดวิ่ง รถบัสมหาวิทยาลัยไม่บริการ มหาวิทยาลัยประกาศหยุด 
ลำโพงที่ถูกติดอยู่ตามเสาไฟฟ้าในอำเภอมีเสียงประกาศไปทั่วว่าให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน 
หลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรเดินทางออกไปไหน มีอยู่ในครู่หนึ่งของความคิดเช่นกันที่มันผุดขึ้นมาว่า 

                      "นี่ฉันอยู่ในหนังของ Christopher Nolan หรือเปล่าเนี่ย?"

อีกสิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่นได้พาเราไปทำความรู้จักก็คือ 'หิมะ'

ยิ่งโดยเฉพาะกับมนุษย์แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทั้งชีวิตมีเพียงความร้อนดั่งไออุ่นจากนรกแล้วนั้น การจะต้องมาใช้ชีวิตกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติชนิดนี้ ก็เหมือนกับการได้เจอดาราที่ใฝ่ฝันอยากเจอมานาน เหมือนได้เข้าไปอยู่ในหนังสือนิทานในวัยเด็กของตนเอง (ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่การ์ตูน Frozen และเพลง Let It Go ได้เติมแต่งจินตนาการให้เราในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา)

เราเพิ่งจะเข้าใจว่าการที่หิมะตก มันไม่ใช่ความรู้สึกของขนมสายไหมที่ตกใส่หน้า แต่มันคือความรู้สึกของการหลุดเข้าไปอยู่ในเครื่องไสน้ำแข็ง เพราะเพิ่งเข้าใจว่าหิมะก็เหมือนเกล็ดน้ำแข็งที่ตกลงมาจากฟ้า (ค่อนข้างจะเจ็บทีเดียวเมื่อมันตกมากระทบหน้าตรงๆ) มันทำให้เราสามารถตอบคำถามที่เคยมีเมื่อตอนยังเป็นเด็กได้หมดทุกอย่างว่า 

                                                 "ทำไมหิมะตกต้องกางร่ม" 
                                           "ทำไมต้องใส่เสื้อผ้าร่มที่กันหิมะได้" 
                                              "ทำไมต้องใส่ถุงมือไปเล่นหิมะ"
                                         "ทำไมต้องใส่รองเท้าบู๊ทที่มีดอกยางดีๆ"

และเราก็ได้เข้าใจแล้วว่า 
"การได้ออกไปเล่นหิมะ ปั้น Snowman และทำ Snow Angle กับเพื่อนๆ" 
เป็นอะไรที่สนุกมากกกกกกกก (ถึงแม้ว่าจะกลับเข้าบ้านมาด้วยสภาพลูกหมาตกน้ำก็ตาม)

การที่หิมะตกเฉยๆเพียงอย่างเดียวมันยังพอทนได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หิมะละลายมาเจอเข้ากับฝน มันจะกลายมาเป็น Combination ที่เลวร้ายมากของพื้นที่นั้นๆ เรียกได้ว่า 'แจ็กพอตแตก' 

เพราะจากเดิมที่ต้องรับมือกับความลื่นที่มีมากอยู่แล้วของหิมะละลายที่จับตัวกันเป็นน้ำแข็งบนพื้น มันก็จะยิ่งลื่นเข้าไปอีกหนึ่งสเต็ป เรียกได้ว่าเดินจิกกันเป็นไก่ และทางที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อยดีกว่าการเดินไปแล้วลื่นหัวแตกคือการมองหาพื้นที่ที่ไม่มีน้ำแข็งเกาะ หรือการมองหากองหิมะตกใหม่ที่ยังนุ่ม ยังไม่แปรสภาพไปเป็นน้ำเเข็งและยังมีความสูงไม่มากใช้มันเป็นทางที่เดินไปสู่พื้นที่ปลอดภัย

แต่ธรรมชาติที่เล่นเป็นพ่อแง่แม่งอนแกล้งเรามาตลอดทั้งสามสี่เดือน 
สุดท้ายกลับกลายมาเป็นพระเอกแสนดีที่ให้ของขวัญสุดพิเศษแก่เรา 
ด้วยการที่เขามอบสิ่งที่เรียกว่า "ฤดูใบไม้ผลิ" มาให้เราเป็นของขวัญ
ถ้านึกถึงญี่ปุ่น จะต้องนึกถึงดอกซากุระ
 เป็นดอกไม้ที่ว่ากันว่าจะสวยที่สุดก็ต่อเมื่อบานในญี่ปุ่น เป็นดอกไม้สำคัญและเป็นความภูมิใจของคนในประเทศนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความงดงามที่ไม่จีรังยั่งยืน เพราะดอกซากุระ เมื่อบานแล้วจะร่วงพร้อมกันหมด เพราะฉะนั้น ในภาษาญี่ปุ่น การที่เราบอกว่าจะมาดูเทศกาล Hanami นั่นอาจจะไม่ได้หมายความถึง 'การมาชมดอกซากุระ' แต่หมายถึงการไปชมความงามของดอกไม้อื่นแทน 

            แต่หากหมายถึงการชมดอกซากุระ ก็ควรเรียกเทศกาลนั้นว่า "O-hanami" 

ซึ่งดอกซากุระนี้เองก็มีฝาแฝดที่มักจะถูกเข้าใจผิดสลับกันเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงเดือนมีนาคมใหม่ๆ
นั่นก็คือ 'ดอกบ๊วย' ที่บานก่อนจะตามมาด้วยดอกซากุระ ...แต่การไปชมดอกบ๊วยหรือดอกไม้ชนิดอื่นๆก็ไม่ได้แย่ กลับได้ความประทับใจกลับไปไม่ต่างกัน แค่ได้ยืนมองดอกไม้เล็กๆที่ต่อไปจะค่อยๆผลิบานไปทั่ว ก็เป็นความตื่นเต้นเหมือนพ่อแม่ได้เห็นเราเดินได้เป็นครั้งแรก หรือการที่เห็นเราเข้าโรงเรียนเป็นครั้งแรก ยิ่งเห็นก็ยิ่งชื่นใจบอกไม่ถูก เป็นเหมือนสัญญาณให้ชีวิตเราได้ออกเดินทางไปเจอเรื่องราวใหม่ๆอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งสวยงามเหล่านี้ ธรรมชาติและสภาพอากาศเหล่านี้ แม้จะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา
แต่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้คือการมองหาเรื่องดีๆในสถานการณ์แย่ๆเหล่านั้น
You can complain about bad weather or you can splash around in the puddle. - Anonymous -






 



   

SHARE
Writer
chanisfin
nothing is in vain
Amateur writer / Full-time learner

Comments