แบ่งปันประสบการณ์ เข้าคอร์สฝึกวิปัสสนา แนวทางท่านโกเอ็นก้า ครั้งที่ 2
ครั้งที่ 2 ก็เป็นการเข้าไปอยู่ในสถานปฏิบัติวิปัสสนา เช่นเคย คือ 

จำนวน 12 วัน ปฏิบัติเต็มวัน 10 วัน ตั้งแต่ เวลา 4.30 นาฬิกา ถึง 22.00 นาฬิกา รวมแล้ว ประมาณ 12 ชั่วโมงต่อวัน เท่ากับ 120 ชั่วโมง ต่อ 1 คอร์ส 

การเข้าอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีการเรียกเก็บเงิน โดยท่านโกเอ็นก้า ตั้งใจให้คนได้มาลองปฏิบัติ 

หากผู้ได้รับการอบรมรู้สึกว่าเกิดประโยชน์ ผู้ปฏิบัติจะช่วยบริจาค ค่าอาหาร ค่าไฟ ค่าน้ำแก่ศูนย์ได้ โดยไม่จำกัดจำนวน ให้ตามความพอใจ เพื่อส่งต่อโอกาสให้ผู้ปฏิบัติรุ่นต่อไป การมีอยู่ของศูนย์มาจากเงินบริจาคทั้งสิ้น

ระหว่างการอบรมจะอนุญาตให้พูดคุยกันได้ เพียงวันที่ 1 วันที่ 11 และ 12 เท่านั้น และระหว่างนั้นห้ามมีการถูกตัวกันด้วย ไม่ว่ากับใคร 

การมีกฎการปฏิบัติเช่นนี้เป็นผลดี เพราะทำให้เรามีสติอยู่กับตัวเอง ไม่มีความวุ่นวาย รู้สึกสงบง่ายขึ้น ทำให้การรักษาศีลเป็นเรื่องง่ายขึ้น

ข้าพเจ้าเข้าอบรมที่ศูนย์ธรรมโปราโณ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อไปถึงข้าพรู้สึกเหมือนไปรีสอร์ท อากาศที่ศูนย์ดี รู้สึกสดชื่น เย็นสบาย ข้างๆเป็นน้ำตก สถานที่ติดภูเขา ที่พักสะอาดมากๆ โดยที่พัก จะแบ่งเป็นห้องๆ แยกห้องละคน มีห้องน้ำส่วนตัวภายในห้อง แยกสัดส่วน เขต หญิง ชาย ชัดเจน ส่วนในห้องรวมก่อนแบ่งเขต หญิง ชาย ชัดเจน สามารถเลือกศูนย์ที่จะเข้าอบรมได้

ทุกเช้าจะมีระฆังปลุก ตอนตี 4 และ ระหว่างวันจะมีระฆังคอยเตือน ว่าถึงเวลาเข้าห้องปฏิบัติรวม 

การทานอาหารจะทานวันละ 2 มื้อเท่านั้น คือ เช้าและเที่ยง ตอนเย็น ทานน้ำปานะ เพราะต้องถือศีลแปด

ต่อไปจะได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับ จากการเข้าอบรม

3-4 วันแรกจะเป็นการปฏิบัติ อานาปานสติ วันต่อมา จะวิปัสสนา คือ พิจารณาร่างกายเป็นส่วน

ตามความเข้าใจจับหลักว่า คือ การยอมรับความจริง รับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ รับรู้เวทนา แต่ไม่ไปฝืนหรือผลักไส (หากปรับเข้ากับชีวิตประจำวัน ก็คงการยอมรับปัญหา ไม่หนี) 

เป็นหลักของการของการวางอุเบกขา คือ ไม่ไปชอบและไม่ชอบเวทนาหรือสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ให้มองดูเฉยๆ มองและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น อันเป็นหลักการสำคัญของการปฏิบัติในแนวทางของท่านโกเอ็นก้า

พอยอมรับก็จะสบายขึ้นคือ ไม่เหนื่อยมาก แต่ดูการเกิดดับ อย่างมีสติ มาแล้วไป แล้วใช้สติ ในการแก้ไข 

เวทนา ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า มีทั้งความคิด เมื่อย ปวด มีการเคลื่อนของร่างกายอย่างควบคุมไม่ได้ เช่น แขน มือ ลำตัว ศีรษะ และมีอาการตัวโยก โคลงเคลง ซึ่งเกิดและเป็นปัญหารบกวนใจในการปฏิบัติของข้าพเจ้าตั้งแต่ การเข้าอบรมครั้งแรกแล้ว

ต่อมาในการอบรมครั้งที่ 2 ได้รับการแนะนำจากอาจารย์ว่าให้มีสติมากขึ้น คือ ดูมัน ถ้าตัวเองเผลอ คือ สติน้อย การเคลื่อนไหวจะออกมาภายนอก แต่พอสติดีขึ้น การเคลื่อนนั้นจะรู้ว่า จริงๆอยู่ภายใน แต่เพราะสติน้อยจะออกมาภายนอก 

(หมายเหตุ ต่อมาข้าพเจ้าได้ ค้้นพบวิธีแก้ อาการเหล่านี้ ซึ่งก็ตรงกับที่เกิดขึ้นของข้าพเจ้า วิธีเหล่านั้น ถูกบัญญัติไว้ ในหนังสือ พุทธวจน ซึ่งข้าพเจ้าเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่นานนี้ ข้าพเจ้าขอยก ข้อความบางส่วน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่มีอาการตัวโยก โคลงเคลง ขณะวิปัสสนา คือ พิจารณาร่างกาย หรือ ทำสมาธิแบบดูลมหายใจ แต่ อ่อนเพลีย กำลังน้อย หรือจิตส่งออกนอก หรือฟุ้งซ่านมาก ซึ่งมีดังนี้ 
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิอยู่อย่างไรเล่า ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ไปสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม แล้วนั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า ภิกษุนั้นหายใจเข้าก็มีสติ หายใจออกก็มีสติ.
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว, เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว.
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น, เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น.

 โดยสรุป ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า คือ หากมีอาการ ตัวโยกโคลงเคลง ให้ทำอานาปานสติ ให้นั่งหลังตรง ดูลมหายใจเข้าออก โดยจดจ่ออยู่กับลมหายใจ รู้เข้า รู้ออก รู้สั้น รู้ยาว ไม่ขาดตอน ... ข้อสังเกตุ หากขาดตอน โดยเราคิดฟุ้งซ่าน ใจลอย หรือไปสนใจที่ตัวโยก สติ หรือโฟกัสที่ลมหายใจน้อย ตัวอาการก็จะออกมารุนแรง หากเรามีสมาธิหลังเราจะตรงโดยอัตโนมัติ สงบ นิ่ง การจดจ่ออยู่กับลมหายใจจะดีมาก ซึ่งสิ่งนี้เกิดกับข้าพเจ้า)

ขณะปฏิบัติอยู่นั้นมีข้อสงสัยเกิดขึ้นไปหมดแต่อาจารย์บอกว่าเพียงมีสติรับรู้อย่าไปสงสัยมัน ยอมรับความเป็นจริง จนถึงตอนนี้ก็ไม่เข้าใจ เหมือนที่ไม่เข้าใจว่า คนเกิดมาจากอะไร โลกเกิดมาได้อย่างไร

การปฏิบัติครั้งที่สองนี้ มีเวทนาที่เกิดขึ้นแตกต่างจากครั้งแรก คือ เวทนาเบาบางลง แก้เวทนาบางอย่างได้ โดยก่อนปฏิบัติข้าพเจ้าได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์ เตือนว่าอย่าหวังผลว่าคราวนี้จะก้าวหน้ามากกว่าครั้งแรก ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่ให้เกิดการยึดติด คือ ปฏิบัติไปเรื่อยๆอย่างเดียว เพื่อไม่เกิดความคิด สงสัย ในระหว่างปฏิบัติและทำให้มีสติอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น

การอยู่กับปัจจุบันทำให้้เราไม่ไปสนใจกับอดีตและคาดการณ์อนาคต ทำให้เรามีสติ กำลัง ในการทำงานที่อยู่ตรงหน้าได้ดีที่สุด
สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับว่าเป็นความก้าวหน้าของตัวเอง หากตัวเองละความเพียรและความต่อเนื่องก็คงไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ 

การปฏิบัติที่ไม่ต่อเนื่องเท่ากับการเริ่มจุดไฟใหม่ หากปล่อยให้การเสียดสีเย็นลง ก็ต้องเริ่มใหม่ใช้เวลาในการจุดไฟให้ติดใหม่อีกครั้ง หรือเหมือนการตีเหล็กต้องตีตอนร้อน จนขึ้นรูปได้ หากเย็นก็ต้องทำให้ร้อนใหม่ตีใหม่ หรือ เหมือนการปั้นดิน หากปล่อยให้ดินแห้ง ก็ไร้ประโยชน์ ต้องเริ่มใหม่เป็นต้น

สิ่งนี้ยังมาใช้กับการศึกษาเล่าเรียนและการทำงานได้ คือ หากทำๆเลิกๆ ก็จะไม่เกิดผล ต้องเหนื่อยตลอดไป ไม่สำเร็จซักที 

สิ่งนี้นำมาใช้กับความสัมพันธ์ได้ เช่น รักๆเลิกๆ ดูแลดีไม่สม่ำเสมอ รักหมดโปร ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ก้าวหน้า

ทุกอย่างต้องมีศรัทธาในสิ่งที่ทำ ไม่ยอมแพ้และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ความก้าวหน้าและความสำเร็จก็จะเกิด

ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกฝน ที่เรียนรู้ไปเรื่อยๆ และยังต้องได้รับคำชี้แนะจากครูบาอาจารย์อยู่เสมอ

ข้าพเจ้าขอขอบคุณพ่อแม่ ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เกิดมาและพบพุทธศานา ธรรมะของพระพุทธเจ้าและคอยช่วยเหลือให้ข้าพเจ้าได้รับการเข้าอบรม ข้าพเจ้าเป็นหนี้พ่อแม่อย่างไม่มีประมาณ

ข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณท่านอาจารย์โกเอ็นก้าผู้เผยแพร่วิธีปฏิบัตินี้ และยังเป็นหนี้ท่านอาจารย์ที่ศูนย์ปฏิบัติที่กรุณา ให้คำชี้แนะและดูแลตลอดการอบรม

ข้าพเจ้ายังเป็นหนี้บุญคุณเจ้าหน้าที่ ธรรมบริกรของศูนย์ปฏิบัติ
และ

ข้าพเจ้ายังเป็นหนี้บุญคุณและต้องขอบคุณ ท่านลัดดาวรรณ หลวงอาจ ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักแนวทางปฏิบัติของท่านโกเอ็นก้า และยังกรุณาส่งหนังสือศิลปะการดำเนินชีวิต ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจเข้าอบรมหลังอ่านจบ

หากบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ใด ข้าพเจ้าขอยกผลบุญนั้นให้ผู้มีพระคุณของข้าพเจ้าทุกท่าน







SHARE

Comments