Chiang Khong Run for Friendship เกร็ดความรู้สึกที่ได้รับจากการวิ่งรายการที่ 2

Chiang Khong Run for Friendship
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2018
.
ก่อนวิ่งหนึ่งสัปดาห์ ทบทวนตัวเองว่าอะไรพาเรามาได้ขนาดนี้ และเราจะไปได้อีกสักเท่าไหร่ จะหยุดมั้ย... คำถามต่างๆพาเราย้อนกลับไปค้นหาจุุดเริ่มต้นของเราตอนนั้น มันเริ่มจากตรงไหนนะ?
....จากโรงพยาบาลตอนนั้น วันนั้นไง!!!

วันที่ค้นพบว่าตัวเองอ่อนแอถึงขนาดไหน คือตอนที่เจ็บหนักอยู่ในโรงพยาบาลเมื่อปีที่แล้วนั่นแหละ ตอกย้ำทุกครั้งชัดๆเลยมันจะได้จำให้ขึ้นใจ มันจะได้จำว่าตอนที่นอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล มันอ่อนแอและท้อแท้ขนาดไหน และช่วงนั้นแหละที่จุดประกายความคิดแรกของการลุกขึ้นหลังจากล้ม มองไปข้างหน้าและเห็นอะไรอีกหลายๆอย่าง

...ตอนที่เดินไปเข้าห้องน้ำสำหรับผู้ป่วยนั่นไง
ทุกๆครั้งจะต้องผ่านเตียงผู้ป่วยอื่นๆหลายสิบคน ก่อนเข้าห้องน้ำล้วนด้วยคนที่อาการหนักกว่าเรามาก เรียกว่าโอกาสรอดเพียงน้อยนิด บ้างแขนขาใช้การไม่ได้
บ้างนอนนิ่งไร้ความรู้สึกนึกคิด บ้างหายใจยากเต็มไปด้วยเครื่องมือระโยงระยาง หรือแม้ชีพจรยังเต้นอยู่แต่แน่นิ่ง เหล่านั้น

ทุกครั้งที่เดินเข้าห้องน้ำและผ่านตรงนั้นไป มันพาเราไปยืนตรงกระจกและส่องมองดูสภาพของตัวเอง รู้สึกไม่เห็นจะเท่าไหร่เลยเมื่อเทียบกับทุกคนที่ผ่านมา
และทุกครั้งจะพูดกับตัวเองว่า "ทำไมมึงไม่ลุกขึ้นสู้ว่ะ จะทำไม่ได้ทั้งที่แขนและขามึงยังดีกว่าอีกอะเหรอ เอาเวลาไปทำร้ายตัวเองอยู่ทำไมกัน ทำไมมึงต้องอ่อนแอว่ะ คนหลายคนข้างนอกนั่น ขนาดแทบไม่มีโอกาสแล้วแต่ทุกคนยังพยายามกันเลย ทุกคนยังสู้ได้อยู่นะเว้ย ..."

ความสังเวชใจเหล่านั้นทำให้เราหลั่งน้ำตาทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ
และจำใส่ใจเสมอว่า ผ่านจากตรงนี้ได้เมื่อไหร่ ฉันจะไม่ยอมแพ้ให้กับตัวเองอีกแล้ว ฉันจะไม่เจ็บง่าย ป่วยง่าย ฉันจะลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตัวเองทุกครั้งที่ล้ม ฉันจะออกวิ่ง นั่นแหละจุดเริ่มต้นทั้งหมดของเราวันนี้...

.

แล้วมันก็พาเราโดดทะยานขึ้นรถในวันก่อนการวิ่งรายการที่สองหนึ่งวัน หาทุกวิถีทางเพื่อให้ไปถึงจุดเริ่มวิ่งในเช้าวันถัดมาให้ได้ ไม่มีรถไป ก็รถเมล์ก็ได้ แล้วการเดินทางก็มาถึง หลังจากนั้นก็ได้รับการดูแลช่วยเหลือหลายๆอย่างจากน้องทำให้เราจัดการทุกอย่างที่เชียงของได้อย่างราบรื่น จนถึงตอนวิ่งในเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมกับเพื่อนอีกคนได้

เวลา ตี 5 ของวันวิ่ง ก่อนระยะปล่อยตัว เต็มไปด้วยคำถามว่าจะไหวมั้ย แต่ก็บอกกับตัวเองทุกครั้งว่าต้องไหว พร้อมกับภาพความรู้สึกเหล่านั้นทั้งหมด แล้วการปล่อยตัวของระยะ 10K ก็มาถึง ทุกคนที่อยู่แถวหน้าอัดเต็มจังหวะความเร็วของตัวเอง พุ่งทะยานตัวไปอย่างรวดเร็ว จนบางทีก็นึกขึ้นในใจว่า คนเรามันวิ่งได้เร็วขนาดนั้นจริงๆนะเหรอ เพซ 3 หรืออาจเร็วกว่าด้วยซ้ำ ความทึ่งแรกที่พบเจอสำหรับรายการนี้บังเกิดขึ้น

ระยะ 10 กิโลเมตรสำหรับนักวิ่งระยะไกลตัวจริง มันก็แค่น้ำจิ้มเล็กๆ แต่สำหรับนักวิ่งสมัครเล่นหรือคนที่แทบไม่เคยคิดจะออกมาวิ่งเลย ระหว่างทางมันพบกับความเหนื่อยล้า และตั้งคำถามมากมาย จนถึงขั้นหยุดวิ่ง เดิน หรือบางคนก็กลับตัวยอมแพ้ โดดขึ้นรถพยาบาลไป ทำให้เราคิดว่ามันก็เหมือนชีวิตจริงเลย ชีวิตจริงก็แบบนั้นแหละ

ระยะทางกิโลเมตรแรกยังอัดความเร็วเต็มได้
เพซ 4 เป็นจังหวะที่กำลังพอดี จนผ่านกิโลเมตรที่ 2 ไป เริ่มอ่อนล้า และโดนแซงไปเรื่อยๆ ขณะอยู่ที่สะพานข้ามน้ำโขงไปฝั่งลาวประเทศเพื่อนบ้าน เป็นคำถามว่าเราจะไปต่อมั้ย? พอ...ดีมั้ย? เราจะไปได้ไกลแค่ไหนกัน? กลับดีรึปล่าว? ... ตอนวิ่งไปยังไม่ถึงครึ่งทางจะเต็มไปด้วยความรู้สึกเหล่านั้น และมีกระทั่งถามกับตัวเองว่า จะเอาตัวเองมาเหนื่อยแบบนี้ทำไม นอนอยู่บ้านสบายๆก็ดีอยู่แล้ว จนขาเริ่มอ่อนแรง ท้อใจกับเส้นทางตรงระยะ 3-4 กิโลเมตร กระทั่งเปลี่ยนจังหวะจากวิ่งมาเดินลากน่อง และได้เห็นเพื่อนที่ไปด้วยกันสวนทางมาหลังผ่านจุดกลับตัวที่ 5 กิโลเมตรแล้ว ... มันทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาอีกครั้งว่า

"มึงจะยอมแพ้ได้ไงว่ะ มึงซ้อมเพื่อรายการนี้ไม่ใช่เหรอ ที่มึงบอกกับตัวเองในโรงพยาบาลวันนั้น ก็เพื่อเอาชนะตัวเองไม่ใช่เหรอ มันไม่ได้สำคัญเลย ว่ามึงจะพาตัวเองมาถึงไหน ถึงห้ากิโลเมตรแล้วยังไง มึงวิ่งไม่จบก็คือไม่จบ ไม่สำคัญว่ามาได้ไกลแค่ไหน มันสำคัญที่ว่ามึงจะไปได้ไกลแค่ไหนต่างหาก!!!"

แล้วสองข้าก็เริ่มขยับอีกครั้ง เปลี่ยนจังหวะวิ่งค่อยๆเร็วขึ้น เมื่อเห็นพี่น้องที่ฝั่งลาวยืนโบกธง ปรบมือให้กำลังใจ และไปจนถึงจุดกลับตัวที่ 5 กิโลเมตร น้องคนลาวคนหนึ่งยื่นมือมาและเราก็แตะมือกับน้องคนนั้นก่อนอัดความเร็วเพิ่มขึ้นในช่วง กิโลเมตรที่ 6-7-8 ได้อีกครั้ง ในที่สุดก็เก็บแรงฮึดและผ่อนลงมาในกิโลเมตรที่ 9 หายใจและจดจำทุกสิ่งอย่างที่เคยผ่านมาทั้งหมด สูดเข้าปอด บอกกับตัวเองว่า ขอเถอะ เราอยากวิ่งกิโลเมตรสุดท้ายของรายการนี้ให้เต็มที่ ขอจบสวยๆ ไม่อยากเดินลากขาเข้าเส้นชัยหรอกน่ะ แล้วก็อัดความเร็วจัดเต็มทั้งหมดจากก้นบึ้งจิตใจ ความเจ็บปวด เหนื่อยล้า สารพัดอัดมันให้ลงไปในก้าวสุดท้ายเต็มที่จนน้ำหูน้ำตาน้ำมูกอะไรจะหลั่งออกมาก็ปล่อยมันเต็มที่ไป จึงได้เพซ 3'36 ในกิโลเมตรที่ 10 เข้าเส้นจบรายการไปในที่สุด
.
ที่เส้นชัยปลายทาง 10.5K
ยืนมึน หายใจและหมุนตัวหา อยู่กับความภูมิใจตัวเองแม้เวลารวมจะอยู่ที่ 1 ชั่วโมงก็ตาม หายใจจนตั้งสติได้และนึกได้ว่ามึงยังไม่จบนะ มึงยังไม่ได้กดหยุดเวลาในแอป เวลายังเดินอยู่ ใจนึงก็นึกว่าผิดพลาดไป เกือบสิบนาทีจนกระทั่งมีคนชี้ให้ไปรับเหรียญ เลยคิดว่าเอาว่ะ ตราบใดที่ไม่ได้เหรียญมาอยู่ในมือ จะไม่หยุดเวลาเด็ดขาด เลยเดินไปยังจุดรับเหรียญในสภาพเซจะล้มหลายครั้ง แตะเหรียญ 10K แรกของปีนี้ Run For Friendship แล้วกดหยุด เวลาเลยไป 10 นาที รวมแล้วก็ 1 ชั่วโมง 10 นาที

ก็ภูมิใจแล้วที่ได้ทำตามที่สัญญากับตัวเองไว้
ได้ทำตามที่ตัวเองตั้งใจ ขอบคุณตัวเองในระยะเวลาที่เหลือตรงนั้น พาตัวเองไปถ่ายรูป ได้เจอกับพี่เท่ อุเทน พรมมินทร์ ที่แกก็วิ่งจบมาในระยะ 5 กิโลเมตร เลยเดินเข้าไปหวัดดีและขอถ่ายรูป ท่ามกลางคนที่มาห้อมล้อมแกอีกมาก และยื่นไมค์ให้แกร้องเพลง แกถ่ายรูปกับผมและเพื่อนอีกคน แกพูดให้กำลังใจทุกคน และจบไปกับบทเพลงในตำนานของแก ก่อนที่เราจะพาตัวเองกลับไปที่ซุ้มทีมสปอนเซอร์ โตโยต้า พวกเรา พาความพอใจทั้งหมดกลับบ้าน และบอกตัวเองว่า
.
"มึงก็ทำได้เห็นมั้ย ตอนวิ่งอยู่มึงแค่โดนตัวเองหลอก มึงเอาชนะมันได้ และครั้งหน้า มึงก็ทำได้และจะดีกว่านี้อีก"
.
Chiang Khong Run for Friendship
18.02.2018
SHARE
Written in this book
ศรัทธาและความหวัง (Believe Faith Hope)
เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม หนทางที่แสนมืดมน เพียงแค่ยัง "ศรัทธา" จะก่อเกิด "ความหวัง" ให้เห็นแสงสว่างในหัวใจ แม้ว่าบางคนจะไม่เข้าใจเธอ จะมองเธอว่าไร้เดียงสาแค่ไหน แค่เพียงเชื่อและศรัทธาในตัวเธอเอง สิ่งที่เธอทำจะไม่สูญเปล่า #Believe_Hope
Writer
ELThanaphat
writer
ข้าพเจ้าว่า ชีวิตมันมีอะไรมากมายนะ เล่าได้ไม่รู้จบ ทั้งดีร้าย แต่บางทีเรื่องเหล่านั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น มากกว่าที่คิดไว้ก็ได้

Comments