"แด่ 'เขา' ที่เราหลงรัก"

But, even though we're no longer together,
I still love only you...




      "มา เราเช็ดผมให้"

      "เราเช็ดเองก็ได้"

      "อย่าดื้อสิ มานั่งนี่มา เดี๋ยวไม่สบาย"

      "โอเคค่า ไปแล้ว ๆ "

      เราเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ที่มีกระจกบานใหญ่ฉายภาพเราที่นั่งอยู่ และคุณที่กำลังใช้ผ้าขนหนูซับผมให้เราอย่างเบามือ

      นิ้วมือเรียวยาวสีน้ำผึ้งอ่อน ตัดกับผมยาวสีดำขลับของเรา ในตอนที่นิ้วมือเย็นเฉียบของคุณเผลอปัดผ่านผิวเราไป ในตอนที่กำลังสางและเช็ดผมเรานั้น มันทำให้เราขนลุกเล็กน้อย เหมือนมีประกายไฟลากผ่านไป

      คุณมองเราที่แอบมองคุณผ่านกระจก แล้วอมยิ้มน้อย ๆ ทำให้เราเผลอหลุบตาลงต่ำทันทีเหมือนเด็กทำความผิดแล้วโดนจับได้

      ...เราก็แค่ชอบมองคุณนี่นา...

      มันทำให้เรานึกถึงความบังเอิญก่อนหน้านี้ที่ทำให้เรามาเจอคุณที่นี่




...10 ชั่วโมงก่อนหน้า...




      มันเป็นเรื่องปกติใช่มั้ยคะ ที่เวลาเรารู้สึกแย่ หรืออยากหลบหนีจากเรื่องวุ่นวายทั้งปวง เพื่อมาอยู่เงียบ ๆ กับตัวเองซักพัก ตอนนี้ก็เช่นกันค่ะ เราเหนื่อยเรื่องของคุณมากเลย เหนื่อยกับความสับสน ความสัมพันธ์ และอะไรหลาย ๆ อย่าง จนเราตัดสินใจหนีมาพักผ่อนให้ลืมคุณ

      ให้เรื่องของคุณหายไปจากใจเราซักพัก...

      นี่เป็นวันที่สองแล้ว ที่เรามาพักที่นี่ เราได้จองที่พักไว้ที่นี่ 1 สัปดาห์ด้วยกัน โดยเป้าหมายมีเพื่อนอน และดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเดียว

      ที่นี่เป็นบ้านพักบนต้นไม้ บนภูเขาทางภาคเหนือ ในเดือนพฤศจิกายนแบบนี้ หมอกกำลังมาเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นหนาวมาก แต่ก็ทำให้เราต้องหยิบเสื้อแขนยาวมาใส่ได้

      ด้วยวิวที่เปิดประตูออกมาแล้วเจอภูเขาสลับกับสายหมอก และแสงสีทองของดวงอาทิตย์ยามเช้า ทำให้เราตัดสินใจได้ไม่ยากเย็น ว่าจะพักที่นี่

      ที่นี่มีบริการอาหารให้ทุกมื้อ โดยสามารถเลือกได้ว่าจะทำอาหารทานเอง หรือลงมารับอาหารที่ทางที่พักจัดไว้ให้ก็ได้

      และตอนนี้เราก็มารับไข่ไก่ที่ทางที่พักเลี้ยงไก่ไว้เก็บไข่ มีทั้งไข่ไก่สด ๆ และผักที่ปลูกเอง ซึ่งผู้เข้าพักสามารถไปเก็บมาทำอาหารเองได้เลยล่ะ

      ก่อนที่เราจะหันหลังกลับเพื่อไปทำอาหารเช้า ให้กับท้องที่กำลังส่งเสียงประท้วงนั้น เราก็ได้ยินบทสนทนาหนึ่งเข้า

      "ต้องขออภัยจริง ๆ นะคะ ในตอนนี้ บ้านพักของเรามีผู้เข้าพักเต็มหมดแล้ว และถูกจองไว้จนถึงอาทิตย์หน้าเลยค่ะ"

      นี่คงจะเป็นเสียงของผู้เข้าพักที่เดินทางมาติดต่อเข้าพักโดยไม่มีการติดต่อล่วงหน้าสินะ เพราะเนื่องจากช่วงนี้แม้ไม่ได้เป็นช่วงเทศกาลอย่างคริสต์มาสหรือปีใหม่ แต่คนเข้าพักก็เยอะอยู่

      โชคดีที่ผู้เข้าพักก่อนหน้ายกเลิกห้องพักกระทันหัน ไม่อย่างนั้นเราเองก็คงไม่ได้มาพักที่นี่เหมือนกัน

      "ไม่มีห้องว่างเลยเหรอครับ?"

      ...เดี๋ยวนะ เสียงนี้มัน...

      "ไม่มีจริง ๆ ค่ะ ต้องขออภัยด้วยนะคะ"

      เราหันหลังกลับไปมอง แล้วก็ใช่จริง ๆ ด้วย

      ...เป็นคุณ...

      คุณที่เป็นสาเหตุให้เราหนีมาพักใจไกลถึงที่นี่ ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนั้น แต่เราก็ไม่ก้าวเท้าหนีไปไหน ได้แต่ยืนมองคุณอยู่แบบนั้น

      โดยไม่ทั้นตั้งตัว ดวงตาคมที่แสนคุ้นเคยก็หันมาสบตากับเรา

      เหมือนโดนมนต์สะกด เราตั้งสติก่อนเอ่ยปากทักทายคุณ ด้วยคำถามแสนโง่งม

      "...มาทำอะไรที่นี่เหรอ"

      "กะจะมาพักน่ะ แต่เหมือนห้องพักจะเต็มหมด"

      "...เหรอ"

      "คงต้องไปหาที่พักที่อื่นก่อนฝนจะตก"

      เรามองดวงตาของคุณที่ฉายแววเหนื่อยล้า เพราะงานที่คุณทำนั้นมันทำให้คุณมีเวลานอนวันละไม่ถึงสามชั่วโมง เป็นเดือน ๆ

      เนื่องจากที่นี่เป็นภูเขา ทำให้การขึ้นมาต้องจ้างรถมาขึ้นมาส่ง เพราะระยะทางไกลมาก และต้องเดินเท้าต่อขึ้นมาอีกสักพัก ทำให้คุณดูอ่อนแรงมาก

      ทันใดนั้นปากเราก็เผลอเอ่ยวาจาที่น่าตีตัวเองออกมา

      "ไปพักกับเราก่อนมั้ย?"

      "?"

      คุณแสดงสีหน้าประหลาดใจในคำถามที่เราถามออกไป ก็แน่ล่ะสิ ขนาดเรายังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะกล้าเอ่ยประโยคนั้นออกมา

      ...ชวนผู้ชายมาพักด้วยเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว...

      ...แถมยังเป็นคุณที่ทำให้เราร้องไห้จนต้องหนีมาพักใจไว้กับภูเขาและสายหมอกอีกต่างหาก...

      แต่ดันพูดออกไปแล้ว จึงได้แต่เดินหน้าต่อไปเท่านั้น ได้แต่หวังว่าคุณจะปฏิเสธมันไปนะ...

      "หมายถึงว่าไปนอนซักงีบก่อนน่ะ เดินทางมาเหนื่อย ๆ แล้วตื่นมาค่อยลงไปหาที่พักข้างล่าง"

      เรารีบอธิบาย ก่อนที่คุณจะตีความมันไปไกล

      แต่ไม่หรอก อย่างคุณน่ะ...

      ...อย่างคุณน่ะ ไม่เคยคิดอะไรหรอก...

      "เอาสิ"

      คราวนี้เป็นเราที่เป็นฝ่ายแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาบ้าง ที่คุณตกลงรับข้อเสนอนี้อย่างายดาย แต่ถึงอย่างนั้นให้ปฏิเสธตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว เราจึงหันไปถามกับพนักงานที่พักแทน ว่าได้หรือเปล่า โชคดีที่บ้านพักของทางนี้คิดราคาเป็นแบบเหมาจ่ายทั้งหลัง ไม่ใช่รายหัว และเนื่องจากมีคนเข้าพักไม่เกิน 2 คน ทำให้เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ยกเว้นจะรับบริการเสริม เช่น เพิ่มเตียงเสริม หรือบริการเช่าจักรยาน เป็นต้น

      แต่เดี๋ยวสิ... คุณแค่จะมางีบชั่วคราวเท่านั้นนะ ไม่ใช่จะมานอนพักซักหน่อย!

      ขอร้องล่ะ คุณพี่พนักงาน อย่ายิ้มแบบนั้นสิคะ!

      ซ่า!!

      อยู่ ๆ ฟ้าที่ครึ้ม ๆ ก็มีสายฝนเทลงมา

      เราชะงัก และหันไปมองคุณ พี่พนักงานรีบยื่นร่มมาให้เราหนึ่งคัน แต่คุณที่สูงขนาดนั้น และกระเป๋าเป้เดินทางที่อยู่ที่หลังคุณ เราจะกางให้อยู่ในร่มคันเดียวกันได้ยังไงกันนะ

      ทันใดนั้นคุณก็ยื่นร่มให้เราถือและโอบเราเข้ามาในร่มคันเดียวกัน แล้วบอกเราว่า

      "รีบไปก่อนจะตกหนักกว่านี้เถอะ"

      เราจึงพยายามรีบเดินให้เร็วให้ทันขายาว ๆ ของคุณ และพยายามเว้นระยะ แต่ด้วยร่มที่มีขนาดจำกัดและสายฝนที่รุนแรง ทำให้กว่าเราจะมาบ้านพักก็เปียกปอนไปทั้งคู่ ดีที่กระเป๋าคุณกันน้ำ จึงเปียกไม่มากนัก แต่เราที่เตี้ยและพยายามถือร่มให้เลยศีรษะคุณนั้นได้เปียกปอนไปทั้งตัวแล้ว...

      เมื่อเราเข้าบ้านพักได้ จึงเดินไปกางร่มไล่น้ำฝน และในขณะที่กำลังหันมาบอกให้คุณไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนั้น ก็เห็นคุณยืนมองเราอยู่

      "มีอะไรเหรอ?"

      "ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป"

      "ไม่เป็นไร เปลี่ยนก่อนเลย เดินทางมาเหนื่อยๆ จะได้อาบน้ำแล้วนอนพักเลย เดี๋ยวเราเตรียมยาแก้ไข้ไว้ให้"

      "ไปเปลี่ยนชุดก่อน"

      "ทำไมอะ..."

      เราขมวดคิ้วพลางก้มหน้ามองชุดตัวเอง อา... เสื้อเชิ้ตตัวยาวสีขาว ที่เราใส่ไว้เพื่อคลุมเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นที่เป็นชุดนอน เพราะขี้เกียจเปลี่ยนชุด จึงหยิบมาสวมทับลวก ๆ เท่านั้น ตอนนี้ได้แนบลู่ไปกับร่างกายเราแล้ว

      เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวที่เปียกน้ำ ไม่ได้ช่วยอะไร แม้จะมีเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงขาสั้นสีเทาอยู่ แต่ก็แนบผิวไปพอสมควร...

      เราว่าเราเข้าใจแล้วล่ะ...

      เราจึงรีบหยิบชุดแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป เมื่อเราออกมา ก็พบว่าคุณอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำที่ถูกผูกไว้หลวม ๆ เหมือนกับกำลังจะล่อลวงเรา...

      เราไล่สายตามองตั้งแต่ใบหน้าคุณที่คุณยกมือขึ้นเสยผมเพื่อไล่น้ำออกไป เส้นผมที่คลอเคลียใบหูของคุณที่มีหยดน้ำหยดลงมาตามลาดไล่ กระดูกไหปลาร้าที่เรียงตัวสวย และกลิ้งหายไปในสาบเสื้อที่แบะออกน้อย ๆ นั้น...

      ...ไม่นะ!! ตั้งสติสิ!!

      "เราอาบน้ำเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำได้เลยนะ ว่าแต่กินอะไรมาหรือยัง? ถ้ายัง เราจะได้ทำให้กินก่อนแล้วค่อยกินยาแก้ไข้"

      เราถามเป็นชุด และก้มหน้าลง ไม่ให้ภาพของคุณมาทำให้เราสติแตกไปมากกว่านี้

      "ยังไม่ได้กินเลย รบกวนด้วยนะ"

      "โอเค"

      คุณเดินเข้าห้องน้ำไป เราจึงหยิบเสื้อผ้าของคุณและเรามาแช่ไว้เพื่อเตรียมซัก และเดินไปต้มน้ำร้อนเพื่อต้มมาม่าให้คุณ

      นอกจากไข่เจียวก็มีมาม่านี่แหละที่เราทำได้!

      ...ดังนั้นก็อดทนกินไปก่อนนะคุณ...

      เมื่อเราพลิกมาม่า และพร้อมกินแล้วนั้น คุณก็เดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำพอดี เมื่อคุณมาถึงโต๊ะและพบมาม่าที่วางอยู่ ก็ยิ้มออกมาน้อย ๆ ด้วยความเคยชิน

      ไม่เคยชินได้ไง ในเมื่อเราทำเป็นสองเมนูน่ะ...

      จากนั้นเราทานยาแก้ไข้กันคนละเม็ด เราให้คุณไปนอนพักบนฟูกที่ปูไว้ ก่อนที่เราจะเอาเสื้อผ้าของคุณและเราที่แช่ไว้ไปซัก

      เมื่อตากผ้าเสร็จ เราเดินกลับมาที่ฟูก ก็พบคุณนอนหลับอยู่ อาจจะเพราะด้วยความเหนื่อยล้าหรือเพราะไม่ได้นอนพักผ่อนมานาน ทำให้คุณหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

      เรามองหน้าคุณซักพัก พลางถอนหายใจ เราว่าเราจะตัดใจจากคุณแล้วแท้ ๆ เชียว แต่กลับมาบังเอิญเจอคุณแบบนี้ จะให้เราทำยังไงไหว

      เราเดินเข้าไปดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้คุณดี ๆ และมองหาหมอนใบเล็ก เพื่อจะนำมานอนที่พื้น แต่ทว่าหมอนใบนั้นอยู่ข้าง ๆ คุณในฝั่งที่ติดริมผนัง ทำให้เราต้องนั่งคุกเข่า และเอื้อมมือข้ามคุณเพื่อไปหยิบหมอนใบนั้น

      หมับ พรึ่บ!

      เราตกใจเมื่อวงแขนแข็งแรงคู่นั้นเอื้อมมาโอบรอบเอวเราแล้วดึงเราลงมา จนมานอนอยู่ในอ้อมกอดคุณ

      เดี๋ยวก่อนสิ! คุณแกล้งหลับใช่มั้ย!?!

      เราพยายามดิ้นและแกะแขนของคุณออกจากเอวของเรา ทว่าเหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง แขนของคุณไม่ขยับ แม้แต่ขนตาคุณยังไม่กะพริบเลย

      สุดท้ายเราจึงได้แต่นอนนิ่ง ๆ เพื่อรอคุณเผลอและจะได้ลุกออกไปนอนที่พื้น ทว่าด้วยฤทธิ์ยาแก้ไข้ที่กินเข้าไป ประกอบกับอากาศที่น่านอนและอ้อมแขนของคุณ ก็ทำให้เราเผลอหลับลงอย่างง่ายดาย

      จนไม่ทันเห็นรอยยิ้มน้อย ๆ บนมุมปากของคุณ ก่อนจะหายไป และแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเรานั่นเอง...




      เราตื่นมาอีกทีก็พบว่าเราเผลอไปนอนเกยอยู่บนแผ่นอกคุณตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เมื่อเราแอบมองคุณและพบว่าคุณกำลังหลับอยู่ จึงค่อย ๆ ยกแขนคุณออกจากเอวเราและยันตัวขึ้นมา เพื่อลุกหนีไปก่อนคุณจะตื่น

      จากนั้นเมื่อเราเปิดประตูไปเก็บร่มก็พบว่าล่วงเลยเข้าเวลาบ่ายแล้ว และฝนก็หยุดตกแล้วด้วย คุณลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี เราจึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และเอ่ยทักคุณไป

      "ตื่นแล้วเหรอ หิวมั้ย?"

      "นิดหน่อย"

      "ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"

      "นิดหน่อย แต่ดีขึ้นมากแล้ว"

      "โอเค งั้นลงไปตลาดข้างล่างกัน ไปหาอะไรกิน จะได้หาที่พักให้ด้วย"

      "อืม นั่นสิ"

      คุณลุกขึ้นมาจากเตียงและเดินไปล้างหน้า ส่วนเราก็ไปเปลี่ยนชุดสำหรับลงไปตลาดด้านล่าง ซึ่งอยู่บริเวณเนินเขา และเพราะเนื่องจากเป็นภูเขา ทำให้ทางที่พักมีรถจักรยานยนต์ให้เช่าเพื่อการเดินทาง สำหรับผู้ที่ไม่ขับจักรยานชมวิวนั่นเอง

      พวกเราขับรถจักรยานยนต์ลงมาเพื่อหาซื้อของกินตอนเย็นกัน และเดินกันไปเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นฤดูปลายฝนต้นหนาว ทำให้ความมืดโรยตัวลงมาเร็วกว่าปกติ และแน่นอนว่า เรายังหาที่พักให้คุณไม่ได้

      ก็ช่างพฤศจิกายนแบบนี้ ที่พักก็เริ่มเต็มหมดแล้ว เราก็พอเข้าใจล่ะนะ

      "เอาไงดี?" เราถาม

      "ถ้าไม่มีที่พักเลย ก็คงต้องกลับกรุงเทพฯ นั่นแหละ เพราะที่อื่นก็คงเต็มไม่ต่างกัน"

      "แต่เพิ่งมาถึงไม่ใช่เหรอ?"

      "ก็ไม่มีที่พักแล้ว"

      "..."

      "..."

      "...งั้นจะมาพักกับเราก่อนมั้ยล่ะ? แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยตื่นตอนเช้าไปดูที่อำเภออื่น"

      "ก็คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ"

      ดังนั้นพวกเราจึงขับจักรยานยนต์ขึ้นมาบนที่พักอีกครั้ง และโชคไม่ดีที่ครั้งนี้ฝนตกลงมากลางทางพอดี ทำให้กว่าเราจะถึงที่พักได้ ก็เปียกโชกไปทั้งตัวอีกครั้ง

      ...ดีนะที่ครั้งนี้รอบคอบ ใส่เสื้อสีดำ...

      เราหยิบชุดเตรียมเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำ ก่อนจะชะโงกหน้ามาถามคุณในคำถามที่ไม่น่าถามแล้ว

      "ว่าแต่เราใส่ขาสั้นได้มั้ยอะ?"

      "แล้วแต่เลย"

      "โอเค"

      อย่าเพิ่งคิดไปไกลนะ ที่เราบอกว่าไม่น่าถาม คือปกติเราก็ใส่ขาสั้นไปเที่ยวกับเพื่อน หรือเดินตลาด แต่กับคุณ หลังจากที่เราโดนคุณบ่นเรื่องใส่ขาสั้น เราก็ไม่เคยใส่ขาสั้นอีกเลย จนตอนนี้นี่แหละ

      ก็แหม่ เรากะมานอนพักเฉย ๆ คนเดียวนี่นะ

      ถึงคุณจะบอกว่าแล้วแต่ แต่เมื่อเราเดินออกมาด้วยกางเกงขาสั้นเหนือเขานิดเดียวเองนะ กับเสื้อกล้ามที่เหมือนจะเป็นเสื้อแขนกุดมากกว่า คุณก็เขม่นเราเล็กน้อย แต่เมื่อเราชี้ให้ดูว่าเรามีแค่กระโปรงที่ยาวถึงตาตุ่มแค่ตัวเดียวเท่านั้น และจบท้ายด้วยการสัญญาว่าจะไม่ใส่กางเกงขาสั้นออกไปนอกบ้านพักนั่นแหละคุณถึงจะเลิกบ่นแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำ

      และเมื่อคุณเดินออกมา เจอเราที่กำลังนั่งเช็ดผมอยู่ที่พื้น จึงกวักมือเรียกเราไปหน้ากระจก

      "มา เราเช็ดผมให้"

      "เราเช็ดเองก็ได้"

      "อย่าดื้อสิ มานั่งนี่มา เดี๋ยวไม่สบาย"

      "โอเคค่า ไปแล้ว ๆ "

      เราเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ที่มีกระจกบานใหญ่ฉายภาพเราที่นั่งอยู่ และคุณที่กำลังใช้ผ้าขนหนูซับผมให้เราอย่างเบามือ

      นิ้วมือเรียวยาวสีน้ำผึ้งอ่อน ตัดกับผมยาวสีดำขลับของเรา ในตอนที่นิ้วมือเย็นเฉียบของคุณเผลอปัดผ่านผิวเราไป ในตอนที่กำลังสางและเช็ดผมเรานั้น มันทำให้เราขนลุกเล็กน้อย เหมือนมีประกายไฟลากผ่านไป

      คุณมองเราที่แอบมองคุณผ่านกระจก แล้วอมยิ้มน้อย ๆ ทำให้เราเผลอหลุบตาลงต่ำทันทีเหมือนเด็กทำความผิดแล้วโดนจับได้

      ...เราก็แค่ชอบมองคุณนี่นา...

      เมื่อผมเราแห้ง เราจึงเงยหน้ามองคุณและฟูกนอน เพราะฝนตกทำให้พวกเรารีบเข้าที่พักจนลืมแจ้งพนักงานว่าขอฟูกเสริม...

      เอาไงดีล่ะเนี่ย จะลงไปขอตอนนี้ฝนก็ยังตกไม่หยุดเลย แถมนี่ก็ดึกแล้วด้วย

      จู่ ๆ ภาพที่เรานอนอยู่ในอ้อมกอดคุณตอนสายก็ผุดขึ้นมาจนเราหน้าร้อนวาบ เหมือนคุณจะสัมผัสความคิดเราได้จึงพูดขึ้นมาว่า

      "เดี๋ยวเรานอนที่พื้นก็ได้"

      เราเหลือบมองพื้นไม้ สลับกับผ้าห่มที่มีเพียงผืนเดียวและฟูกนอนขนาดกลางกับหมอนใบเล็กหนึ่งใบและหมอนใบใหญ่หนึ่งใบ อากาศในคืนที่ฝนตกค่อนข้างหนาว ถ้าคุณนอนพื้นไม้คุณต้องป่วยแน่

      แต่ถ้าเราชวนคุณขึ้นมานอนด้วยกัน มันก็จะแปลก ๆ มั้ยนะ?

      จะเหมือนผู้หญิงใจง่ายมั้ยนะ...

      แต่สุดท้าย เราก็เอ่ยไปจนได้

      "ขึ้นมานอนด้วยกันสิ"

      "อะไรนะ?"

      "นี่ไม่ใช่ครั้งแรกซักหน่อย ตอนไปเที่ยวด้วยกันหรือตอนไปทำค่ายอาสาที่ต่างจังหวัดก็เคยนอนด้วยกันมาแล้ว ขึ้นมาเถอะ เบียด ๆ กันหน่อย แค่อย่าเตะเราเท่านั้นแหละ"

      เราพูดพร้อมยกตัวอย่างขึ้นมา แน่นอนว่า 'นอนด้วยกัน' ไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่ความหมายตรงตัวเลย คือการนอนแล้วหลับไปเท่านั้น มีหลายครั้งที่พวกเรากับเพื่อน ๆ ไปเที่ยวด้วยกันแล้วหารค่าห้องแชร์ที่นอนด้วยกัน หรือไปทำค่ายอาสาในชนบทแล้วต้องนอนเบียดกันบนเสื่อก็นอนมาแล้ว ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลกซักนิด

      ถึงครั้งนี้จะมีแค่เราสองคนก็เถอะ...

      คุณพยักหน้า ก่อนจะเดินไปปิดไฟ แล้วเดินเข้ามา เสียงตึกตักของฝีเท้า และเงาเลือนลาง ทำให้เรารู้ว่าคุณกำลังมา ทำให้เราอดใจเต้นแรงไม่ได้

      คุณยื่นมือมาเหมือนจะหาตำแหน่ง ทำให้เรายื่นมือไปข้างหน้าคุณ คุณจับมือเราไว้ ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างกัน มือข้างนั้นก็ยังจับมือเราไว้ไม่ปล่อย

      เรานอนเกร็งซักพัก ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนคลายแล้วพลิกตัวเพื่อหาท่านอนที่สบายที่สุดโดยไม่ให้กระทบกระเทือนถึงมือเราที่ถูกคุณจับเอาไว้

      แต่เพราะเราเป็นคนชอบนอนตะแคงขวา เมื่อหันมาแล้วเผลอสบตาของคุณ ก็ทำให้เรารู้สึกเขินจนอยากจะหันหลังให้คุณจริง ๆ

      เราจึงตัดสินใจดึงมือออกจากมือคุณ แล้วหันหลังให้คุณเพื่อป้องกันใจเราจากคุณ ไม่ให้เต้นแรงไปมากกว่านี้ แต่ด้วยผ้าห่มที่มีพื้นที่จำกัด ทำให้ระยะห่างระหว่างเราไม่ได้เพิ่มขึ้นไปมากเท่าไร ลำแขนแข็งแรงของคุณแตะที่เอวเราราวกับจะขออนุญาต เมื่อเราไม่ได้ดึงออก คุณจึงเลื่อนแขนเข้ามาโอบกระชับรอบเอวบางของเราไว้ในอ้อมกอด

      เราสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อน ๆ และปลายจมูกของคุณที่สัมผัสแผ่วเบาตรงท้ายทอยของเรา ทำให้เราขนลุกซู่ คุณยื่นริมฝีปากมากระซิบข้างหูเรา ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ที่ทำให้เราใจสั่นมาก ๆ 

      "ฝันดีนะครับ"

      "อื้อ ฝันดีเช่นกันนะคะ"

      เราวางมือทับมือคุณอีกที ก่อนจะหลับลงไปในอ้อมกอดคุณ

      อ้อมกอดที่เราวิ่งตามแต่ไม่ได้เคยได้มา แต่ในขณะที่เรากำลังวิ่งหนี เรากลับได้มันมาอย่างง่ายดาย

      ดูท่าเราคงจะตัดใจจากคุณไม่ได้ง่าย ๆ ดังนั้นเราจะปล่อยมันไปก็แล้วกัน ถ้าใจเราจะยังชอบคุณ เราก็จะไม่ฝืนใจตัวเอง ให้มันชอบ ให้มันเจ็บให้พอ เมื่อถึงจุดที่เราทนไม่ไหว เราก็คงเลิกชอบคุณได้เอง

      เราคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย จนหลับไปในที่สุด...




      เช้าวันใหม่มาถึงแล้ว เราเผลอนอนขึ้นไปเกยทับแขนคุณอีกแล้ว แขนคุณต้องชาแล้วแน่ ๆ เลย เมื่อคิดได้ดังนั้น เราจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วเดินไปอาบน้ำ พร้อมออกมาต้มกาแฟร้อน และต้มโจ๊กให้คุณ

      แน่นอน มันคือโจ๊กซองอย่างที่คุณคิดนั่นแหละ

      คุณลุกขึ้นมาอาบน้ำพอดี หลังจากเราทานโจ๊กกันเสร็จ เราจึงถือแก้วกาแฟออกมานั่งจิบที่ระเบียง พลางนั่งห้อยขา มองดูหมอกที่ปกคลุมภูเขาและแสงสีทองอ่อนของดวงอาทิตย์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังก้อนเมฆ กลิ่นดินหลังฝนให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย

      เมื่อรวมกับกาแฟร้อน ก็ลงตัวสุด ๆ เลยล่ะ

      ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง ทำให้เราขนลุก และนึกขึ้นได้ว่าเราเตรียมแต่กางเกงขาสั้นมา ทำให้ตอนนี้แม้จะเปลี่ยนชุดจากชุดนอนเป็นชุดลำลอง ก็ยังเป็นขาสั้นอยู่ดี แต่เราก็ขี้เกียจเกินกว่าจะลุกไปหยิบผ้าห่มในห้องมา จึงยอมนั่งขาชาด้วยความเย็นต่อไป

      "มานั่งแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก"

      คุณเดินเข้ามา พร้อมผ้าห่มที่วางคลุมไหล่เรา และเดินมานั่งข้าง ๆ เรา พร้อมกาแฟที่ยังส่งไอร้อนขึ้นมา

      "ได้ไงล่ะ เดี๋ยวก็ไม่สบาย เอาผ้าห่มไปหน่อยไป"

      เราบอกพร้อมยื่นผ้าห่มอีกฝั่งไปให้คุณที่รับไปพร้อมขยับตัวเข้ามา พวกเราหันหลังอิงราวกั้นระเบียงทางด้านข้าง แล้วจิบกาแฟกันด้วยความเงียบงัน ที่ไม่ได้เงียบเหงา มีความอบอุ่นจาง ๆ แผ่ซ่านออกมาล้อมรอบตัวพวกเราไว้

      เราชอบบรรยากาศแบบนี้จังเลย

      เราชอบที่ได้อยู่ข้างคุณแบบนี้

      เราชอบคุณด้วย...

      เราค่อย ๆ เอนศีรษะไปซบไหล่คุณ คุณขยับแขนมาโอบผ่านไหล่เราไว้ ทันใดนั้น เราจึงเห็นหนังสือในมือคุณ ที่คุณถือมาอ่านด้วย พวกเราจึงเริ่มอ่านหนังสือกัน แต่เพราะคุณและอากาศแบบนี้ จึงทำให้เราเริ่มสลึมสลือและเผลอหลับคาไหล่คุณ

      คุณลูบผมเราช้า ๆ ก่อนจะดึงเราลงมานอนที่ตักคุณ พร้อมกับขยับผ้าห่มขึ้นมาห่มให้เรา มือเรียวพลิกเปิดหนังสือเรื่อย ๆ สลับกับลูบผมเราเป็นระยะ

      จนกระทั่งยามสาย เราตื่นขึ้นมาอีกทีและพบว่าเราหลับคาตักของคุณ เราจึงรีบลุกและขอโทษทันที คุณเพียงแค่ยิ้ม แล้วลุกไปทำอาหารมื้อเที่ยงให้เรา โดยเป็นข้าวผัดห่อไข่

      คุณนะคุณ ทำกับข้าวเป็นด้วย ใจคอจะเก่งทุกเรื่องเลยใช่มั้ยเนี่ย

      แล้วก็ถ้าทำเป็นน่ะ ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้!

      ปล่อยให้เราต้มมาม่าอยู่ได้ T T

      หลังจากนั้นจึงเป็นการนั่งคุยกัน สลับกับนอนหลับไปเรื่อย ๆ เพราะแน่นอนว่า เราตั้งใจมาเพื่อนอนและนอน จึงไม่มีแพลนไปเที่ยวที่ไหน และไม่มีสัญญาณเนื่องจากเรากะตัดขาดจากโลกภายนอกและคุณไปซักพัก

      ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเจอคุณที่นี่...

      แต่ก็ดีใจที่ได้อยู่กับคุณล่ะนะ ดังนั้นเราจะทิ้งเรื่องทุกอย่างไว้ข้างหลัง แล้วมีความสุขกับตอนนี้ที่เรามีคุณอยู่

      พวกเรานั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ ก่อนจะตัดสินใจไปเล่นน้ำตกกันในตอนบ่าย...




      เนื่องจากเมื่อคืนฝนตกทำให้ในวันนี้น้ำตกจะเย็นเป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีผลต่อเรามาก พวกเราเดินมาที่ริมน้ำตก และเราก็รีบวิ่งไปแช่น้ำในทันที ส่วนคุณก็ยืนมองยิ้ม ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปนั่งที่ริมโขดหินไม่ใกล้ไม่ไกล

      เราเดินไปนั่งบนโขดหินที่อยู่ใต้น้ำ ให้สายน้ำเย็นฉ่ำไหลผ่านตัวไป รู้สึกสบายใจ สายน้ำนี่ทำให้เราสดชื่นจริง ๆ นะ

      "ระวังหน่อยสิ"

      ฝ่ามือหนายื่นมาดึงเสื้อเราลง หลังจากมันถูกกระแสน้ำพัดจนลอยขึ้นมาเหนือหน้าท้อง

      เราตกใจที่อยู่ ๆ คุณก็มาปรากฏตัวด้านหลังอย่างไม่ทันให้เราตั้งตัว จึงรีบหันไป

      ถ้าเป็นนางเอกนิยาย ก็ต้องสะดุดลื่นแล้วล้มไปในอ้อมกอดพระเอกที่รอรับอยู่ใช่มั้ย

      แต่สงสัยเพราะเราไม่ใช่นางเอก เราจึงล้มคว่ำไป ฮือออ คุณเบิกตาด้วยความตกใจเล็กน้อย ก่อนจะดึงเราขึ้นมา แน่นอนว่าเพราะความไม่ระวังของเราทำให้คุณดึงเราไปนั่งฟังคุณบ่นถึงเรื่องไม่ระวังตัว จนกระทั่งเรายอมเลิกเล่นน้ำนั่นแหละ คุณถึงเลิกบ่น

      แต่ก็ไม่วายบ่นว่าจะไปเผาตู้เสื้อผ้าเรา แล้วซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้มีแต่แขนยาวและขายาว

      โธ่คุณ! ก่อนจะบ่นน่ะ ช่วยดูแดดประเทศไทย และอากาศในกรุงเทพฯ หน่อยสิ มันร้อนนะ!

      พวกเราเปลี่ยนชุดและลงมากินข้าวเที่ยงที่ทางที่พักมีบริการไว้ให้ ก่อนจะไปปั่นจักรยานเล่นกัน

      ถึงจะบอกว่าพักผ่อน แต่เราก็เตรียมกล้องถ่ายรูปมาเพื่อถ่ายวิวสวย ๆ และเมื่อมีคุณมาด้วย เราจึงได้ตากล้องกิตติมศักดิ์ ทว่าเมื่อดูรูปแล้วเราก็ตัดสินใจดึงกล้องคืน และเปลี่ยนเป็นใช้รีโมทคอนโทรลถ่ายเอง

      คุณนี่มันน่าตีจริง ๆ

      และในระหว่างที่เรากำลังถ่ายวิว คุณก็เดินเข้ามาในจุดโฟกัสของเราพอดี เราจึงกดชัตเตอร์เพื่อเก็บภาพของคุณไว้ อย่างน้อยในตอนที่เราจากกัน เราจะได้มีภาพของคุณเก็บไว้ให้คิดถึง

      ปากบอกจะตัดใจ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ทุกที

      ...นี่แหละนะ คนอ่อนแอ...

      คุณหันมาเห็น เราจึงช่วยถ่ายรูปคุณไปเรื่อย ๆ และในตอนที่คุณมาขอดูรูปจากเรานั้น คุณเดินเข้ามายืนด้านหลังของเรา ก่อนจะยกแขนขึ้นมาจับกล้องแล้วกดเมนูเลื่อนดูภาพ

      เราสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของคุณ ก่อนที่คางของคุณจะวางอยู่ที่ไหล่เรา แล้วกดดูรูปไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราทำได้เพียงยืนก้มหน้านิ่ง ๆ

      ฮือออ เราเขินนะคุณ เอาหน้าออกไป! -///-

      หลังจากผ่านการดูรูปที่ทำเอาเรากลั้นหายใจจนแทบเป็นลมไป คุณก็ชวนเราไปดูวิวที่อื่นต่อ และทำเหมือนเมื่อซักครู่คุณไม่ได้ทำเราแทบหัวใจวาย

      คุณก็เป็นแบบนี้เสมอ

      ...ทำให้รู้สึกดี แล้วก็หายไป...




      จนกระทั่งตอนเย็นพวกเราเที่ยวชมวิวเพลินจนกลับมาถึงที่พัก เราจึงนึกได้ว่าไม่ได้หาที่พักให้คุณเลย และคุณก็ไม่ได้พูดถึงมัน ดังนั้นเราจึงไม่กล้าทัก เพราะกลัวจะดูเหมือนเป็นการไล่คุณไป

      ก็ได้

      เรายอมรับก็ได้

      ว่าลึก ๆ แล้ว เป็นใจเราเองที่ยังอยาก 'รั้ง' ให้คุณอยู่ด้วยกันกับเราอีกซักนิด ก่อนที่เราจะกลับไปและช่วงเวลานี้จะหายไปเหมือนกับความฝัน ที่พอเราลืมตาตื่นขึ้นมาเราก็จะพบความจริง

      ...ความจริงที่แสนโหดร้าย...

      ความจริงที่ว่า คุณแค่ทำเหมือนคุณมีใจ แต่สุดท้ายคุณก็ไม่เคยชัดเจนอะไรเลย

      ทั้ง ๆ ที่เป็นเราเองที่ชัดเจนกับคุณมากขนาดนี้

      ...ใจร้ายที่สุดเลยนะคุณ...




      ตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์นั้น เป็นช่วงเวลาที่พวกเราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ลืมทุกสิ่ง ลืมโลกภายนอกไป ลืมว่าเราเป็นใคร และมาพักผ่อนที่นี่เพื่ออะไร จากจุดประสงค์ที่จะมาเพื่อลืมคุณ เหมือนจะกลายเป็นมาเพื่อตกหลุมรักคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกครั้งและอีกครั้ง...

      ถึงอย่างนั้นเราก็ยินดีที่จะตกหลุมรักคุณ เพื่อจะต้องมาเริ่มต้นตัดใจจากคุณใหม่อีกครั้ง

      แต่ไม่เป็นไร ต่อให้ต้องตัดใจใหม่อีกซักกี่รอบ เราก็เลือกที่จะเก็บช่วงเวลาดี ๆ นี้ไว้อยู่ดี

      อาหารที่คุณทำให้

      ทุกมื้อที่ได้ทานข้าวพร้อมคุณ

      ยามเช้าที่ตื่นมาในอ้อมกอดคุณ

      กลางคืนที่หลับไปในอ้อมแขนคุณ

      จักรยานที่คุณพาเราซ้อนท้าย

      รูปภาพคู่ของคุณและเราที่ถ่ายไว้

      กลิ่นของคุณ...

      รอยยิ้มของคุณ...

      แววตาของคุณ...

      น้ำเสียงของคุณ...

      มือที่แสนอบอุ่นของคุณ...

      ...แค่นี้ก็ดีมากพอแล้ว...

      ...ดีเกินกว่าที่เราจะร้องขอแล้วจริง ๆ ...




But, even though we're no longer together,
I still love only you...

SHARE
Writer
Leslie_R
Lost Stars
Even though we're no longer together, I still love only you...

Comments