"The way you look at me"

ขอบคุณแรงบันดาลใจจากเพลง
Christian Bautista – The way you look at me

No one ever saw me like you do
All the things that I could add up too
I never knew just what a smile was worth

      (ไม่เคยมีใครมองผมอย่างที่คุณมองเลย
ในทุก ๆ อย่าง ที่ผมจะสามารถทำมันได้
ไม่เคยรู้เลย ว่ารอยยิ้มนั้นมีค่าขนาดไหน)



      'เก่งซะเปล่าทำไมหยิ่งแบบนี้ล่ะ'

      'นั่นสิ เงียบแบบนี้ก็อยู่คนเดียวเถอะ'

      'แต่ทำไมเธอคนนั้นถึงเข้าไปทักล่ะ'

      'คงสงสารล่ะมั้ง แต่น่าสงสารคนดี ๆ แบบนั้น ไม่เห็นจำเป็นต้องเข้าไปใส่ใจกับผู้ชายแบบนั้นเลย'

      ...

      ผมก้มหน้าจรดปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด และเสิร์ชหาข้อมูลการทำงานด้วยความเคยชิน ด้วยเพราะเป็นคนที่จบมาจากโรงเรียนชายล้วน ถึงแม้จะได้ศึกษาต่อในสถาบันที่เป็นสหศึกษา ทว่าผมก็ยังไม่ชินอยู่ดี

      ไม่ชินทั้งการปรับตัว

      ไม่ชินกับการคุยกับเพื่อนต่างเพศ

      ไม่ชินกับการเข้าสังคมที่มีเรื่องคุยมากมาย

      เพราะที่ที่ผมจบมา มีเพียงแค่การเรียน และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าผมไม่มีเพื่อนนะ ผมมีเพื่อน แต่เพื่อนในกลุ่มเรามักจะหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำโครงงานหรือห้องสมุดมากกว่า ทำให้พวกเรามักสนทนากันไม่เก่งนัก

      และเมื่อจบการศึกษา พวกเราแยกย้ายกัน และเมื่อมายังที่แห่งนี้ ด้วยทั้งสังคมที่ไม่คุ้นเคย และผู้คนมากมาย มันทำให้ผมค่อนข้างที่จะปรับตัวยาก จึงมักหลีกเลี่ยงปัญหาด้วยการนั่งอยู่คนเดียว

      มันอาจจะเหงาหน่อย แต่มันก็ไม่ได้แย่นะ...

      'เที่ยงแล้วนะ หิวหรือเปล่า ไปกินข้าวกันเถอะ'

      ...จนกระทั่งผมได้เจอกับเธอ...

      เธอผู้ก้าวเข้ามาหาผม ในวันที่ผมนั่งอยู่คนเดียวในวันแรกของชั้นเรียน เข้ามาชวนคุยและมักจะดึงผมเข้ากลุ่มทำงานด้วยเสมอ เพราะไม่มีใครอยากมาสนิทกับผม

      แน่ล่ะสิ ใครจะอยากคุยกับคนเงียบ ๆ กันล่ะ

      เธอเป็นผู้หญิงที่โดดเด่นและเปล่งประกาย แววตาของเธอมักจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มเสมอ และริมฝีปากคู่นั้นก็มักจะประดับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงเจื้อยแจ้ว ทำให้มีผู้คนมากมายล้อมรอบตัวเธอ

      เธอเป็นที่รักของอาจารย์ เพื่อน รุ่นพี่และรุ่นน้อง รวมไปถึงเหล่าแมวจรจัดที่เธอมักซื้ออาหารและขนมมาให้พวกมันกินเสมอ

      เป็นคนที่ไม่น่าหลุดมาในวงโคจรของผมได้...

      'ไม่อะ ไม่หิว'

      ผมตอบ ก่อนจะหยิบหูฟังขึ้นมาใส่และก้มหน้าทำรายงานต่อไป

      เธอชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วเดินออกไป เมื่อผมไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม

      ผมมันแย่ที่ไม่รักษาน้ำใจของเธอ ผมรู้ตัว

      แต่ผมไม่คิดจะปรับปรุงตัวหรือขอโทษเธอหรอกนะ เพราะผมน่ะ อยู่คนเดียวได้อยู่แล้ว เธอสมควรที่จะอยู่กับเพื่อนของเธอมากกว่า...


      ตึก...

      'กินนี่หน่อยนะ เราซื้อมาฝาก อย่างน้อยมีอะไรรองท้องบ้าง จะได้ไม่ปวดท้อง'

      ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อและขนมมากมายถูกวางลงตรงหน้าผม และตามด้วยประโยคยาว ๆ ที่บอกให้ผมกินขนม ซึ่งผมไม่ได้ใส่ใจนัก

      'อืม ขอบใจ'

      ผมรับคำก่อนจะรับขนมปังจากห่อขนมที่เธอส่งมาให้ และน้ำที่เธอจัดการเปิดขวดและใส่หลอดให้เรียบร้อย แล้วก้มหน้าทำงานต่อไป

      ท่ามกลางรอยยิ้มบางเบาที่เธอยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าผมกินขนมปังเข้าไปด้วยความหิว

      ...เธอยิ้มอะไร ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องใส่ใจนี่...




But your eyes say everything
Without a single word...

      (แต่ดวงตาของคุณมันบอกชัดในทุกอย่าง
โดยปราศจากการเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ๆ )



      'นี่~ รายงานเรื่องนี้ เราว่าเราเอาไปทำให้ดีกว่านะ ช่วงนี้เราว่างอยู่พอดีเลย'

      'อืม เอาสิ'

      เวลาผ่านไป เธอก็ยังอยู่ ยังคอยซื้อขนมและช่วยจดเลคเชอร์ให้ผม รวมไปถึงทำงานส่งให้ในขณะที่ผมเผลอหลับในชั้นเรียนบ้าง

      และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้ง ที่เธอช่วยผมทำงาน ทั้งที่ผมไม่เคยให้อะไรตอบแทนเธอ แต่เธอก็ยังยินดีทำให้อยู่เสมอ

      สงสารผมที่ไม่ค่อยมีเพื่อนเหรอ

      แต่ผมน่ะ ไม่ต้องการความสงสารหรอกนะ

      ผมบอกแล้วว่าผมอยู่คนเดียวได้...



      'มีร้านไอติมเปิดใหม่แหละ ไปด้วยกันมั้ย?'

      'ไม่ล่ะ มีเรียนพิเศษ'

      'อ้อ... โอเค'

      ...

      'เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าตาดูไม่ค่อยสบายนะ'

      'ไม่เป็นไรหรอก ช่างมันเถอะ'

      ...

      'นี่~ วันนี้แมวที่บ้านคลอดลูกแหละ น่ารักมาก'

      'อืม'

      ...

      'เหนื่อยใช่มั้ย งั้นเราไม่รบกวนแล้ว'

      'อือ'

      ...

      บทสนทนาของเราไม่ได้มากมายนัก เพราะผมเป็นคนที่ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร จึงมีเพียงเธอที่พูดเจื้อยแจ้วเรื่อยมา

      แรก ๆ มันก็รู้สึกแปลกนิดนึง ไม่ถึงกับน่ารำคาญ แต่พอนานไป กลับรู้สึกเฉย ๆ เหมือนกับชินแล้วที่จะมีเธอมาเล่าเรื่องมากมายให้ผมฟัง

      จนกระทั่งผมเริ่มรู้สึกเปลี่ยนไป

      จากที่อยู่คนเดียวได้ ก็กลับรู้สึกอยากรอคอยเธอขึ้นมา

      จากที่ชอบนั่งเงียบ ๆ คนเดียว แต่พออยู่คนเดียวจริง ๆ กลับรู้สึกนึกถึงเสียงเจื้อยแจ้วของเธอ

      จากที่ไม่ค่อยสนใจใคร และไม่ค่อยมีเพื่อน ก็เริ่มมีเพื่อนเข้ามาคุย ส่วนหนึ่งเพราะเธอมักจะลากผมไปไหนมาไหนด้วยบ่อย ๆ และเป็นคนชวนคุยเสมอ จนทำให้คนอื่น ๆ กล้าที่จะเข้ามาคุยกับผม

      แม้กระทั่งจากที่รู้สึกเฉย ๆ ตอนที่เธอเป็นที่รักของคนมากมาย และมีคนเข้ามาคุยด้วยกันกับเธอ กลับเริ่มมีความรู้สึกไม่พอใจ และไม่สบายใจ เหมือนกับอะไรบางอย่างแทรกซึมเข้ามา และทำให้ผมเริ่มสูญเสียความเป็นตัวเองไป

      มันเป็นความรู้สึกที่ผมยังหาชื่อเรียกไม่ได้

      ...และผมก็กลัวเกินกว่าที่จะหาคำตอบ...

      จนผมเริ่มตั้งปราการขึ้นมาใหม่ และกันตัวเองออกมาจากวงโคจรของเธอ

      'เรานั่งด้วยนะ'

      'อือ ต้องไปพอดี'

      ...

      'เที่ยงนี้กินอะไรหรือยัง?'

      'ไม่อะ ไม่หิว ไม่ต้องซื้อมาให้นะ'

      ...

      'วันนี้เป็นไงบ้...'

      'เหนื่อย ขอตัวนะ'

      ...

      จนเหมือนเธอเริ่มสัมผัสถึงกำแพงที่ผมสร้างขึ้นมาได้ วันหนึ่งเธอจึงตัดสินใจดึงชายเสื้อผมเบา ๆ เพื่อให้ผมหันกลังมาเผชิญหน้ากับเธอ และเอ่ยปากขึ้นมาว่า

      'เราถามตรง ๆ นะ... เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า? หรือทำอะไรให้ไม่พอใจเหรอ? ทำไม...'

      '...'

      '...ทำไมถึงเป็นแบบนี้?'

      '...'

      '...'

      '...เพราะว่ามีคนเริ่มพูดถึงพวกเรามากเกินไป เลยไม่ชอบ รู้สึกว่ามันน่ารำคาญ'

      '...'

      ผมยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง แล้วหันหลังให้เธอ และก้าวเท้าเดินออกไป โดยไม่หันกลับมามองเธอที่อยู่ข้างหลัง

      เธอไม่ได้พูดอะไร ไม่แม้แต่จะรั้งตัวผมไว้

      ...มีเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ เท่านั้น...

      ถ้าวินาทีนั้น ผมรู้ว่ามันจะส่งผลมาถึงปัจจุบันแบบนี้ ผมจะไม่พูดประโยคนั้นออกไปเด็ดขาด ผมจะกลับไปกอดเธอไว้ และขอโทษในสิ่งที่ผมได้ทำผิดพลาดลงไป เพราะความคิดโง่ ๆ ของผม

      ถ้าเพียงแต่ผมจะมองเห็นแววตาของเธอ ที่สะท้อนทุกความรู้สึกออกมา ทั้งความห่วงใย ความใส่ใจ ความเศร้าใจ ความหวัง ความผิดหวัง ความปีติยินดี

      ...และความรัก...

      แววตาที่มีไว้เพื่อผมแค่คนเดียว




‘Cause there’s somethin’ in
the way you look at me
It’s as if my heart knows
You’re the missing piece



      (เพราะมีบางอย่างในแววตาคู่นั้น
ที่คุณใช้มันมองมาที่ผม
เหมือนว่าหัวใจผมนั้นมันรู้ดี
ว่าคุณคือชิ้นส่วนที่ขาดหายไป)


      'ช่วงนี้เธอดูเศร้า ๆ นะ'

      'นั่นสิ เป็นอะไรหรือเปล่า'

      'อ๋อ ช่วงนี้นอนไม่พอน่ะ ทำรายงานดึก'

      'ต้องพักผ่อนเยอะ ๆ นะ รู้มั้ย?'

      'รับทราบครับพ้ม~'

      ผมเหลือบสายตามองบทสนทนานั้น เพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ที่ผมไม่ได้ยินมาหลายวัน จนค้นพบว่าตัวเองอยากได้ยินเสียงนี้มากแค่ไหน

      เธอที่มักจะมีรอยยิ้มสดใสประดับบนใบหน้า ในตอนนี้แม้จะยังมีรอยยิ้มอยู่ แต่ก็ดูฝืนเหลือเกิน ทั้งหน้าซีดและขอบตาที่ยังมีรอยช้ำ

      แน่นอนว่ามันเป็นรอยช้ำของน้ำตา

      และแน่นอนว่าสาเหตุมันมาจากผมเอง...

      'เย็นนี้ไปกินข้าวกันนะ'

      มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอ

      'เราไม่ค่อยอยากกินอะไรอะ'

      'ไปเถอะนะ จะได้หายซึมแบบนี้'

      'ใช่ ไปเถอะแก'

      'นั่นสิ ไปเลย ๆ '

      '...ไปก็ได้'

      ผมมองเธอที่เดินไปกับผู้ชายคนนั้น มีเสี้ยวหนึ่งที่เธอหันมาสบตากับผม แต่ผมกลับหลบสายตา เพราะสายตาคู่นั้นมันบ่งบอกความรู้สึกมากมาย และเป็นผมเองที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเธอ บอกไม่ถูกว่ามันรู้สึกยังไง 

      มันอาจเป็นความรู้สึกที่ไม่ชินล่ะมั้ง

      ...

      'วันนี้ไปเดินซื้อของเป็นเพื่อนหน่อยสิ'

      'เอาสิ'

      ...

      'พี่ครับ ไปกินหมูกระทะกันมั้ยครับ?'

      'กำลังอยากกินพอดีเลย'

      ...

      'วันนี้ว่างมั้ย? ไปดูหนังกับพี่มั้ยเรา?'

      'ชวนซะขนาดนี้ ไปสิคะ'

      ...

      มีผู้ชายมากมาย เข้ามาคุยกับเธอ และเธอก็ไม่ปฏิเสธ มันน่าหงุดหงิดนะ ที่เธอดูเหมือนไม่สนใจ ว่าคนพวกนั้นเข้ามาหาเธอเพราะอะไร และเธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะคุยกับคนพวกนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมเดินกลับไปส่งงาน

      'เราพยายามหายไปแล้ว และเขาก็ไม่คิดจะตาม'

      'อย่าร้องนะ อย่าร้อง'

      'ที่ผ่านมา เขาไม่รู้สึกอะไรเลยจริง ๆ เหรอ'

      'อย่าร้องสิ เราจะร้องไห้ไปด้วยแล้วนะ'

      บทสนทนาที่ผ่านเข้ามาให้ได้ยิน มันกระตุกใจผมจนจมดิ่งลงไป ผมพยายามไล่ความกังวลใจและเรื่องของเธอออกจากหัวของผม แต่ก็พบว่ามันทำได้ยากมาก 

      เรื่องของเธอวนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดเวลา มันงี่เง่ามาก ที่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีสมาธิ อะไรที่เคยทำได้คนเดียว ในตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหายไป

      และเมื่อผมบังเอิญพบเธอ ก็ทำให้ผมรู้ว่าที่ผ่านมา ผมคิดถึงเธอมาโดยตลอด...

      ...จนกระทั่งผมได้ตัดสินใจเดินเข้าไปหาเธอ...

      

      '...'

      'เดี๋ยวก่อนสิ'

      ผมเอ่ยเรียกเธอ เมื่อเราเผชิญหน้ากันแล้วเธอกำลังจะเดินหลบผมไป

      เธอเงยหน้ามองผม แววตาคู่นั้นฉายแววยินดีระคนแปลกใจและสงสัย

      ...และหลุบลงต่ำอย่างเศร้าใจ...

      'มีอะไรเหรอ?'

      'ไปเดินเล่นกันมั้ย?'

      เธอมองผมคล้ายลังเล แต่ก็ตัดสินใจพยักหน้า

      'เอาสิ!'

      รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้า เสี้ยวหนึ่งที่ผมคล้ายเห็นน้ำตาบางเบาเอ่อขึ้นมาในดวงตาของเธอ แต่เธอก็กะพริบไล่มันไป แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

      เธอเงียบไป ก่อนจะเริ่มต้นชวนผมคุยด้วยเรื่องทั่วไป เหมือนเราไม่เคยพบเจอเรื่องที่ทำให้กระอักกระอ่วนใจกันมาก่อน

      แต่เพราะอะไรบางอย่าง ทำให้ผมรู้ได้ว่าบรรยากาศมันเปลี่ยนไป จึงเอ่ยขึ้นมาว่า

      'พอเถอะ'

      '...รำคาญอีกแล้วเหรอ ขอโทษนะ'

      'หมายถึงเลิกฝืนซะที ถ้าจะร้องไห้ก็ร้องมาเถอะ'

      '...แล้วจะรำคาญมั้ย?'

      'ไม่หรอก มานี่มา'

      ผมดึงศีรษะเธอมาซบตรงไหล่ มันเขินเหมือนกันที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ แต่พอเธอร้องไห้ออกมา แล้วพร่ำบอกถึงความอัดอั้นในใจ มันกลับทำให้ผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

      '...นึกว่าจะไม่ได้คุยกันซะแล้ว ฮึก มันไม่สนุกเลยนะ ที่ต้องไปไหนมาไหนกับผู้ชายเยอะแยะ เพื่อให้คนเลิกพูดถึงเรื่องของคุณกับเรา จะได้ไม่ทำให้คุณรู้สึกรำคาญอีก...'

      จากนั้นก็เป็นถ้อยคำอีกมากมายที่พูดออกมา ทั้งรอยยิ้มและน้ำตาผสมปนกันไป แต่ในแววตาคู่นั้นของเธอ ไม่ได้มีความหมองเศร้าอีกต่อไป แต่ฉายชัดไปด้วยความรู้สึกหวานล้ำ

      แล้ววินาทีนั้นผมก็ได้รู้ กับแววตาที่ผมไม่กล้าเผชิญหน้า เพราะกลัวคำตอบมาโดยตลอด แววตาที่เธอมองผม ตั้งแต่วันแรกที่เจอจนถึงตอนนี้ มันไม่เคยเปลี่ยนไปไหน

      ส่วนลึกในหัวใจผมตะโกนเรียกร้องหาเธอ และในวินาทีนั้นเอง มันก็ทำให้ผมเลิกที่จะปิดกั้นตัวเองจากเธอ

      และผมก็พบว่าความสุขของผมมันอยู่แค่นี้เอง




You make me believe
That there’s nothing in this world I can’t be
I never know what you see
But there’s somethin’ in
the way you look at me



      (คุณทำให้ผมเชื่อ ว่าไม่มีอะไรที่ผมเป็นไม่ได้
ผมไม่เคยรู้เลย ว่าคุณมองเห็นอะไร
แต่มันมีบางอย่างในสายตาที่คุณมองมาที่ผม)



      'โห สุดยอดเลย ทำได้ไงเนี่ย'

      'ก็ใช้โปรแกรมนี้กับดูคลิปประกอบนิดหน่อย'

      'แต่มันก็ยากอยู่ดีนั่นแหละ'

      'มานั่งนี่สิ เดี๋ยวอธิบายให้ฟัง'

      'โง่ ๆ แบบเรา จะเข้าใจมั้ยนะ'

      'มา เริ่มที่ตรงนี้ก่อน โปรแกรมนี้มันชื่อว่า...'

      'อือฮึ'

      ...

      'มีร้านเปิดใหม่ตรงนั้นแหละ ไปกันมั้ย?'

      'ไปสิ'

      'แต่เราไปไม่เป็นนะ เดี๋ยวเรียกแท็กซี่แล้วกัน'

      'เปิด GPS ก็ได้ เดี๋ยวพานั่งรถเมล์ไป'

      'พวกเราจะหลงกันมั้ย? เราไม่รู้ทางนะ'

      'ไม่หลงหรอก'

      'อื้ม! เราเชื่อคุณนะ'

      ...

      'โห มาถูกจริง ๆ ด้วยอะ'

      'ก็ดูแผนที่แล้วนั่งรถตามสายนี้ไง'

      'ถ้าเรามาเอง ยังไงก็หลง'

      'มันไม่ยากซะหน่อย'

      'ผิดแล้ว เพราะคุณฉลาดต่างหากล่ะ'

      ...

      'นี่มันภาษาอะไรเนี่ย ไหนบอกวิชาคำนวณไง ไหนตัวเลข? มีแต่ภาษาประหลาดทั้งนั้น!'

      'ตรงนี้มาจากตรงนี้ ถ้าแก้อสมการตรงนี้แล้วได้ตัวแปร จากนั้นก็แทนค่าลงในสมการที่ 3 และ 4 ก็จะได้ค่าของตัวนี้ออกมา แล้วกลับมาตรงนี้อีกทีก็ได้แล้วล่ะ'

      'โห ทำได้ด้วย สุดยอดไปเลย!'

      'ที่ไหนกันล่ะ โจทย์มันนิดเดียวเอง'

      'คุณน่ะ เก่งจริง ๆ นะ'

      ...

      'ไม่กินเหรอ?'

      'เราไม่ชอบกินผักน่ะ แต่ไม่เป็นไรพอกินได้'

      '...'

      'อ้าว ลุกไปไหนน่ะ?'

      '...'

      'โห~ ทำอาหารเป็นด้วยเหรอ'

      'แน่นอนสิ'

      'เรายังทำอาหารไม่เป็นเลยอะ'

      'ก็ฝึกไว้สิ มีครอบครัวจะได้ทำอาหารเป็น'

      'เปลี่ยนเป็นหาแฟนทำอาหารเป็นง่ายกว่านะ~'

      '...กินไปเลยนะ'

      'คิก~'

      ...

      พวกเราดำเนินชีวิตกันอย่างปกติ ผมมักจะมีเธออยู่ใกล้ ๆ และพวกเรามักจะใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือหรือทานอาหาร เรียบง่าย ไม่หวือหวา

      เธอเหมือนเด็กที่มักจะตื่นเต้นกับสิ่งที่ผมทำ และสนับสนุนในทุกความคิดของผม

      และไม่ว่าจะปัญหาที่ยากแค่ไหน แค่มีเธอคอยยิ้มให้กำลังอยู่ข้าง ๆ ผมก็รู้สึกว่าปัญหามันก็แค่นั้นเอง ผมผ่านมันไปได้อยู่แล้ว

      ผมไม่รู้หรอก ว่าอะไรในตัวผม ที่ทำให้เธอตัดสินใจก้าวเข้ามาหาผม ครั้งนึงผมเคยถามเธอว่าเพราะอะไร แต่เธอเพียงแค่ยิ้มหวาน ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายมากมาย

      'จะชอบใครต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ?'

      เธอถาม พร้อมเอนมาซบไหล่ผม

      ...นั่นสินะ...

      ไม่รู้ว่าเมื่อไร และตอนไหน แต่ผมก็พบว่าผมสบายใจและมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่กับเธอ ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

      คงเพราะเป็นเธอ ผมถึงได้รู้สึกแบบนี้




If I could freeze a moment to my mind
It’ll be the second
that you touch your lips to mine
I’d like to stop the clock
make time stands still
‘Cause, baby, this is just the way
I always wanna feel


      (หากผมจะหยุดช่วงเวลาเอาไว้ในใจผมได้
ผมจะหยุดในวินาทีที่คุณประกบริมฝีปากกับผม
ผมอยากหยุดนาฬิกา ไม่ให้เวลาเดินไปไหน
เพราะที่รัก นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะรู้สึกมาเสมอ)



      'คิก~'

      'ยิ้มอะไร ฮึ?'

      'คนมีความสุข มันก็ต้องยิ้มสิ~'

      'หึ มีความสุขเหรอ...'

      'ขี้โกง! ถอยออกไปเลยนะ อย่ามายิ้มใกล้ ๆ สิ'

      'ก็อยากเห็นหน้าคนมีความสุขชัด ๆ '

      'หัวใจเกือบวายแน่ะ'

      'ยังไม่ชินอีกเหรอ?'

      'จะไปชินได้ไง ยังเขินทุกครั้งที่เจอเลยเนี่ย คุณช่วยลดความหล่อให้มันน้อยลงหน่อยได้มั้ย? เราเขินคุณจะแย่อยู่แล้วนะ'

      'ถ้าอย่างนั้นต้องทำให้ชิน'

      '...!!'

      'หึ~'

      'คนบ้า! เล่นอะไรน่ะ ใจหายหมด'

      'หรือจะให้เอาจริงล่ะ?'

      'ไม่อะ พอแล้ว เดี๋ยวหัวใจวายตาย'

      'วายจริงเหรอ?'

      'ก็จริงน่ะสิ...!!'

      '...'

      '...'

      'อ้าว ทีนี้ทำไมเงียบไปเลยล่ะ'

      '...เมื่อกี๊?'

      'ใช่ จูบไง อีกครั้งมั้ยล่ะ?'

      '...'

      'หน้าแดงหมดแล้วนะ'

      'พูดมากน่ะ! ก็คนมันไม่เคยจูบกับใครนี่'

      'รู้แล้ว'

      'แล้วทำไมคุณถึงจูบเป็น? ไปหัดกับใครมาฮึ?'

      'ถ้าอยากรู้ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน...'

      'แลกเปลี่ยนอะไร...'

      'ฮึ~'

      เธอหน้าแดง เมื่อถามถึงข้อแลกเปลี่ยนแล้วผมก้มมองริมฝีปากคู่นั้น เป็นการบอกเป็นนัย ว่าข้อแลกเปลี่ยนนั้นคืออะไร

      และผมก็รู้สึกว่าผมพลาดไปแล้ว เมื่อเธอเอื้อมมือขึ้นมาโอบรอบคอผมและประทับริมฝีปากลงมา...

      มือของผมเลื่อนลงไปโอบรอบเอวบางไว้ ก่อนจะใช้มืออีกข้างเชยคางเธอขึ้นมา

      ...เธอทำให้ผมอยากกลายร่างเป็นโจรชั่วร้าย ที่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนตลอดเวลาแล้วล่ะ...





‘Cause there’s somethin’ in
the way you look at me
It’s as if my heart knows
You’re the missing piece
You make me believe
That there’s nothing in this world I can’t be
I never know what you see
But there’s somethin’ in
the way you look at me


      (เพราะมีบางอย่างในสายตาที่คุณมองมาที่ผม
เหมือนว่าหัวใจผมมันรู้ดีว่าคุณคือชิ้นส่วนที่หายไป
คุณทำให้ฉันเชื่อว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ผมเป็นไม่ได้
ผมไม่เคยรู้เลย ว่าคุณมองเห็นอะไร
แต่มันมีบางอย่างในสายตาที่คุณมองมาที่ผม)



      'Happy birthday!!~'

      'มาได้ยังไงเนี่ย?'

      'ก็ทดลองมาตามที่อยู่ที่คุณเคยกรอกไว้ไง'

      '...'

      'ซื้อเค้กแบล็คฟอเรสต์ของโปรดคุณมาด้วยนะ เดี๋ยวเราจัดใส่จานให้ คุณไปอาบน้ำก่อนก็ได้'

      'โอเค'

      ...

      'อธิษฐานเร็ว~'

      '...'

      'อธิษฐานอะไรคะ?'

      'ไม่บอกหรอก'

      'โธ่ นิดนึงก็ไม่ได้เหรอ~'

      'งั้นก็เอาข้อแลกเปลี่ยนมาสิ'

      '...ไม่อยากรู้แล้ว'

      'แต่อยากบอกนะ'

      'คุณน่ะ เอาแต่ใจที่สุดเลย!'

      'แล้วจะให้จูบดี ๆ มั้ยครับ?'

      'ก็ได้ แค่ครั้งเดียวนะ?'

      'สัญญาเลย'

      ...สัญญาว่าจะไม่จูบแค่ครั้งเดียว...

      ...

      'ขอบคุณมากนะคะ'

      'ขอบคุณอะไร หื้ม?'

      'ขอบคุณ ที่ให้โอกาสเราเข้ามาอยู่ในชีวิตคุณ'

      'อารมณ์ไหนเนี่ย ฮึ ตัวดื้อ'

      'ไม่ดื้อซักหน่อย แค่ดีใจที่มีคุณอยู่ข้าง ๆ '

      ...ผมต่างหาก ที่ต้องขอบคุณเธอ ที่เดินเข้ามาในชีวิตผม ทำให้ผู้ชายคนนึงได้พบความสุขมากมายขนาดนี้ ขอบคุณเธอที่เข้าใจผมทุกอย่าง ไม่หงุดหงิดหรืองอแงที่ผมทำตัวเย็นชาใส่ และมักขอโทษก่อนเสมอ ไม่ว่าเรื่องที่ทะเลาะกันนั้นใครจะเป็นคนผิด เพราะเธอแคร์ความรู้สึกผมมากกว่าทิฐิของตัวเอง

      ...ขอบคุณเธอที่อยู่เคียงข้างผม...




I don’t know how or why
I feel different in your eyes
All I know is it happens every time

      (ผมไม่รู้ว่าทำไมหรือเพราะอะไร
ผมถึงรู้สึกแตกต่างไปเมื่ออยู่ในสายตาของคุณ
และผมรู้เพียงแค่ว่ามันเกิดขึ้นทุก ๆ ครั้งเลยล่ะ)



      ผมหวนนึกถึงตอนนั้น ที่เธอร้องไห้ และเพื่อนของเธอบอกให้เธอตัดใจจากคนอย่างผม

      คนที่ไม่แคร์อะไร เหมือนไม่มีหัวใจ

      ผิดแล้ว หัวใจน่ะ ผมมี

      แต่ผมรู้ดีว่าเพราะความเย็นชาของผม ไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องทำให้เธอเจ็บปวดและร้องไห้ออกมาอยู่ดี

      ก็คนอย่างผมน่ะ เหมาะที่จะอยู่คนเดียวมากกว่า

      แต่พออยู่ในวันที่ผมจะต้องเสียเธอไปจริง ๆ ผมถึงได้รู้ว่าเธอสำคัญมากขนาดไหน และในวันที่ผมไปขอโอกาสจากเธอ แม้เพื่อนเธอจะรู้ว่าผมทำเธอร้องไห้มากมายขนาดไหน แต่พวกเขาก็ยังคงให้เกียรติการตัดสินใจของเธอ และเปิดโอกาสให้ผมเข้าไปคุยกับเธออีกครั้ง

      'ขอโทษนะ'

      ผมเอ่ยปากขึ้น แล้วสบตากับเธอ ดวงตาของเธอเหมือนแก้วแตกร้าวที่กำลังจะสลายลงไปต่อหน้าผม ดวงตาแวววับที่กำลังจะถูกฉาบไปด้วยม่านน้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมา

      ...แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยิ้มให้ผม...

      'ขอโทษเรื่องอะไร ไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย'

      'ขอโทษ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาทำตัวเหมือนคนไม่มีความรู้สึก...'

      '...'

      '...เจ็บมากเลยใช่มั้ย ขอโทษที่ทำร้ายความรู้สึกไปมากขนาดนั้น'

      '...'

      '...ถ้าตอนนี้จะบอกว่าเราเพิ่งรู้ตัว และกำลังจะปรับปรุงตัว...'

      '...'

      '...จะให้โอกาสเรามั้ย?'

      '...!!'

      จบคำนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด...

      ไม่มีเสียงใด ๆ มีเพียงเสียงแอร์ที่ดังแผ่วเบา ผมไม่รู้ว่าเธอแสดงสีหน้าแบบไหนออกมา เพราะผมขี้ขลาดเกินกว่าจะสบสายตานั้น หากมันไม่ได้สะท้อนความรู้สึกที่ผมเพิ่งค้นพบมันในตอนนี้

      แต่ถ้าเธอจะไม่ให้อภัยผม ผมก็เข้าใจเธอ

      ...ขนาดผมยังไม่อยากให้อภัยตัวเองเลย...

      '...ไม่ให้...'

      '...'

      ผมเงยหน้าขึ้น มองใบหน้านั้นของเธอที่ซีดเซียว หยาดน้ำตาไหลจากดวงตาของเธอแล้วร่วงหล่นลงมา

      วินาทีนั้นผมอยากจะเอ่ยคำขอโทษเป็นพันล้านครั้ง ต่อความรู้สึกเจ็บปวดทั้งมวลที่ผมได้ทำลงไป แต่ก็รู้ว่ามันคงไม่สามารถชดเชยรอยร้าวในใจเธอได้

      '...เราไม่ให้โอกาส เพราะคุณไม่ได้ทำอะไรผิด บอกแล้วไง ว่าเราน่ะ ไม่เคยโกรธคุณซักครั้ง'

      '...!!!'

      ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมา มันน่าสมเพชที่ผู้ชายคนนึงจะร้องไห้ แต่ผมกลับรู้สึกว่าอยากจะร้องไห้เลยจริง ๆ ที่เธอพูดแบบนั้นออกมา

      พูดออกมาทั้ง ๆ ที่ดวงตาของเธอสั่นไหวไปด้วยความเจ็บปวด แต่เธอก็ยังยิ้ม...

      ...และให้โอกาสผม...

      'ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ หิวเหรอ ยังไม่ได้กินอะไรมาใช่มั้ย เดี๋ยวเราให้เพื่อนไปซื้...'

      'ขอบคุณ'

      เธอหยุดพูดไป เมื่อผมเข้าไปกอดเธอ พร่ำเอ่ยคำขอบคุณและขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝ่ามือเรียวบางที่มักจะโอบอุ้มและประคองผมไว้เสมอ ทั้งในวันที่ผมเหนื่อยล้าหรือสับสนมากขนาดไหน

      ผมเกือบเสียเธอไปแล้ว เธอที่เหมือนแสงสว่างในชีวิตของผม

      ขอบคุณที่พระเจ้ายังเมตตา ให้เธอให้โอกาสผม

      



‘Cause there’s somethin’ in
the way you look at me
It’s as if my heart knows
You’re the missing piece
You make me believe
That there’s nothing in this world I can’t be

      (เพราะมีบางอย่างในสายตาที่คุณมองมาที่ผม
เหมือนหัวใจผมนั้นรู้ว่าคุณคือชิ้นส่วนที่ขาดหายไป
คุณทำให้ผมเชื่อ ว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ผมเป็นไม่ได้)

      'นี่กินผักหน่อยสิ'

      'ก็มันขมอะ'

      'กินหน่อยนะ จะได้แข็งแรง'

      'มันขม'

      'งั้นเดี๋ยวทำผักชุบแป้งทอดให้นะ'

      'ขอบคุณมากนะคะ'

      ...

      'ฮือ ทำไงดีอะ แบบนี้ข้อมูลก็หายหมดเลยสิ'

      'ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวกู้คืนข้อมูลให้'

      'ทำได้เหรอ?'

      'ทำได้สิ'

      'ขอบคุณมากนะคะ'

      ...

      'อยากได้กระเป๋าใหม่อ่า'

      'เดี๋ยวพาไปซื้อ'

      'เลือกให้ด้วยนะ'

      'ไม่เลือกเองล่ะ จะได้ได้ใบที่ชอบ'

      'ก็ชอบคุณ ดังนั้นจะใบไหนเราก็ชอบ'

      '...'

      'คิก~ เขินแล้วน่ารักจัง~'

      ...

      'คุณนี่เก่งจังเลย ทำได้ทุกอย่างเลย'

      'ไม่ใช่เรื่องยากซะหน่อย'

      'แต่เราทำไม่เป็นเลยนะ รู้สึกเหมือนไร้ค่าเลยอะ'

      'อย่าคิดแบบนั้น'

      'ก็คุณทำได้ทุกอย่าง เราเลยไม่รู้จะช่วยคุณยังไง ทำได้แค่ยืนมองคุณแบบนี้ มันก็รู้สึกแย่หน่อย ๆ น่ะ'

      'แค่ช่วยให้กำลังแบบนี้ก็ดีมากแล้ว'

      '...'

      '...แต่ถ้าอยากช่วย เดี๋ยวจะสอนแล้วกัน เริ่มจากการทำอาหารก่อนเลย โอเคมั้ย?'

      'โอเค! ขอบคุณมากนะคะ คุณน่ะ ใจดีที่สุดเลย~'





I never know what you see
But there’s somethin’ in
The way you look at me

(ผมไม่เคยรู้เลยว่าคุณมองเห็นอะไร
แต่มันมีบางอย่างในสายตาที่คุณมองมาที่ผม)


The way you look at me
(สายตาที่คุณมองมา)

ผมขอบคุณมากจริง ๆ 



SHARE
Writer
Leslie_R
Lost Stars
Even though we're no longer together, I still love only you...

Comments

ชอบ.quote ภาษาอังกฤษมากเลยค่ะ เป็นเพลงรึเปล่าคะ
Reply
Leslie_R
1 year ago
ใช่ค่ะ เป็นเพลงของ Christian Bautista – The way you look at me ขอบคุณมากนะคะ เรารีบเขียนจนลืมใส่ไว้ตอนท้าย ^^;;
ค่ะ ^^ ขอบคุณค่ะ
Nu_Bell
1 year ago
ละมุนมากเลยค่ะ
Reply
Leslie_R
1 year ago
ขอบคุณมากนะคะ ดีใจที่ชอบค่ะ ^^