A dream is sometimes and somehow a dream
เกิดมา 23 ปีกว่าๆ วันนี้น่าจะเป็นวันที่ยอมแพ้ให้กับความฝันของตัวเองอย่างเป็นทางการและโดยสิ้นเชิงที่สุดในชีวิต

เกริ่นไม่ถูกเลย ความรู้สึกแบบนี้ ไม่รู้ว่าเรียกว่าดีใจที่หลุดจากบ่วงของความปรารถนาอันแรงกล้า หรือเสียใจที่มายอมแพ้ทั้งที่ยังพยายามไม่พอ

ยังไงลองจินตนาการเวลาที่ตัวเองมีความฝันอะไรสักอย่างมานานมากๆแล้วละกันค่ะ คิดว่าน่าจะอินบทความนี้ ไม่มากก็มากๆ

เราอยากเป็นแอร์โฮสเตสมาตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย

นับนิ้วดูก็น่าจะ 8 ปี บวกลบนิดหน่อย และระหว่างทางก็พยายามเกี่ยวกับอะไรก็ตามที่สามารถอุ้มเราไปสู้อ้อมอกก็สายการบินใดสายการบินหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ การทำงานสายบริการเพื่อฝึกให้ตัวเองรับมือกับสถานการณ์ต่างๆเป็น หรือการไปเข้าคอร์สอบรมสั้นๆสำหรับคนอยากเป็นแอร์ฯ แต่ไม่มีเงินแสนเพื่อจะลงเรียนสถาบันใหญ่ๆ

เราไปสนามบินครั้งแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 2 ได้ จำได้ดีเลยว่าตอนนั่งรถกลับมาที่บ้าน กลิ่นอายของสถานที่เหล่านั้นยังกรุ่นอยู่ในใจ และภาพคนที่ใส่ชุดยูนิฟอร์มขององค์กรต่างๆ เป็น motivation ที่ดีว่าสักวันฉันจะได้ใส่ชุดนั้นบ้างสักชุด

เมื่อสักสัปดาห์ 2 สัปดาห์ที่แล้วเราได้ไป pre-screen กับสายการบินแห่งชาติของชาติหนึ่ง ครั้งนั้นนับเป็นครั้งที่ 3 หลังจาก 2 ครั้งแรก เราตกมาไม่เป็นท่า

ทุกครั้ง เราไม่เคยมีความมั่นใจเลย ไม่รู้ว่าตัวเองจะโดนถามอะไรบ้าง รู้แค่ว่าเป็นงานบริการและดูแลความปลอดภัยให้ผู้โดยสาร แต่ไม่เคยรู้อะไรลึกซึ้งไปมากกว่านั้นเลย ถ้าเกิดโดนถามว่าเครื่องบินตกหลุมอากาศจะต้องนั่งท่าไหนให้เจ็บตัวน้อยที่สุด หรือโดนถามอะไรที่ technical มากๆ รู้เลยว่าตอบไม่ได้แน่ๆ

ผู้คนรอบข้างที่มีความฝันแบบเดียวกัน คนที่มาในชุดที่สวยกว่า คนที่แต่งหน้าเก่งกว่า หน่วยก้านดีกว่า ต่อหน้ายิ้มให้ พยายาม make friends แต่จริงๆคนเหล่านั้นคือศัตรูตัวฉกาจ และคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เป็นคู่แข่งที่อ่อนแอที่สุด ซึ่งก็คือเราเอง

อย่าถามเลยค่ะว่าทำไมไม่มีความมั่นใจ เป็นคำถามที่ตอบยากกว่าคำถามไหนๆ ถ้าอยากเข้าใจความรู้สึกของเรา อยากให้ลองไปอยู่ท่ามกลางคนที่เก่งกว่าเราสัก 300-400 คนสัก 2-3 ชั่วโมง ตัวคุณจะเล็กลงไปทันที และนั่นคือสถานที่ที่ทำให้ความมั่นใจของคุณหายไปอย่างไร้เหตุผล
คุณจะรู้ทันทีว่าคุณสู้พวกเขาไม่ได้หรอก

ผลลัพธ์ของการไป pre-screen บ่ายวันนั้น คือน้ำตาบนไฟฟ้าตลอด 12 สถานี, invitation email ที่ส่งมาตอนเที่ยง และการตัดสินใจในทันที ที่เจ็บพอๆกับอาการอกหัก

วันนั้นเราจำได้ว่าเราไม่มีความมั่นใจที่สุดเท่าที่เคย pre-screen มา และด้วยความที่มันคืออาชีพที่อยากทำมาตลอด เราตั้งความหวังไว้สูงมาก แต่พอได้สัมภาษณ์ ถ้ามันพอมีหวัง หรือถ้ามันแย่มาก คุณจะรู้สึกได้ และวันนั้นเรารู้แทบจะทันทีว่ามันแย่มาก จึงเป็นที่มาของน้ำตา 12 สถานี BTS

ความรู้สึกที่น้ำตาร่วงเผาะลงบนกระเป๋าวันนั้นแบบไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองร้องไห้ และความสับสนทั้งหลาก น่าจะคล้ายๆกับนักมวยที่แขวนนวม เราพอแล้ว

ถ้าถามว่าทำไมยอมแพ้ง่ายจัง แค่ 2-3 ครั้ง คนอื่นเขาไปมาตั้ง 10 กว่าสนามกว่าจะได้

อยากจะบอกว่าหัวใจของบางคนก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ผิดหวังมากมายขนาดนั้น ยิ่งผิดหวังในเรื่องที่ sensitive มากๆ ครั้งเดียวก็เจ็บนาน

และไม่ใช่ว่าเราอยากยอมแพ้ แต่เราแค่ไม่อยากเจ็บในเรื่องที่เจ็บทีก็เจ็บลึก เราแค่ป้องกันตัวเองไม่ให้รู้สึก hurt ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนั่นคือที่มาของคำว่าตัดใจ ที่ดูเหมือนยอมแพ้นั่นเอง

คงไม่ต้องบอกว่าเราจัดการกับ invitation ที่ให้ไปสัมภาษณ์อีกครั้งว่าอย่างไร ครั้งนี้เรามีความมั่นใจขึ้นมาเฉยๆ มั่นใจว่าทำไม่ได้แน่ๆ และเราจะไม่ปล่อยตัวเองให้ hurt แบบนั้นอีก

บางความฝัน ก็เหมือนกับเป็นแค่ความฝันจริงๆนั่นแหละ
หลายคนบอกว่าโอกาสแบบนี้ไม่มีได้มีมาบ่อยๆนะ แต่อาจลืมคิดว่าคนที่ได้โอกาสสุดท้ายคือคนที่พร้อมที่สุด ซึ่งไม่ใช่เรา
มันก็คงเป็นฝันไปเรื่อยๆ เพราะเราต้องอยู่กับความจริงว่าเวลาของเราไม่ได้มีมากขนาดที่จะเอาไปท้าทายกับสิ่งที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย 
อยู่กับความจริงว่าคนเราไม่สามารถไม่รู้สึกเสียใจกับคำตอบที่ไม่ตรงกับความหวังได้บ่อยๆ
และค้นหาสิ่งที่ fit กับตัวตนของเรามากกว่า สิ่งที่จะส่งเสริมความมั่นใจของเรา
นี่สินะที่เขาบอกว่า ต้องแยกความฝันกับความจริงให้ออก
อย่างนี้นี่เองแหละ

จริงๆแค่อยากมาบ่นๆน่ะแหละ ว่ามันรู้สึกแย่นะ
หลายๆคนที่ยอมแพ้ เราเข้าใจและเราว่าเขาไม่ได้อยากยอมแพ้
แต่เขาแค่มั่นใจว่าเขาไปต่อไม่ไหวแน่ๆ สิ่งที่เราต้องทำคือ motivate เรื่องที่เขามั่นใจว่าทำได้มากกว่าแค่นั้นเอง
ซึ่งเป็นอะไรที่เรา ในฐานะคนที่ยอมแพ้ ต้องการมากในตอนนี้
ขอบคุณค่ะ

สุดท้าย ขอบคุณเพลง High & Dry (Radiohead), Yellow (Coldplay) และ Somewhere Only We Know (Keane) ที่ช่วยคั้นอารมณ์ให้เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือได้ หลังจากอธิบายความ complicated ของความรู้สึกไม่ออกมานับตั้งแต่วันที่ไป pre-screen มา

เป็นความ I'm getting tired, and I need somewhere to begin. ที่แท้ทรู

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ จะขอบคุณมากกว่านี้ถ้าเข้าใจ และจะขอบคุณที่สุดถ้าคุณจะ cheer up คนรอบข้างที่มีอาการแบบนี้ บอกเขาว่าการยอมแพ้ครั้งนี้อาจจะเป็นตุดเริ่มต้นของอะไรสักอย่างก็ได้

และขออภัยหากมีส่วนไหนงง เพราะปกติถ้าเขียน จะกลับไป proofread สักรอบ 2 รอบ แต่นี่ไม่ได้สังเคราะห์ความรู้สึกในทุกตัวอักษรในนี้เลย
SHARE
Written in this book
Music Motivates
Stories inspired by melodies.

Comments