คุณรู้ไหม เด็กๆในประเทศนี้ โดนฆ่าเพราะคำว่าเด็กดีไปแล้วกี่คน ?
ฉันในวัยผู้ใหญ่ เก็บของออกจากบ้านเพื่อก้าวสู่วัยทำงานท่ามกลางเสียงก่นด่าสาบแช่ง แต่เธอกลับรู้สึกโล่งอก ในที่สุด สิ่งที่เธอรอคอยก็มาถึง วันที่เธอจะได้เดินด้วยขาของตัวเองเสียที


ตั้งแต่เล็ก ฉันถูกสั่งสอนมาเสมอ ว่าคนที่ทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวัง ต้องหลั่งน้ำตา คือคนบาป ทำอะไรก็ไม่เจริญ


ฉันถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี มีทุกอย่างเพียบพร้อม ขอแค่เธอเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ เธอจะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ว่าสิ่งๆนั้น ใครหนอที่ต้องการ ตัวเธอหรือ ไม่สิ 
.

ฉันในวัยอนุบาล ต้องตื่นตี 5 เพื่อเข้าไปเรียนในเมืองที่แสนไกลในทุกเช้า ถึงบ้านมาก็ 2 ทุ่ม ครั้งนึง เธอร้องไห้งอแงเพราะความเหนื่อยล้า เธอถูกฟาดตีด้วยก้านมะยมจนเป็นไข้ เพียงเพราะเธอแสดงความอ่อนแอออกมา


มีแต่คนอ่อนแอเท่านั้นที่ร้องไห้ เด็กดีไม่ร้องไห้งอแงเอาแต่่ใจแบบนี้หรอก

ฉันในวัยประถม เป็นเด็กเรียนดี กิจกรรมเด่น เธอเป็นที่รู้จักในนามนักเรียนดีเด่น ห้อมล้อมด้วยความรักของเหล่าเพื่อนและคุณครู แต่ใครหนอ จะรู้เบื้องหลังอันน่าเศร้า เด็กหญิงคนนี้ไม่เคยได้วิ่งเล่นสนุกสนาน เธอต้องอ่านอาขยานทุกบท คัดศัพย์วันละ 10 คำ


.
เธอสอบติดโรงเรียนมัธยมประจำภาค ที่ๆผู้ปกครองต่างใฝ่ฝัน เธอถูกส่งไปเรียนทันที โดยที่ตัวเธอนั้น ต้องการเพียงเรียนโรงเรียนในจังหวัดเล็กๆ กับเพื่อนของเธอเพียงเท่านั้น ถึงแม้ว่าเธอจะสอบติดห้องพิเศษโรงเรียนนั้น แต่นั้นมันไม่เพียงพอ สำหรับการเป็นเด็กดี เธอเหนื่อยล้า แต่ไม่เคยปริปากพูด เพราะเธอบอกตัวเองเสมอ ลูกที่ดี ต้องไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจ


จงจำไว้เถิดลูกรัก ลูกคืออนุสาวรีย์แห่งความภาคภูมิใจของพ่อแม่ ยามใดที่เจ้าเป็นเด็กดี พ่อแม่เจ้าจะได้รับการยกย่องสรรเสริญ ยามใดเจ้าพาตนตกต่ำ ผู้คนจะพากันเหยียดพ่อแม่ให้พาทุกข์ใจ

เธอในวัยมัธยม ดำรงชีวิตเหมือนสัตว์ประหลาด เธอเข้ากับเพื่อนในห้องไม่ได้ เธอถูกกลั่นแกล้ง คำพูดสาดเสียมากมาย รุมล้อมตัวเธอ เธอหวาดกลัวสุดใจ วันนึงเธอทนไม่ไหวอีกแล้ว เธอโดดเรียน เพื่อนั่งรถกลับบ้านไปหาพ่อกับแม่เธอ เพียงแค่อ้อมกอดของคนอันเป็นที่รัก
.


เธอถูกด่าสาดเสีย จากคนที่เธอรักมากที่สุด เพียงเพราะเธอโดดเรียนกลับบ้าน เธออธิบายความทุกข์ในใจทั้งหมด แต่ไม่มีใครเลยที่จะรับฟังเธอ เธอถูกห้อมล้อมด้วยสายตาผิดหวัง นั้นเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า การเป็นเด็กดี มันทิ่มแทงหัวใจเธอจนเจ็บปวดเพียงนี้เลยหรือ

เธอในวัยมหาลัย ถูกส่งมาเรียนในมหาลัยที่พ่อแม่คิดว่ามันดี คณะที่ทำแล้วไม่ตกงาน สายสุขภาพดั่งที่เด็กดีทุกคนในสังคมนี้เล่าเรียน ทั้งๆที่ตัวเธอ ไฝ่ฝันว่าอยากทำงานด้านภาษา ท่องเที่ยวไปทั้วโลก เธอกรีดร้อง ร้องไห้ แต่ไม่มีใครเลยที่ฟังเสียงอันน่าสงสารของเธอ เธอมองตัวเองในกระจก นั้นใครหนอ เธอผู้สดใส ได้หายไปไหนแล้ว

ฉันเป็นเด็กดี ผู้คนรอบข้างต่างมีความสุข แล้วตัวฉันละ ฉันไม่่มีสิทธิ์ที่จะได้ความสุขบ้างหรือ ทั้งๆที่ผ่านมา ฉันมอบความสุขมากมาย แต่ยังไม่เพียงพออีกหรือ .
เธอเหลือเพียงเปลือกที่เดินได้ จนเพื่อนของเธอทนไม่ไหว พวกเขาหวาดกลัว ว่าคำว่าเด็กดีเหล่านั้น กลืนกินเพื่อนเธอจนเธออาจตัดสินใจจากพวกเขาไป เพื่อนเธอจึงแจ้งอาจารย์ที่ปรึกษาแผนกจิตเวช นั้นเป็นครั้งแรก ที่เธอได้ค้นพบความอบอุ่นที่เธอโหยหามาตลอด ถ้อยคำของอาจารย์ เป็นน้ำที่หยดลงมาในหัวใจอันแห้งแตกของเธอ นั้นเป็นครั้งแรก ที่เธอได้สัมผัสว่า น้ำตา มันไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอเลย มันจะทำให้เธอ เติบโตเป็นคนใหม่ 

หนูฟังครูนะลูก จงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ครูไม่คาดหวังให้หนูเป็นเด็กดี เพราะนิยามคำว่าเด็กดีในสังคมนี้มันไม่เหมือนกัน หนูจงเติบโตมาอย่างมีความสุข เป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำให้ตัวเองหรือผู้อื่นเดือดร้อนนั้นก็เพียงพอแล้ว

คำพูดในวันนั้น ทำให้เธอตัดสินใจเรียนสายสุขภาพต่อ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่อาชีพในฝัน ทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง แต่เธอรู้ เธอจะเปลี่ยนแปลงมัน


เธอในวัยผู้ใหญ่ ไม่รับราชการอย่างที่บ้านหวัง เธอทำงานในศูนย์ให้คำปรึกษาเด็กและวัยรุ่น เธอคนนี้ จะเป็นบ้านให้เหล่าเด็กดีที่หลงทางเข้ามาหาเธอ พวกเขาจะได้เติบโตอย่างมีความสุข เธอจะมอบความอบอุ่นไม่ให้เขาเหล่านั้นต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป เช่นเดียวกับตัวเธอที่ผ่านมา.


SHARE
Writer
Apratfullmoon
nurse, writer
I beg your pardon

Comments

Chaitalay
2 months ago
ขอบคุณนะคะที่ถ่ายทอดมันออกมา อาจมีหลายคนที่กำลังอยู่ในจุดที่คุณเองก็เคยยืน เราขอเป็นกำลังใจให้กับบทความดีๆของคุณนะคะ
Reply