ในคืนที่เราเจอะเจอกันครั้งแรก (2)
หลายปีก่อน ผมไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเคยรู้จักมักคุ้นกันระหว่างเรียนปริญญาโทที่เมืองนอก

งานเค้าจัดได้เก๋ไก๋แปลกตาดี ทีแรกผมนึกว่าจะมีการจัดเลี้ยงค็อกเทล แล้วให้แขกส่วนใหญ่ยืน-เดินคุยกัน ส่วนเพื่อนผู้ชายสมัย ป.โท อีกคนที่นัดไปเจอกันในงาน ก็นึกว่าจะมีการจัดโต๊ะกลมหลายๆ โต๊ะ ไว้รองรับแขก

แต่เจ้าภาพแหวกแนวกว่านั้น ด้วยการซอยพื้นที่ในงาน (ที่เป็นสโมสร/โรงยิมแห่งหนึ่ง) ออกเป็นสองโซน แต่ละโซนมีโต๊ะยาวประมาณ 6 แถว แถวหนึ่งรองรับแขกได้หลายสิบคนอยู่ ส่วนพื้นที่ตรงกลาง ก็มีเวที มีทางเดิน และมีโต๊ะของแขกผู้ใหญ่
 
โต๊ะยาวแต่ละแถวยังทำหน้าที่ในการจำแนกหมวดหมู่ของแขกเหรื่อด้วย เช่น ญาติฝ่ายหญิง ญาติฝ่ายชาย เพื่อนโรงเรียนประถม/มัธยมของฝ่ายชาย เพื่อนโรงเรียนประถม/มัธยมของฝ่ายหญิง เพื่อนมหาลัยของคู่บ่าวสาว (ซึ่งปิ๊งกันตอนเป็นนักศึกษา ป.ตรี) เพื่อนสมัยเรียน ป.โท ของฝ่ายชาย เพื่อนสมัยเรียน ป.โท ของฝ่ายหญิง ฯลฯ

ที่น่าสนใจสุดสำหรับผม ก็คือ โต๊ะของเพื่อนสมัยประถม/มัธยมของเจ้าสาว ซึ่งจบจากโรงเรียนเอกชนหญิงล้วนชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ 

เพราะโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยสาวๆ สวยๆ แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ราวกับว่าไอ้ความสวย ความหุ่นดี หรือทักษะการแต่งตัวแนวๆ คูลๆ นี่มันเป็นสิ่งที่บ่มเพาะปลูกฝังขึ้นมาได้ในรั้วสถานศึกษา
 
โชคดีอีกชั้น ที่โต๊ะกินอาหารของผมในฐานะเพื่อนเจ้าสาวสมัยปริญญาโทกับโต๊ะเพื่อนสมัยโรงเรียนของเธอนั้นตั้งอยู่ติดๆ กัน พวกเราจึงได้ใช้บริการบุฟเฟต์โซนเดียวกัน

เวลาไปเดินตักอาหาร ผมรู้สึกเพลินตากับสาวๆ ในชุดราตรีหรือชุดออกงานเก๋ๆ แทบทุกคนมีเรือนร่างที่สมส่วน หลายคนโชว์แผ่นหลังอันนวลเนียน หลายสิบคนตัวสูงเท่าๆ หรือสูงกว่าผม 

แล้วผมก็ไปสะดุดใจกับเพื่อนสมัยโรงเรียนคนหนึ่งของเจ้าสาว เธอมีผิวสีน้ำผึ้ง สวมชุดเดรสยาวแขนกุดสีม่วงอมเทา บางจังหวะก็รวบผมที่ยาวประบ่า บางจังหวะก็ปล่อยผมออกให้แลดูยุ่งเหยิงนิดๆ เธอมีหน้าตาคล้ายๆ "สิ พิชญ์สินี ตันวิบูลย์" หรือ "สาวิตรี โรจนพฤกษ์" ที่สำคัญเธอตัวสูงมากๆ  

แม้เธอจะสวมรองเท้าหนังสีดำส้นไม่สูง ออกแนวด็อกเตอร์มาร์ตินส์ มาร่วมพิธีฉลองสมรสดังกล่าว แต่เธอกลับตัวสูงกว่าผมสักประมาณ 3-5 เซนติเมตร  

อย่างที่บอกไปแล้วว่าโต๊ะของผมตั้งอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะของเพื่อนเจ้าสาวคนนี้ ผมจึงลอบมองเธอแทบตลอดเวลา

แต่ก็เพราะการวางฟอร์มของผมเอง ที่ทำให้ผมทำอะไรต่อไม่ได้  

ก่อนเข้างาน ผมบอกเพื่อนๆ ร่วมโต๊ะไว้ว่าจะมางานแป๊บเดียว และจะไม่อยู่ต่อช่วงอาฟเตอร์ ปาร์ตี้ เมื่อลั่นวาจาไว้แล้ว ก็ต้องทำตาม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ 
 
ผมจึงไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักเธอคนนั้นให้มากขึ้น

หลังจากไปดื่มต่อที่อื่น แล้วกลับถึงบ้านราวตีหนึ่ง ผมรีบเสิร์ชหาข้อมูลเธอคนนั้นจากเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของเพื่อนรุ่นน้อง ผู้เป็นเจ้าสาวในงานแต่ง (โดยมีข้อมูลตั้งต้นเป็นเพียงใบหน้าและรูปร่างของเธอ ซึ่งยังปรากฏชัดเจนอยู่ในความทรงจำของผม)

ใช้เวลาสืบเสาะอยู่นานกระทั่งรุ่งเช้า ผมจึงได้พบกับบัญชีเฟซบุ๊ก/อินสตาแกรมของเธอ 

อนิจจา ผมกลับพบว่าเธอคลิกไลก์เพจเฟซบุ๊กหลายเพจ ที่ผมไม่มีวันจะทำใจคลิกไลก์ได้เลย นอกจากนั้น เมื่อดูรูปในอินสตาแกรม เธอยังไปปรากฏตัวอยู่ในกิจกรรมสาธารณะบางอย่าง ที่ผมไม่ชื่นชอบชื่นชมสักเท่าไหร่

ไม่รู้ว่ารสนิยมในเรื่องความคิดความเชื่อด้านอื่นๆ มันเข้ามาแทรกแซงกร่อนเซาะอารมณ์ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันของมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่? และทำไมจึงต้องเป็นเช่นนั้น?

แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผมยังพบเบาะแสว่าเธอมีคนรักอยู่แล้ว เป็นผู้ชายเท่ห์ๆ ฮิปๆ แถมตัวเตี้ยกว่าเธออีกต่างหาก (แสดงว่าผมไม่ได้เตี้ยอยู่คนเดียว 555)

ในงานแต่งเพื่อนวันนั้น จึงเป็นคืนที่ผมได้มีโอกาสเจอะเจอเธอเป็นครั้งแรก และอาจเป็นคราครั้งเดียวที่เราได้พบกัน ก่อนจะพลัดพรากจากลา ยากหาจุดบรรจบ

หมายเหตุ คลิกฟังเพลงประกอบได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=55aB8eGEO7s 

SHARE
Written in this book
วัยรุ่นยุค 90 ตัวจริง!
รวมเกร็ดบันเทิงเก๋าๆ ยุค 1990

Comments