เป้าหมายชีวิตอาจเปลี่ยนทุกๆสองปี
ไม่รู้จะอธิบายยังไง
การเที่ยวคนเดียวของตัวเองครั้งนี้ คาดหวังการเสพย์ศิลปะแบบจุกๆ แต่มันเหี้ยตรงที่ พอเสพย์เข้าไป ก็รู้สึกว่า กูไม่อินอีกต่อไปแล้วววว ซึ่งมันเคยมี hint มาก่อนหน้านี้แล้ว ในช่วงตุลาปี 2018 ตอนเดิน MET museum ที่นิวยอร์ค แต่ตอนนั้นคิดว่่าคงเป็นเพราะสังคมนิวยอร์คมันห่วย มันดาร์ค มันย่ำแย่ เลยพลอยทำให้เราหดหู่ใจจนไม่มีใจอยากทำอะไร ไม่อยากเสพย์อะไร แต่ครั้งนี้แหล่ะ ที่ prove แล้วว่า เออ พอเถอะ ไม่ต้องไปต่อแล้ว เธอไม่อินมันอีกต่อไปแล้วเจน เธอเหมือนจะหมดรักมัน เธอเบื่อ หรือเธออาจรับมันมากจนเกินไปก็ได้(overdose)
  
    การเที่ยวคนเดียวครั้งแรก อาจเป็นการเปิดโลกและค้นหาตัวตน
    และเมื่อเจอตัวตน การเที่ยวคนเดียวครั้งต่อๆมา จึงเป็นการเก็บและเสพย์อย่างเต็มที่ และอาจเต็มที่จนล้นเกินพอดี
    จนครั้งล่าสุดที่อิตาลี อาจเป็นจุดจบของการเดินทางเพื่อเสพย์และเก็บเกี่ยวเพียงอย่างเดียวแล้วจริงๆ มันไม่ fresh ไม่สดใหม่ ไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป เราว่ามันมาถึงทางตัน แต่ท้ายที่สุด มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่เหมือนกันนะ เพราะความแตกต่างของการเที่ยวในเมือง กับการเที่ยวนอกเมือง(ป่าไม้ ทะเลสาบ ภูเขา) ในเมืองให้ความเหงา แต่นอกเมืองให้ความอิ่มทางใจพูดได้เต็มปากว่าอยู่คนเดียวได้โดยไม่เหงาเลย ถ้าข้างหน้ามีลำธาร ทะเลสาบ หุบเขา ป่าไม้ และอาจมีโบสถ์โกธิคเก่าๆ หลังนึงให้ที่หลบหนาว แค่คิดก็อยากจองตั๋วอีกแล้ว อีห่าเอ้ยยย
 
     หลังจากจบทริปนี้ เราบอกตัวเองว่า เที่ยวครั้งต่อไป จงเดินทางไปเสพย์ธรรมชาติ ไปเข้าป่า ไปทะเลสาบ ไปหุบเขา จงไปและจงไป ยังไงก็ไม่มีทางผิดหวัง เดินทางยาก เดินทางนานแค่ไหน เหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องไปให้ได้ เพราะธรรมชาติไม่เคยทำให้เราผิดหวัง ไม่แม้แต่จะทำ..

with love
jen
SHARE
Writer
delenies
reader
An ordinary girl who has passionate about travel

Comments